ระบบหลอมรวมที่บ้าคลั่ง — 疯狂炼妖系统

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 เป็นคนปกติหรือเปล่า?

            เถ้าแก่แผงลอย: “...”

            พี่ชาย มีทรัพย์สิน อย่าให้ใครเห็น หลักการง่ายๆ เช่นนี้ท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร?

            แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น เถ้าแก่แผงลอยก็ยังถูกท่าทางความร่ำรวยมหาศาลของเซี่ยฝูคุนทำให้ตกตะลึง ยิ่งเมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญ เถ้าแก่ก็รีบเก็บสีหน้าเย่อหยิ่งเมื่อครู่ไปทันที พร้อมกับปั้นหน้าประจบสอพลอ

            “คุณชายท่านนี้...”

            “เจ้าเรียกใครว่าคุณชายกัน?”

            เซี่ยฝูคุนขมวดคิ้วมุ่น คำว่าคุณชาย (เส้าเย่) คำนี้ ตอนอยู่บนโลกมนุษย์ดูเหมือนจะเป็นคำเรียกขานอาชีพบางอย่างมิใช่หรือ? (少爷 (Shàoyé): ในภาษาจีนโบราณแปลว่า “คุณชาย” (ลูกคนรวย) แต่ในภาษาจีนยุคปัจจุบัน (บนโลกมนุษย์ที่พระเอกข้ามมิติมา) คำนี้เป็นคำสแลงที่ใช้เรียก “ผู้ชายขายบริการตามบาร์/คลับ” (หรือที่คนไทยเรียกกันว่า โฮสต์, บาร์โฮสต์))

            “แค่กๆ เช่นนั้น...คุณชาย (กงจื่อ)?”

            “อืม พอได้”

            เซี่ยฝูคุนพยักหน้า

            ทางด้านหยางเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มจะมึนงงไปหมดแล้ว

            ที่แท้ไม่ชอบให้เรียกคุณชายแบบหนึ่ง แต่พอเรียกคุณชายอีกแบบกลับพึงพอใจ? สองคำนี้มันมีความแตกต่างกันตรงไหนกัน?

            “เมื่อครู่ข้าตาหามีแววไม่ มิอาจจำแนกฐานะของคุณชายได้ คาดไม่ถึงเลยว่าคุณชายจะมีครอบครัวที่มั่งคั่งเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีพลังที่แข็งแกร่ง เป็นข้าที่สายตาฝ้าฟางเองขอรับ!”

            เถ้าแก่แผงลอยผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์พเนจร พลังฝีมือบรรลุเพียงขอบเขตชั้นยอดขั้นกลาง หากว่ากันตามตรงแล้ว ย่อมไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับเซี่ยฝูคุนได้เลย

            “ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสาหาความกับสุนัขหรอก”

            เซี่ยฝูคุนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

            “สุนัขรึ?”

            เถ้าแก่แผงลอยชะงักไป

            “ก็ใช่ไง สุนัขมักมองคนต่ำต้อย (ดูถูกคน)”

            เอาเถิด ประโยคนี้เถ้าแก่ฟังแล้วรู้สึกว่า มันก็ดูสละสลวยดีมิใช่หรือ? นี่เป็นการใช้โวหารภาพพจน์แบบอุปมา หรือการเปรียบเทียบกันเล่า?

            “ไปกันเถิด บนแผงนี้มีแต่ของพื้นๆ คาดว่าคงมิมีของดีอันใด พวกเราเข้าไปด้านในกันหน่อย ไม่ใช่ว่าของล้ำค่ามักอยู่ด้านในหรอกรึ?”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยฝูคุน หยางเหยาก็พยักหน้า ทั้งสองเตรียมจะเข้าไปข้างใน ทว่าเถ้าแก่แผงลอยกลับขยับเข้ามาหาด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์

            “คุณชายท่านนี้ มิทราบว่าท่านมีความสนใจในการล่าขุมทรัพย์หรือไม่ขอรับ?”

            “ล่าขุมทรัพย์?”

            เซี่ยฝูคุนชะงักไปครู่หนึ่ง ยังมีการละเล่นเช่นนี้ด้วย?

            “ในมือเจ้ามีลายแทงสมบัติรึ?”

