จี้ทิงรู้สึกสะท้านในใจเขามองอีกฝ่ายด้วยความตระหนก “พี่รู้ได้ยังไงว่าลู่เหยียนชูเป็นพวกขายชาติ?”
ชื่อเสียงของลู่เหยียนชูจะป่นปี้ก็ต่อเมื่อภาพยนตร์เรื่องสุดขอบผาในสายลมเข้าฉายไปแล้วเท่านั้นซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ที่ควรจะเกิดขึ้นในอีกอย่างน้อยหนึ่งปีให้หลังแล้วจี้เยี่ยนจื๋อไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนกัน?
“ทำไมฉันจะรู้ไม่ได้?” จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนีเล็กน้อยคล้ายไม่แยแส“ฉันมีวิธีของฉันก็แล้วกัน”
คิ้วของจี้ทิงขมวดมุ่นเข้าหากัน[ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อสามารถสืบหาความจริงได้ในตอนนี้ก็แสดงว่าลู่เหยียนชูเริ่มเผยพิรุธออกมาให้เห็นแล้วนั่นมันหมายความว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกวางแผนเอาไว้ตั้งนานแล้วสินะ]
เมื่อได้ยินเสียงในใจแววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็เผยร่องรอยคมกริบขึ้นมาทันที ในเมื่อจี้ทิงไม่ได้ปฏิเสธแต่กลับเอาแต่คาดคะเนว่าเขารู้ได้อย่างไรนั่นก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าลู่เหยียนชูคือพวกขายชาติตัวจริงและการที่เรื่องจะแดงออกมานั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว
เขาหรี่ตาลงน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด “จี้ทิงถ้านายยังกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนพรรค์นั้นอีกละก็ อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ”
“ไม่แน่นอนครับ” สีหน้าของจี้ทิงดูจริงจังยิ่งกว่าอีกฝ่ายเสียอีก“ผมจะไม่ไปพัวพันกับคนแบบนั้นอีกเด็ดขาด”
เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้จี้ทิงเกลียดการกระทำดังกล่าวมากกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าจี้ทิงไม่ได้แอบค้านอยู่ในใจเหมือนที่ผ่านมาจี้เยี่ยนจื๋อจึงพยักหน้าเล็กน้อย “เอาล่ะกลับไปนอนได้แล้ว”
จี้ทิงหมุนตัวกลับทว่าในขณะที่กำลังจะปิดประตู เขากลับชะงักแล้วเรียกจี้เยี่ยนจื๋อไว้อีกครั้ง“จริงด้วย พี่ช่วยบอกพ่อครัวหลิวหน่อยได้ไหมครับว่าไม่ต้องทำตับหมูผัดขึ้นฉ่ายกับซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ [1] แล้ว”
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ทำออกมาแต่ปัญหาก็คืออาหยางมักจะคอยจับจ้องบีบคั้นให้เขาต้องกินมันทุกวันนี่สิ
จี้เยี่ยนจื๋อแผดเสียงใส่อย่างดุดัน“เรื่องแค่นี้นายยังต้องมาบอกฉันอีกเหรอ นายไม่มีปากหรือไง?”
“ผมบอกแล้วครับ แต่เขาบอกว่าเป็นคำสั่งที่พี่กำชับไว้”
“ฉันสั่งอะไร...”
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองเป็นคนกำชับพ่อครัวให้ทำเมนูบำรุงเลือดจริงอย่างที่ว่าทว่าความหงุดหงิดก็แล่นริ้วขึ้นมาในอกอีกครั้ง วัตถุดิบบำรุงเลือดมีตั้งมากมายทำไมเหล่าหลิวถึงไม่รู้จักทำสลับหมุนเวียนให้มันหลากหลายกว่านี้หน่อยนะ
“อยากกินก็กิน ไม่กินก็อดไปซะ” เขาตัดบทอย่างรำคาญใจก่อนจะเดินจากไปทันที
จี้ทิงมองตามแผ่นหลังนั้นไปพลางถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจสำหรับเขาแล้ว การสื่อสารกับจี้เยี่ยนจื๋อมักจะสูญเปล่าเสมอ
วันต่อมาณ โต๊ะอาหารเช้า
ซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ที่เขาต้องฝืนทนดื่มมาหลายวันถูกเปลี่ยนเป็นซุปปลาตะเพียนตังกุย [2] แทนบนโต๊ะไม่มีแม้แต่เงาของผัดตับหมูแถมเมนูอาหารยังดูหลากหลายและพิถีพิถันขึ้นกว่าเดิมมาก
จี้ทิงมองภาพตรงหน้าด้วยความฉงนก่อนจะเงยหน้าถามพ่อบ้าน “อาหยางครับทั้งหมดนี่เป็นคำสั่งของพี่ใหญ่เหรอครับ?”
“ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่เลย...” พ่อบ้านยิ้มแห้งๆพลางรีบแก้ตัว “ผมเป็นคนบอกทางห้องครัวเองครับผมเห็นว่าคุณชายรองทานเมนูเดิมติดต่อกันหลายวันคงจะเบื่อแล้วเลยคิดว่าควรเปลี่ยนรสชาติบ้าง”
ในเมื่อคุณชายใหญ่สั่งห้ามไม่ให้พูดเขาก็ทำได้เพียงรับสมอ้างไว้เองเท่านั้น
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย“อาหยาง ลำบากคุณแล้วนะครับ”
“คุณชายรองเกรงใจไปแล้วครับ”
หลังทานอาหารเสร็จจี้ทิงก็ขลุกตัวอยู่ในห้องเล่นเกมทั้งวัน แม้แต่มื้อเที่ยงก็ยังไม่ยอมออกมา
...
ในช่วงบ่ายวันนั้นเองฟางเจี๋ย เลขาส่วนตัวของจี้เยี่ยนจื๋อก็มาปรากฏตัวที่คฤหาสน์หลังเก่า
พ่อบ้านจึงไปเชิญจี้ทิงมาจากตึกตะวันตกทันทีที่จี้ทิงก้าวเข้ามาในห้องโถง ฟางเจี๋ยที่รออยู่ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที“คุณชายรอง สวัสดีตอนบ่ายครับ”
“สวัสดีครับ”
ฟางเจี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ประธานจี้ให้ผมช่วยเลือกชุดสูทมาให้คุณครับเย็นนี้ท่านต้องการให้คุณไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลจางด้วยกัน”
ไปงานเลี้ยงกับจี้เยี่ยนจื๋องั้นเหรอจี้ทิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมไม่ไปครับ”
เดิมทีเขาไม่ชอบสถานที่วุ่นวายแบบนั้นอยู่แล้วอีกอย่างสองวันนี้เขากำลังยุ่งอยู่กับการทดสอบข้อมูลจึงไม่มีเวลาว่างพอจะไปออกงานสังคมที่ไหนทั้งนั้น
ฟางเจี๋ยแสดงสีหน้าลำบากใจและพยายามเกลี้ยกล่อม “คุณชายรองช่วยอดทนหน่อยเถอะครับอย่างมากก็แค่สองชั่วโมงก็ได้กลับแล้ว”
จี้ทิงยังคงยืนกรานคำเดิม“ขอโทษด้วยครับ ผมขอตัวกลับห้องก่อน”
เมื่อเห็นว่าจี้ทิงกำลังจะก้าวขึ้นบันไดฟางเจี๋ยก็ร้อนรนจนเผลอโพล่งออกมาเสียงดัง “ประธานจี้จำเป็นต้องไปงานนี้เพื่อพบกับประธานอู๋ครับพักหลังมานี้เขาหาข้ออ้างหลบหน้าประธานจี้ตลอด ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอเขาอีก”
ความจริงแล้วตอนแรกจี้เยี่ยนจื๋อสั่งให้เขาปฏิเสธคำเชิญไปแล้วแต่ทว่าช่างประจวบเหมาะที่ภรรยาของประธานอู๋เป็นญาติกับตระกูลจางดังนั้นคืนนี้พวกเขาจะมาร่วมงานฉลองวันเกิดของผู้อาวุโสจางอย่างแน่นอน
ฝีเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดของจี้ทิงพลันชะงักนิ่งคำพูดเหล่านั้นทำให้เขานึกถึงจี้เจิ้นถิงในวันนั้น
‘ตอนที่ฉันสั่งให้เขาส่งแกไปรับผิดแทน เขาปฏิเสธหัวชนฝาต่อให้ถูกกดดันในที่ประชุมบอร์ดบริหารจนแทบไม่มีที่ยืนเขาก็ไม่ยอมก้มหัวยอมรับข้อเสนอของฉัน’
ผ่านไปสักพักนิ้วมือที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวของจี้ทิงขยับเกร็งเล็กน้อย“ไปแค่สองชั่วโมงใช่ไหม?”
ดวงตาของฟางเจี๋ยเป็นประกายขึ้นมาทันที“ครับ! แค่สองชั่วโมงเท่านั้น พอถึงเวลาผมจะรีบส่งคุณกลับทันทีครับ”
เวลา16.30น. จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาจากแผนกวิจัยและพัฒนาฟางเจี๋ยก็รีบปรี่เข้าไปหาทันที
“จี้ทิงมาหรือยัง?”
