ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 ความเกลียดชังที่ยากจะควบคุม

            จี้ทิงรู้สึกสะท้านในใจเขามองอีกฝ่ายด้วยความตระหนก “พี่รู้ได้ยังไงว่าลู่เหยียนชูเป็นพวกขายชาติ?”

            ชื่อเสียงของลู่เหยียนชูจะป่นปี้ก็ต่อเมื่อภาพยนตร์เรื่องสุดขอบผาในสายลมเข้าฉายไปแล้วเท่านั้นซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ที่ควรจะเกิดขึ้นในอีกอย่างน้อยหนึ่งปีให้หลังแล้วจี้เยี่ยนจื๋อไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนกัน?

            “ทำไมฉันจะรู้ไม่ได้?” จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนีเล็กน้อยคล้ายไม่แยแส“ฉันมีวิธีของฉันก็แล้วกัน”

            คิ้วของจี้ทิงขมวดมุ่นเข้าหากัน[ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อสามารถสืบหาความจริงได้ในตอนนี้ก็แสดงว่าลู่เหยียนชูเริ่มเผยพิรุธออกมาให้เห็นแล้วนั่นมันหมายความว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกวางแผนเอาไว้ตั้งนานแล้วสินะ]

            เมื่อได้ยินเสียงในใจแววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็เผยร่องรอยคมกริบขึ้นมาทันที ในเมื่อจี้ทิงไม่ได้ปฏิเสธแต่กลับเอาแต่คาดคะเนว่าเขารู้ได้อย่างไรนั่นก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าลู่เหยียนชูคือพวกขายชาติตัวจริงและการที่เรื่องจะแดงออกมานั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว

            เขาหรี่ตาลงน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด “จี้ทิงถ้านายยังกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนพรรค์นั้นอีกละก็ อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ”

            “ไม่แน่นอนครับ” สีหน้าของจี้ทิงดูจริงจังยิ่งกว่าอีกฝ่ายเสียอีก“ผมจะไม่ไปพัวพันกับคนแบบนั้นอีกเด็ดขาด”

            เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้จี้ทิงเกลียดการกระทำดังกล่าวมากกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเสียด้วยซ้ำ

            เมื่อเห็นว่าจี้ทิงไม่ได้แอบค้านอยู่ในใจเหมือนที่ผ่านมาจี้เยี่ยนจื๋อจึงพยักหน้าเล็กน้อย “เอาล่ะกลับไปนอนได้แล้ว”

            จี้ทิงหมุนตัวกลับทว่าในขณะที่กำลังจะปิดประตู เขากลับชะงักแล้วเรียกจี้เยี่ยนจื๋อไว้อีกครั้ง“จริงด้วย พี่ช่วยบอกพ่อครัวหลิวหน่อยได้ไหมครับว่าไม่ต้องทำตับหมูผัดขึ้นฉ่ายกับซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ [1] แล้ว”

            ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ทำออกมาแต่ปัญหาก็คืออาหยางมักจะคอยจับจ้องบีบคั้นให้เขาต้องกินมันทุกวันนี่สิ

            จี้เยี่ยนจื๋อแผดเสียงใส่อย่างดุดัน“เรื่องแค่นี้นายยังต้องมาบอกฉันอีกเหรอ นายไม่มีปากหรือไง?”

            “ผมบอกแล้วครับ แต่เขาบอกว่าเป็นคำสั่งที่พี่กำชับไว้”

            “ฉันสั่งอะไร...”

            จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองเป็นคนกำชับพ่อครัวให้ทำเมนูบำรุงเลือดจริงอย่างที่ว่าทว่าความหงุดหงิดก็แล่นริ้วขึ้นมาในอกอีกครั้ง วัตถุดิบบำรุงเลือดมีตั้งมากมายทำไมเหล่าหลิวถึงไม่รู้จักทำสลับหมุนเวียนให้มันหลากหลายกว่านี้หน่อยนะ

            “อยากกินก็กิน ไม่กินก็อดไปซะ” เขาตัดบทอย่างรำคาญใจก่อนจะเดินจากไปทันที

            จี้ทิงมองตามแผ่นหลังนั้นไปพลางถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจสำหรับเขาแล้ว การสื่อสารกับจี้เยี่ยนจื๋อมักจะสูญเปล่าเสมอ

            วันต่อมาณ โต๊ะอาหารเช้า

            ซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ที่เขาต้องฝืนทนดื่มมาหลายวันถูกเปลี่ยนเป็นซุปปลาตะเพียนตังกุย [2] แทนบนโต๊ะไม่มีแม้แต่เงาของผัดตับหมูแถมเมนูอาหารยังดูหลากหลายและพิถีพิถันขึ้นกว่าเดิมมาก

            จี้ทิงมองภาพตรงหน้าด้วยความฉงนก่อนจะเงยหน้าถามพ่อบ้าน “อาหยางครับทั้งหมดนี่เป็นคำสั่งของพี่ใหญ่เหรอครับ?”