            “มิใช่ มิใช่”

            เมื่อเห็นเซี่ยฝูคุนดูมีท่าทีสนใจ เถ้าแก่แผงลอยก็ลอบยิ้ม เมื่อครู่เขาเห็นเซี่ยฝูคุนโยนศิลาวิญญาณทิ้งเรี่ยราดประดุจกรวดทราย จึงประเมินว่าเซี่ยฝูคุนคงเป็นพวกทายาทตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยแต่เขลาปัญญา คนประเภทนี้หลอกล่อได้ง่ายที่สุด

            “พูดภาษาคนสิ”

            เถ้าแก่แผงลอย: “...”

            “เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ เดิมทีข้าน้อยเคยผ่านไปยังถ้ำแห่งหนึ่ง และได้พบของสิ่งนี้เข้าภายในนั้น”

            เถ้าแก่แผงลอยเกรงว่าเหยื่ออันโอชะอย่างเซี่ยฝูคุนจะหลุดมือ จึงรีบเข้าสู่ประเด็นสำคัญ เขามองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง ก่อนจะหยิบเอาแผ่นเหล็กที่ชำรุดชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ

            “นี่มันอันใดกัน?”

            เซี่ยฝูคุนรับแผ่นเหล็กมาจากมือเถ้าแก่ ทันทีที่สัมผัส เสียงของระบบก็ดังขึ้นทันที

            “ติ๊ง ติ๊ง!”

            “ยินดีด้วยโฮสต์ ค้นพบหนึ่งในชิ้นส่วนกุญแจมรดกศักดิ์สิทธิ์ หากแลกเปลี่ยนโดยตรง จะได้รับแต้มหลอมรวมห้าร้อยแต้ม หากรวบรวมได้ครบทั้งหกชิ้น จะสามารถแลกเปลี่ยนได้ถึงหนึ่งหมื่นแต้มหลอมรวม”

            หนึ่งหมื่น!

            ดวงตาของเซี่ยฝูคุนพลันเป็นประกาย แทบจะทรุดเข่าลงกราบฟ้าดินเลยทีเดียว!

            ก่อนหน้านี้เพราะอสรพิษแสงทองตัวนั้น เขาเกือบจะตายในบ่อน้ำพุวิญญาณ ทว่าอสรพิษแสงทองกลับแลกแต้มหลอมรวมให้เขาได้เพียงหนึ่งร้อยแต้ม ส่วนหยกดำลึกลับที่เป็นของสืบทอดตระกูลหยางเหยาก็ได้เพียงหนึ่งพันแต้ม แต่ตอนนี้ หากรวบรวมชิ้นส่วนกุญแจได้ครบหกชิ้น กลับแลกได้ถึงหนึ่งหมื่นแต้มหลอมรวม???

            หนึ่งหมื่นแต้มหลอมรวมหมายความว่าอย่างไร?

            มันคือสัตว์อสูรระดับเก้าถึงหนึ่งร้อยตัว!

            เซี่ยฝูคุนรู้สึกว่า หากวันนั้นมาถึงจริงๆ เกรงว่าทั่วทั้งทวีปจิ่วโยว ย่อมต้องอยู่ในกำมือของเขาเป็นแน่!

            ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุเซียน...

            เจอสัตว์อสูรระดับเก้าหนึ่งร้อยตัวเข้าไป เจ้ามิหวาดกลัวบ้าหรืออย่างไร?

            แม้ในใจจะรู้ว่าเป็นของล้ำค่า ทว่าเซี่ยฝูคุนย่อมไม่อาจแสดงท่าทีพึงพอใจออกมาได้ มิเช่นนั้นหากเถ้าแก่ผู้นี้โก่งราคาขึ้นมาจะทำอย่างไร?

            “นี่มันเศษเหล็กอันใดกัน! คิดจะเอามาต้มตุ๋นข้ารึ?”

            เซี่ยฝูคุนพูดพลางโยนชิ้นส่วนกุญแจมรดกศักดิ์สิทธิ์นั่นลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี

            “หา?”