ฟางเจี๋ยรายงานพร้อมรอยยิ้ม“คุณชายรองรอคุณอยู่ในห้องทำงานแล้วครับ”
วันนี้ยอมว่าง่ายขนาดนี้เชียว?จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเขาส่งแฟ้มเอกสารในมือให้เลขาก่อนจะก้าวเข้าไปข้างใน
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเขาก็เห็นคนคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โซฟา
เนื่องจากจี้ทิงยังอายุน้อยชุดสูทที่ฟางเจี๋ยเลือกมาจึงมีดีไซน์ที่ดูไม่แก่จนเกินไปมันยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกแต่ผสมผสานสไตล์ร่วมสมัยแบบนิวไชนิสไว้อย่างลงตัว
เส้นผมที่เคยปรกหน้าถูกเซตขึ้นทั้งหมดเผยให้เห็นเครื่องหน้าที่ชัดเจนและโดดเด่นความหล่อเหลาที่เคยดูนุ่มนวลกลับดูสุขุมและสง่างามอย่างน่าประหลาดราวกับเป็นความงดงามที่เรียบง่ายทว่าบริสุทธิ์ถึงขีดสุด
ดวงตาคมลึกของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นไหวไปวูบหนึ่งทว่าเพียงพริบตาเดียว แววตาของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังและรังเกียจ
เขายังจำได้ดี...ในอดีต หลินชิงก็เคยใช้ใบหน้าที่ดูไร้พิษสงเช่นนี้ก้าวเข้ามาในตระกูลจี้วันแรกที่เธอมาถึง จี้ซื่อเจ๋อก็บังคับให้เขาเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าแม่เขาพยายามปฏิเสธสุดชีวิตจี้ซื่อเจ๋อจึงสั่งให้คนลากเขาไปขังไว้ในคอกม้าถึงครึ่งเดือนเต็ม
ในเดือนกรกฎาคมที่ร้อนระอุที่สุดกลิ่นเหม็นโชยของมูลม้าทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกถ้าวันนั้นเขาไม่ถึงขั้นอาเจียนและขาดน้ำจนเกือบตายจี้ซื่อเจ๋อก็คงลืมไปแล้วว่ายังมีลูกชายอีกคนถูกขังอยู่ที่นั่น
ปัง!เสียงปิดประตูดังสนั่นทำให้จี้ทิงต้องละสายตาจากโน้ตบุ๊กบนตักเขามองไปยังทิศทางของต้นเสียงด้วยความงุนงง
ผ่านไปครู่ใหญ่จี้เยี่ยนจื๋อจึงเดินออกมาจากห้องรับรอง
“เก็บโน้ตบุ๊กซะ”
จี้ทิงพับหน้าจอลง“จะไปแล้วเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำถามเขาเพียงก้าวออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเย็นชา
จนกระทั่งทั้งคู่ขึ้นไปนั่งบนรถจี้ทิงจึงเอ่ยถามขึ้น “ทำไมงานเลี้ยงนี้ต้องพาผมไปด้วยพี่ไปคนเดียวไม่ได้เหรอ?”
“นายคิดว่าฉันอยากพานายไปด้วยนักหรือไง?” จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา“จางซวี่ต่างหากที่เป็นคนคะยั้นคะยอให้ครอบครัวเขาเชิญนาย”
จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่งถึงได้ตระหนักว่า ‘ตระกูลจาง’ ที่ว่านี้ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นครอบครัวของจางซวี่นั่นเอง
“งั้นก็แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าผมไม่ไปแล้วนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะพลางพูดจาเสียดสี“นายคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญขนาดไหนกันถึงขนาดที่คนอื่นเขาจะต้องมาเชิญนายซ้ำแล้วซ้ำเล่าน่ะ?”
จี้ทิงจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสงบ “จี้เยี่ยนจื๋อผมไม่มีหน้าที่ที่ต้องมาคอยรองรับอารมณ์ร้ายๆ ของพี่นะ”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อวาวโรจน์ขึ้นเขาหันขวับมามองจี้ทิงทันที ในวินาทีที่สายตาประสานกัน เขามองใบหน้าของจี้ทิงและรู้สึกราวกับมีแรงกดทับอย่างรุนแรงพุ่งจู่โจมเข้าที่หน้าอก
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีแก่ใจ...สิ่งที่เขาเกลียดไม่ใช่ใบหน้าตรงหน้าหรอกแต่เขาเกลียดที่ในทุกมิติของดวงตาและคิ้วคู่นั้นยังคงมีเงาของหลินชิงหลงเหลืออยู่ต่างหาก
เชิงอรรถ
[1]ซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ (红枣百合汤) เป็นเมนูน้ำแกงหวานหรือน้ำสมุนไพรบำรุงสุขภาพตามตำรับแพทย์แผนจีนที่นิยมมากโดยหลักๆ ทำจากพุทราจีนแห้งและกลีบหัวดอกลิลลี่แห้ง
[2]ซุปปลาตะเพียนตังกุย (当归鲫鱼汤) เป็นเมนูที่ช่วยบำรุงเลือดและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด