บทที่ 3 (1/2)
อย่าได้เกรงใจ (1)
เยว่เล่อเห็นรัศมีเซียนที่แผ่กำจาย เขาจ้องมองไอเซียนที่โอบล้อมร่างกายของหนิงเฟิ่งหวงมันคงเป็ไปได้ยากที่จะมีิญญาอื่นเข้ามาแฝงร่างของอีกฝ่าย
‘คงเป็ข้าที่คิดมากเกินไป’ เยว่เล่อรีบดึงสายตาของตัวเองกลับมา
ระหว่างนั้นครอบครัวเซียนปลาทองก็ทยอยยกสำรับเข้ามากลิ่นหอมของอาหารในสำรับดึงดูดความสนใจของเยว่เล่อ จนทำให้เขาละเลยทุกเื่ละเลยทุกสิ่งรอบกาย รวมไปถึงใครบางคนด้วย
ทันใดนั้น บุรุษน่าตายก็ใช้สองนิ้วจับปลายคางของเยว่เล่อให้หันกลับไปสบสายตาแล้วกล่าวว่า
“อาจิว ร่างกายของเ้าเพิ่งฟื้นตัว สามวันนับจากนี้เ้าจงนอนพักให้มาก ๆบำรุงร่างกายของตนเองให้ดี แล้วเช้าวันที่สี่ค่อยเริ่มฝึกวิชาเซียน”
“ขอรับศิษย์พี่”
“อีกเื่...อาจิว หากเ้ารู้สึกเบื่อเ้าสามารถออกไปเดินเที่ยวเล่นได้ทุกที่บนูเาลูกนี้รวมไปถึงทุกห้องในเรือนหลังนี้ ข้าอนุญาตให้เ้าเข้าไปสำรวจ และเข้าออกได้ทั้งหมด แล้วถ้าหากเ้าอยากหาตำราอ่านเล่นฆ่าเวลาห้องตำราอยู่ถัดจากห้องนี้ไปสองห้องฝั่งขวามือส่วนห้องพักของข้าอยู่ฝั่งซ้ายมือติดกับห้องพักของเ้า” เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้หนิงเฟิ่งหวงก็ก้มลงมากระซิบที่ข้างหูของเยว่เล่อว่า
“หากเ้ารู้สึกเหงาเข้าไปหาข้าที่ห้องได้ทุกเมื่อเลยนะ”
พูดจบ บุรุษน่าตายก็เดินออกไปจากห้องเยว่เล่อมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปจนลับสายตา จากนั้นก็ลอบทอดถอนลมหายใจออกมา
หรือว่า...ยี่สิบสามปีที่ผ่านมามีเื่อะไรขึ้นเกิดขึ้นกับหนิงเฟิ่งหวง
“เซียนน้อยกินข้าวเลยหรือไม่? หรือจะดื่มน้ำชาก่อน...”
เมื่อได้ยินคำถามจากเซียนปลาทองคนพ่อเยว่เล่อจึงดึงสายตาของตนเองกลับมา จากนั้นเขาก็ให้ความสนใจกับสำรับตรงหน้า
สำรับของเยว่เล่อในแดนมารแต่ละมื้อล้วนอุดมไปด้วยเนื้อสัตว์กับสุราแต่ทว่าสำรับในแดนเซียนมีเพียงอาหารเจ ผลไม้ และน้ำชา
ในชีวิตก่อน...่วัยเยาว์เยว่เล่อเคยได้มาใช้ชีวิตอยู่ในแดนเซียนยามนั้นอาหารเหล่านี้เขาไม่มีแม้แต่ความคิดอยากจะลิ้มลองตอนนั้นเขาเลือกกินยาอิ่มทิพย์เป็ส่วนใหญ่ หากรู้สึกอยากอาหารมาก ๆเขาก็จะสั่งเหล่าสัตว์เซียนรับใช้ลงไปซื้ออาหารจากโรงเตี๊ยมมากิน
แต่ทว่ายามนี้...เยว่เล่อเอื้อมมือไปหยิบตะเกียบแล้วคีบผัดผักรวมเข้าปาก เพียงคำแรกเขาก็รับรู้ได้ว่า รสชาติอาหารอร่อยมากไม่แน่...อาจเพราะร่างนี้เป็เซียน อาหารเหล่านี้จึงถูกปาก
หลังรับสำรับเสร็จ เยว่เล่อก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ดูเหมือนว่าร่างกายนี้จะแข็งแรงขึ้นมากแล้ว จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องพัก
เยว่เล่อเดินย่อยอาหารมาจนถึงสวนกลางลานเรือนจากนั้นเขาก็นั่งลงบนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่โดยมีเหล่าเซียนปลาทองรุ่นลูกทั้งสามคนเดินตามมานั่งจ้องหน้า
คราแรกเยว่เล่อคิดจะไม่ให้ความสนใจแต่เพราะยังมีบางเื่ที่ยังค้างคาใจ เขาจึงลองพูดคุยสอบถามเื่ราวต่าง ๆจากเหล่าเซียนปลาทองรุ่นลูก แม้คำตอบส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตรงคำถามบางคราเขาเอ่ยถามจนลืมไปแล้ว เหล่าเซียนปลาทองน้อยที่เพิ่งจะนึกคำตอบได้ อยู่ ๆก็โพล่งคำตอบนั้นออกมา
ซึ่งพอเยว่เล่อนำคำตอบที่ได้รับ รวมเข้ากับคำบอกเล่าของหนิงเฟิ่งหวงเขาก็ได้ข้อสรุปให้กับตนเองแบบคร่าว ๆ ว่า...