            เถ้าแก่แผงลอยนิ่งอึ้งไป ไม่คิดว่าเซี่ยฝูคุนจะตาไร้แววไม่รู้จักของดีเช่นนี้ เดิมทีเขาตั้งใจจะหลอกฟันราคาจากเซี่ยฝูคุนให้งามๆ เสียหน่อย

            “มิใช่นะคุณชาย ท่านอาจจะยังไม่รู้ ชิ้นส่วนนี้คือหนึ่งในกุญแจสำหรับเปิดมรดกศักดิ์สิทธิ์เชียวนะขอรับ! ขอเพียงรวบรวมชิ้นส่วนที่เหลือได้ครบ ท่านก็จะสามารถเข้าไปในมรดกศักดิ์สิทธิ์ได้!”

            “และในทวีปจิ่วโยวปัจจุบัน ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตบรรลุเซียนหลงเหลืออยู่แล้ว การเข้าสู่มรดกศักดิ์สิทธิ์คือโอกาสที่จะได้กลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุเซียน! ท่านฟังแล้ว ไม่รู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน ไม่รู้สึกตื่นเต้นสักนิดเลยหรือ?”

            เซี่ยฝูคุนปรายตามองเถ้าแก่แผงลอย

            “หากเจ้าเลือดลมพลุ่งพล่านถึงเพียงนั้น ไฉนเจ้าถึงไม่ไปตามหาเองเล่า? หากชิ้นส่วนที่เหลือมันหาได้ง่ายดายเพียงนั้น เหตุใดเจ้าถึงไม่จัดการเอง? เห็นข้าเป็นคนโง่หรืออย่างไร?”

            “นี่...”

            เถ้าแก่แผงลอยอ้าปากค้าง พลันรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายช่างมีเหตุผลยิ่งนัก! ไฉนตนถึงไม่ไปตามหาเองเล่า? หากหาพบ ไม่แน่ว่าตนอาจจะได้กลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุเซียนก็ได้!

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบเก็บแผงเตรียมตัวจะไปตามหาชิ้นส่วนที่เหลือทันที

            เซี่ยฝูคุนเห็นดังนั้นก็แทบจะวิงเวียนศีรษะ

            ไม่ใช่สิ! นี่มันผิดไปจากหลักการเจรจาต่อรองที่วางไว้ไม่ใช่หรือ?

            เจ้าจะอินบทบาทเกินไปจนเชื่อคำพูดข้าแล้วจะไปหาเองจริงๆ หรืออย่างไร?

            เช่นนี้ข้าจะกดราคาอย่างไร! จะได้ของมาอย่างไรเล่า!

            เมื่อนึกได้เช่นนั้น เซี่ยฝูคุนก็รีบคว้าไหล่เถ้าแก่แผงลอยไว้ทันที

            เถ้าแก่แผงลอย: “??”

            “เจ้าจะไปที่ใด?”

            เซี่ยฝูคุนเอ่ยถาม

            “ข้าก็จะไปตามหาชิ้นส่วนที่เหลืออย่างไรเล่า! คุณชาย สิ่งที่ท่านพูดเมื่อครู่ช่างถูกต้องยิ่งนัก ข้ามาตรองดูแล้ว มันก็จริงดังท่านว่า! เหตุใดข้าถึงมิไปหาเองเล่าจริงหรือไม่? ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ หากวันหน้าข้าบรรลุขอบเขตบรรลุเซียนเมื่อใด ข้าจะกลับมาตอบแทนท่านอย่างงาม!”

            เซี่ยฝูคุน: “...”

            “เจ้าคิดว่าเจ้าจะเดินออกไปจากที่นี่ได้หรือ?”

            “หมายความว่าอย่างไร?”

            เถ้าแก่แผงลอยชะงักไป นึกว่าเซี่ยฝูคุนจะลงมือสังหารตน การค้าไม่สำเร็จแต่คุณธรรมน้ำใจยังต้องมีไม่ใช่หรือ? เอะอะก็ฆ่าจะแกงกันมันไม่เหมาะสมนะ!

            “เมื่อครู่เจ้าตะโกนคำว่า ‘ขอบเขตบรรลุเซียน’ กับ ‘มรดกศักดิ์สิทธิ์’ เสียดดังลั่น เจ้าจงลองดูสายตาของคนรอบข้างที่มองมาที่เจ้าให้ดีเถิด”

            เซี่ยฝูคุนกระซิบข้างหูเถ้าแก่แผงลอยเบาๆ

            “หืม?”