            “ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่เลย...” พ่อบ้านยิ้มแห้งๆพลางรีบแก้ตัว “ผมเป็นคนบอกทางห้องครัวเองครับผมเห็นว่าคุณชายรองทานเมนูเดิมติดต่อกันหลายวันคงจะเบื่อแล้วเลยคิดว่าควรเปลี่ยนรสชาติบ้าง”

            ในเมื่อคุณชายใหญ่สั่งห้ามไม่ให้พูดเขาก็ทำได้เพียงรับสมอ้างไว้เองเท่านั้น

            จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย“อาหยาง ลำบากคุณแล้วนะครับ”

            “คุณชายรองเกรงใจไปแล้วครับ”

            หลังทานอาหารเสร็จจี้ทิงก็ขลุกตัวอยู่ในห้องเล่นเกมทั้งวัน แม้แต่มื้อเที่ยงก็ยังไม่ยอมออกมา

            ...

            ในช่วงบ่ายวันนั้นเองฟางเจี๋ย เลขาส่วนตัวของจี้เยี่ยนจื๋อก็มาปรากฏตัวที่คฤหาสน์หลังเก่า

            พ่อบ้านจึงไปเชิญจี้ทิงมาจากตึกตะวันตกทันทีที่จี้ทิงก้าวเข้ามาในห้องโถง ฟางเจี๋ยที่รออยู่ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที“คุณชายรอง สวัสดีตอนบ่ายครับ”

            “สวัสดีครับ”

            ฟางเจี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ประธานจี้ให้ผมช่วยเลือกชุดสูทมาให้คุณครับเย็นนี้ท่านต้องการให้คุณไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลจางด้วยกัน”

            ไปงานเลี้ยงกับจี้เยี่ยนจื๋องั้นเหรอจี้ทิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมไม่ไปครับ”

            เดิมทีเขาไม่ชอบสถานที่วุ่นวายแบบนั้นอยู่แล้วอีกอย่างสองวันนี้เขากำลังยุ่งอยู่กับการทดสอบข้อมูลจึงไม่มีเวลาว่างพอจะไปออกงานสังคมที่ไหนทั้งนั้น

            ฟางเจี๋ยแสดงสีหน้าลำบากใจและพยายามเกลี้ยกล่อม “คุณชายรองช่วยอดทนหน่อยเถอะครับอย่างมากก็แค่สองชั่วโมงก็ได้กลับแล้ว”

            จี้ทิงยังคงยืนกรานคำเดิม“ขอโทษด้วยครับ ผมขอตัวกลับห้องก่อน”

            เมื่อเห็นว่าจี้ทิงกำลังจะก้าวขึ้นบันไดฟางเจี๋ยก็ร้อนรนจนเผลอโพล่งออกมาเสียงดัง “ประธานจี้จำเป็นต้องไปงานนี้เพื่อพบกับประธานอู๋ครับพักหลังมานี้เขาหาข้ออ้างหลบหน้าประธานจี้ตลอด ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอเขาอีก”

            ความจริงแล้วตอนแรกจี้เยี่ยนจื๋อสั่งให้เขาปฏิเสธคำเชิญไปแล้วแต่ทว่าช่างประจวบเหมาะที่ภรรยาของประธานอู๋เป็นญาติกับตระกูลจางดังนั้นคืนนี้พวกเขาจะมาร่วมงานฉลองวันเกิดของผู้อาวุโสจางอย่างแน่นอน

            ฝีเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดของจี้ทิงพลันชะงักนิ่งคำพูดเหล่านั้นทำให้เขานึกถึงจี้เจิ้นถิงในวันนั้น

            ‘ตอนที่ฉันสั่งให้เขาส่งแกไปรับผิดแทน เขาปฏิเสธหัวชนฝาต่อให้ถูกกดดันในที่ประชุมบอร์ดบริหารจนแทบไม่มีที่ยืนเขาก็ไม่ยอมก้มหัวยอมรับข้อเสนอของฉัน’

            ผ่านไปสักพักนิ้วมือที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวของจี้ทิงขยับเกร็งเล็กน้อย“ไปแค่สองชั่วโมงใช่ไหม?”

            ดวงตาของฟางเจี๋ยเป็นประกายขึ้นมาทันที“ครับ! แค่สองชั่วโมงเท่านั้น พอถึงเวลาผมจะรีบส่งคุณกลับทันทีครับ”

            เวลา16.30น. จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาจากแผนกวิจัยและพัฒนาฟางเจี๋ยก็รีบปรี่เข้าไปหาทันที

            “จี้ทิงมาหรือยัง?”

            ฟางเจี๋ยรายงานพร้อมรอยยิ้ม“คุณชายรองรอคุณอยู่ในห้องทำงานแล้วครับ”

            วันนี้ยอมว่าง่ายขนาดนี้เชียว?จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเขาส่งแฟ้มเอกสารในมือให้เลขาก่อนจะก้าวเข้าไปข้างใน

            ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเขาก็เห็นคนคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โซฟา

            เนื่องจากจี้ทิงยังอายุน้อยชุดสูทที่ฟางเจี๋ยเลือกมาจึงมีดีไซน์ที่ดูไม่แก่จนเกินไปมันยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกแต่ผสมผสานสไตล์ร่วมสมัยแบบนิวไชนิสไว้อย่างลงตัว

            เส้นผมที่เคยปรกหน้าถูกเซตขึ้นทั้งหมดเผยให้เห็นเครื่องหน้าที่ชัดเจนและโดดเด่นความหล่อเหลาที่เคยดูนุ่มนวลกลับดูสุขุมและสง่างามอย่างน่าประหลาดราวกับเป็นความงดงามที่เรียบง่ายทว่าบริสุทธิ์ถึงขีดสุด

            ดวงตาคมลึกของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นไหวไปวูบหนึ่งทว่าเพียงพริบตาเดียว แววตาของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังและรังเกียจ

            เขายังจำได้ดี...ในอดีต หลินชิงก็เคยใช้ใบหน้าที่ดูไร้พิษสงเช่นนี้ก้าวเข้ามาในตระกูลจี้วันแรกที่เธอมาถึง จี้ซื่อเจ๋อก็บังคับให้เขาเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าแม่เขาพยายามปฏิเสธสุดชีวิตจี้ซื่อเจ๋อจึงสั่งให้คนลากเขาไปขังไว้ในคอกม้าถึงครึ่งเดือนเต็ม

            ในเดือนกรกฎาคมที่ร้อนระอุที่สุดกลิ่นเหม็นโชยของมูลม้าทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกถ้าวันนั้นเขาไม่ถึงขั้นอาเจียนและขาดน้ำจนเกือบตายจี้ซื่อเจ๋อก็คงลืมไปแล้วว่ายังมีลูกชายอีกคนถูกขังอยู่ที่นั่น

            ปัง!เสียงปิดประตูดังสนั่นทำให้จี้ทิงต้องละสายตาจากโน้ตบุ๊กบนตักเขามองไปยังทิศทางของต้นเสียงด้วยความงุนงง

            ผ่านไปครู่ใหญ่จี้เยี่ยนจื๋อจึงเดินออกมาจากห้องรับรอง

            “เก็บโน้ตบุ๊กซะ”

            จี้ทิงพับหน้าจอลง“จะไปแล้วเหรอครับ?”

            จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำถามเขาเพียงก้าวออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเย็นชา

            จนกระทั่งทั้งคู่ขึ้นไปนั่งบนรถจี้ทิงจึงเอ่ยถามขึ้น “ทำไมงานเลี้ยงนี้ต้องพาผมไปด้วยพี่ไปคนเดียวไม่ได้เหรอ?”

            “นายคิดว่าฉันอยากพานายไปด้วยนักหรือไง?” จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา“จางซวี่ต่างหากที่เป็นคนคะยั้นคะยอให้ครอบครัวเขาเชิญนาย”

            จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่งถึงได้ตระหนักว่า ‘ตระกูลจาง’ ที่ว่านี้ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นครอบครัวของจางซวี่นั่นเอง

            “งั้นก็แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าผมไม่ไปแล้วนะ”

            จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะพลางพูดจาเสียดสี“นายคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญขนาดไหนกันถึงขนาดที่คนอื่นเขาจะต้องมาเชิญนายซ้ำแล้วซ้ำเล่าน่ะ?”

            จี้ทิงจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสงบ “จี้เยี่ยนจื๋อผมไม่มีหน้าที่ที่ต้องมาคอยรองรับอารมณ์ร้ายๆ ของพี่นะ”

            แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อวาวโรจน์ขึ้นเขาหันขวับมามองจี้ทิงทันที ในวินาทีที่สายตาประสานกัน เขามองใบหน้าของจี้ทิงและรู้สึกราวกับมีแรงกดทับอย่างรุนแรงพุ่งจู่โจมเข้าที่หน้าอก

            จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีแก่ใจ...สิ่งที่เขาเกลียดไม่ใช่ใบหน้าตรงหน้าหรอกแต่เขาเกลียดที่ในทุกมิติของดวงตาและคิ้วคู่นั้นยังคงมีเงาของหลินชิงหลงเหลืออยู่ต่างหาก

             

            เชิงอรรถ

             [1]ซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ (红枣百合汤) เป็นเมนูน้ำแกงหวานหรือน้ำสมุนไพรบำรุงสุขภาพตามตำรับแพทย์แผนจีนที่นิยมมากโดยหลักๆ ทำจากพุทราจีนแห้งและกลีบหัวดอกลิลลี่แห้ง

             [2]ซุปปลาตะเพียนตังกุย (当归鲫鱼汤) เป็นเมนูที่ช่วยบำรุงเลือดและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663