สัตว์เซียนบนูเาทั้งหมดเรียกขานหนิงเฟิ่งหวงว่า ‘เ้ายอดเขา’ แล้วนอกจากตัวเขาก็มีเพียงปรมาจารย์ดาบเฉิงหลาง ซึ่งเป็อาจารย์ของหนิงเฟิ่งหวงเท่านั้นที่เคยมาพักอาศัยอยู่ในเรือนหลังนี้
ก่อนหน้านี้หนิงเฟิ่งหวงกางเขตอาคมระหว่างถ้ำกลางูเากับสระมรกตแล้วเก็บตัวอยู่แต่ในนั้นมายี่สิบสองปี โดยเยว่เล่อคาดเดาว่า หนิงเฟิ่งหวงน่าจะเก็บตัวฝึกวิชาและช่วยรักษาร่างนี้ไปด้วยเพราะหลังจากปลดเขตอาคมอีกฝ่ายก็อุ้มร่างนี้กลับมาพักที่เรือนด้วย
หลังจากนั้นเกือบหนึ่งปีร่างที่เอาแต่นอนหลับใหลไม่ได้สติก็ตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้
เยว่เล่อแอบคาดเดาในใจต่อว่า ครั้งแรกที่เขาฟื้นในร่างนี้คือเมื่อหนึ่งปีก่อน แล้วครั้งที่สองล่ะ? แต่พอนึกได้ว่าครั้งนั้นเขาตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนของหนิงเฟิ่งหวง!เขาก็รีบสะบัดศีรษะ เลิกคิดต่อทันที
จากนั้นเยว่เล่อก็เงยหน้าขึ้นไปมองก้อนเมฆสีขาวมองท้องฟ้าสว่างสดใส มองต้นไม้ใบหญ้า มองธารน้ำใสกระจ่างในบ่อน้ำกลางลานถิ่นที่พำนักในแดนเซียนดูสุขสงบกว่าแดนมารมาก
เยว่เล่อนั่งเล่น นั่งรับสำรับและอยู่พูดคุยกับเหล่าเซียนปลาทองรุ่นลูกที่สวนกลางลานเรือนทั้งวันพอตกเย็นเขาก็แวะไปที่ห้องตำรา เพื่อหาตำราวิชาเซียนแขนงต่าง ๆกลับมาอ่านที่ห้องพัก
เมื่อเยว่เล่อกลับเข้ามาในห้องพักของตนเองเหล่าเซียนปลาทองก็จัดเตรียมน้ำอาบ เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆเอาไว้ให้เขาพร้อมสรรพ เอาเข้าจริง...เหล่าเซียนปลาทองแม้จะพูดไม่ค่อยรู้เื่ลืมง่าย และไร้เดียงสามาก แต่ว่าเื่ทำอาหารกับเื่จัดการงานต่าง ๆ ในเรือนถือว่าทำได้ดีมาก
เยว่เล่อนำตำราที่หยิบยืมมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงจากนั้นเขาก็เข้าไปจัดการดูแลตัวเอง
พอจัดการดูแลตัวเองเสร็จ แล้วก้าวขาออกมาจากหลังฉากกั้น...เยว่เล่อก็เห็นบุรุษที่หายหน้าไปทั้งวันนั่งอ่านตำราอยู่บนเตียงนอนของเขา
เยว่เล่อหันไปมองที่ประตูห้องพักเมื่อครู่พอเหล่าเซียนปลาทองออกไปจากห้อง เขาได้ปิดประตูลงกลอนซึ่งยามนี้ประตูห้องของเขาก็ยังคงลงกลอนอยู่...
“ศิษย์พี่ ท่านเข้ามาในห้องพักของข้าได้อย่างไร?”
“เปิดประตู แล้วเดินเข้ามา...”
เยว่เล่อหันไปมองตามสายตาของอีกฝ่าย เขาเห็นบานประตูขนาดเล็กหนึ่งบานอยู่ข้างตู้เสื้อผ้ามารดามันเถิด! มีประตูเชื่อมระหว่างห้องพักของเขากับห้องพักของบุรุษน่าตาย
แต่ช่างเถิด! เป็เขาที่ไม่สำรวจห้องพักของตนเองให้ดี เยว่เล่อกดข่มความรู้สึกไม่พอใจก่อนจะหันกลับไปมองหนิงเฟิ่งหวง แล้วถาม
“ศิษย์พี่เข้ามาหาข้าถึงในห้องพัก ท่านมีเื่ใดจะกำชับเพิ่มหรือขอรับ?”
“ไม่มี”
“ไม่มี...?” ‘แล้วเ้าเข้ามาในห้องพักของข้าทำไม?’ แม้ประโยคหลังเยว่เล่อจะทำเพียงแค่คิดในใจ เขาไม่ได้เอ่ยถามออกไปแต่ทว่าสีหน้ากับสายตาของเขาที่มองไปยังอีกฝ่ายคงแสดงออกอย่างชัดเจนเพราะเพียงไม่นานบุรุษตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ข้ามานอน”
“มานอนที่ห้องพักของข้า?”
“ใช่!”
.......................................................................
ผู้เขียนขอขอบคุณทุกยอดวิวยอดกดหัวใจ ยอดกดติดตาม และทุกข้อความของผู้อ่านทุกท่านมาก ๆ นะคะทุกยอดคือกำลังใจที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆของผู้เขียนเลยค่ะ