            เถ้าแก่แผงลอยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ และก็เป็นจริงดังคาด! ผู้คนที่ดูเหมือนมิเกี่ยวข้องรอบตัว ตอนนี้ต่างจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาไม่หวังดีเป็นอย่างยิ่ง

            จบสิ้นแล้ว!

            เถ้าแก่แผงลอยไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่า ทันทีที่เขาก้าวเท้าออกจากตลาดแห่งนี้ เขาจะต้องตายอย่างไร้ที่ฝังเป็นแน่

            “ตอนนี้ ข้าจะมอบโอกาสให้เจ้าได้ช่วยชีวิตตนเอง จ่ายมาหนึ่งศิลาวิญญาณ แล้วขายเศษเหล็กชิ้นนี้ให้ข้าเสีย ต่อให้หลังจากนี้หาชิ้นส่วนอื่นไม่เจอข้าก็ยอมรับกรรมเอง ช่วยไม่ได้จริงๆ ใครใช้ให้ข้า จางซาน เป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นถึงเพียงนี้เล่า!”

            เซี่ยฝูคุนจงใจพูดเสียงดังลั่น ส่วนจางซานคือผู้ใดนั้นเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้เพียงว่าตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์ เวลาจะยกตัวอย่างผู้ใดมักจะใช้ชื่อจางซานหลี่ซื่ออยู่เสมอ

            “...”

            เถ้าแก่แผงลอยมองเซี่ยฝูคุน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าเจ้าหมอนี่ไม่ได้โง่เลยสักนิด! ซื้อชิ้นส่วนกุญแจด้วยศิลาวิญญาณเพียงก้อนเดียว คำพูดเช่นนี้เขากล้าพูดออกมาได้อย่างไร?

            ทว่าเมื่อเหลือบมองสายตาคนรอบข้าง เถ้าแก่แผงลอยก็หวาดกลัวจนตัวสั่น

            เงินทองย่อมสำคัญ ทว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อใช้เงินนั้นสำคัญยิ่งกว่า

            เมื่อคิดได้เช่นนั้น เถ้าแก่แผงลอยก็ได้แต่ยิ้มขมขื่น แล้วตกลงทำการค้ากับเซี่ยฝูคุนแต่โดยดี

            เมื่อได้ชิ้นส่วนนั้นมาครอบครอง เซี่ยฝูคุนก็อารมณ์ดี เขาไม่แยแสสายตาไม่หวังดีเหล่านั้น เขาเพียงหวังว่าคนพวกนั้นจะพกพาของล้ำค่าติดตัวไว้ไม่น้อย มิเช่นนั้นหากเขาต้องอัญเชิญสัตว์อสูรระดับแปดออกมาจัดการแล้วจะขาดทุนเอาได้

            ส่วนชิ้นส่วนกุญแจมรดกศักดิ์สิทธิ์นั้น เซี่ยฝูคุนยังไม่คิดจะแลกเป็นแต้มหลอมรวมในตอนนี้ เขาตั้งใจจะลองรวบรวมให้ครบดูก่อน เพื่อเปิดเข้าสู่มรดกศักดิ์สิทธิ์ เซี่ยฝูคุนเชื่อว่าสมบัติต่างๆ ภายในนั้น หากกวาดล้างออกมาจนหมด อย่างไรเสียก็น่าจะมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งหมื่นแต้มหลอมรวมเป็นแน่

            ยิ่งคิด เซี่ยฝูคุนก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะ “ฮิๆๆ” ออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

            หยางเหยาที่อยู่ข้างๆ มองด้วยความไม่เข้าใจ ศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนไม่เอาไปซื้อของที่ช่วยให้ใจปลอดโปร่ง แต่กลับเลือกซื้อแผ่นเหล็กผุพังที่ดูอย่างไรก็ไร้ค่า? ทั้งที่ถูกผู้คนหมายตาขนาดนี้ยังจะหัวเราะได้อย่างร่าเริงอีก? เซี่ยฝูคุนผู้นี้ใช่คนปกติจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?