ตอนที่ 3: พสุธากัมปนาท ปฐมบทแห่งการสังหารหมู่
เสียงคำรามกึกก้องสะท้านป่าดงดิบดึงเอาความสนใจของทุกคนในขบวนรถม้าตระกูลมู่ให้หันไปมองทิศทางเดียวกัน ฝูงอสูรวานรเขี้ยวดาบนับร้อยตัวกำลังพุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้และหน้าผาสูงชัน ร่างกายของพวกมันสูงใหญ่กว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ขนสีน้ำตาลเข้มหยาบกระด้างราวกับลวดเหล็ก เขี้ยวสีขาวขุ่นที่ยื่นยาวพ้นริมฝีปากออกมานั้นคมกริบประดุจดาบชั้นเลิศ แววตาของพวกมันแดงก่ำเต็มไปด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความหิวกระหาย
"ตั้งค่ายกลปีกกระเรียน! ปกป้องคุณหนู!" หัวหน้าผู้คุ้มกันตระกูลมู่ตวาดลั่น ชักดาบเล่มใหญ่ที่มีประกายแสงสีเหลืองทองของพลังปราณธาตุดินออกมาฟาดฟันเข้าใส่ดงวานร
ผู้คุ้มกันนับสิบชีวิตตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน ปลดปล่อยพลังปราณระดับรวบรวมปราณออกมาต้านทานการพุ่งชน ทว่าความได้เปรียบทางสายเืของสัตว์อสูรนั้นน่ากลัวเกินไป วานรตัวหนึ่งเหวี่ยงท่อนแขนอันทรงพลังกระแทกดาบของผู้คุ้มกันจนหักสะบั้น ก่อนจะฝังเขี้ยวลงบนหัวไหล่ของชายโชคร้าย เืสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนดินให้กลายเป็สีแดงชาด เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังระงม บรรยากาศแห่งความตายเริ่มแผ่ซ่านครอบคลุมขบวนรถม้า
มู่รุ่ยเสวี่ยที่นั่งอยู่ภายในรถม้าเบิกตากว้าง มือเรียวเล็กของนางกำชายกระโปรงแน่น แม้นางจะเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ แต่การต้องมาเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรที่บ้าคลั่งเช่นนี้ก็ทำให้นางตื่นตระหนกไม่น้อย ขบวนสินค้าของนางมีกำลังคนไม่เพียงพอที่จะรับมือกับจำนวนที่มหาศาลขนาดนี้
ทท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น ร่างของเด็กหนุ่มผู้สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นกลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง จ้าวหานยืนตระหง่านขวางเส้นทางระหว่างรถม้ากับฝูงวานรอย่างไม่สะทกสะท้าน แสงอาทิตย์ยามเย็นทอด เงาดำ ของเขาให้ทอดยาวไปบนพื้นถนน ดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศอันหดหู่
"เ้าบ้า! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้! อยากตายหรืออย่างไร!" หัวหน้าผู้คุ้มกันะโเตือนขณะพยายามต้านรับกรงเล็บของวานรั์
จ้าวหานไม่สนใจคำเตือน เขาเพียงแค่ยกแขนขวาขึ้น สัญลักษณ์เรขาคณิตสีดำสนิทบนท่อนแขนเริ่มเรืองแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า มิติย่อยเปิดออกพร้อมกับวัตถุโลหะสีดำทมิฬขนาดใหญ่ที่ตกลงมาสู่อ้อมแขน
ตึง!
น้ำหนักของปืนมหาประลัยกลืนกินมวลสารทำให้เท้าของจ้าวหานจมลึกลงไปในพื้นดินเล็กน้อย เขาประทับพานท้ายปืนเข้ากับร่องไหล่ขวาอย่างรวดเร็ว เข็มนาโนนับพันเล่มพุ่งทะลุิัและแทงลึกลงไปในกระดูกดำของเขาในเสี้ยววินาที
"อึก!" จ้าวหานกัดฟันข่มความเ็ป แม้จะเคยััความรู้สึกนี้มาแล้ว แต่การถูกเข็มเหล็กเจาะทะลุเนื้อเยื่อก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปกติจะคุ้นชินได้ ทว่าครั้งนี้แตกต่างออกไป พลังงานจากเนื้อและหมั่นโถวที่เขาเพิ่งกินเข้าไปอย่างตะกละตะกลามได้ถูกแปลงสภาพกลายเป็มวลสารสำรองรออยู่แล้ว
[ระบบเริ่มทำงาน... ตรวจพบฝูงเป้าหมายจำนวนเก้าสิบแปดตัว ระดับความอันตรายต่ำต้อย... เ้านาย วันนี้คุณกินของไร้ประโยชน์เข้าไปเยอะมาก ผมขออนุญาตสูบไขมันและมวลกล้ามเนื้อหน้าท้องของคุณสักหน่อยนะครับ] ศูนย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเริงร่า
"เอาเท่าที่จำเป็! โหลดระดับ 1 เต็มกำลัง! เตรียมกวาดล้าง!" จ้าวหานสั่งการในใจ ดวงตาของเขาจดจ้องไปที่ฝูงวานรที่กำลังแหวกแนวป้องกันของผู้คุ้มกันเข้ามา
[รับคำสั่ง โหลดระดับ 1 พสุธากัมปนาท แบบเต็มกำลัง... The Vein Awakens!]
วิ้งงงง!
ตัวปืนสีดำด้านเริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง เส้นสายสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตามรอยสลักบนกระบอกปืนราวกับเส้นเืที่กำลังสูบฉีดพลังงาน จ้าวหานรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านจากบริเวณหน้าท้อง มวลสารที่เพิ่งสะสมมาถูกดูดกลืนเข้าไปในแกนปฏิกรณ์ของปืนอย่างรวดเร็ว
วานรเขี้ยวดาบสามตัวที่อยู่แนวหน้าสุดเห็นจ้าวหานยืนขวางทางอยู่ พวกมันส่งเสียงคำรามและกระโจนเข้าใส่พร้อมกัน กรงเล็บแหลมคมพุ่งเป้าไปที่ลำคอและหน้าอกของเด็กหนุ่ม หวังจะฉีกร่างของเขาให้เป็ชิ้นๆ
[กางบาเรียระดับ 1: Blue Ripple]
ตึง! ตึง! ตึง!
ทันใดนั้น แผ่นฟิล์มแสงสีฟ้าครามก็ะเิออกมารอบตัวจ้าวหานในรัศมีหนึ่งเมตร กรงเล็บอันทรงพลังของวานรทั้งสามปะทะเข้ากับออร่าสีฟ้าอย่างจัง ทว่าแทนที่จะทะลุผ่าน ร่างของพวกมันกลับถูกกระแทกสะท้อนกลับไปอย่างรุนแรงราวกับวิ่งชนกำแพงเหล็กกล้า บาเรียสั่นไหวเล็กน้อยเกิดเป็ระลอกคลื่นสีฟ้าบนผิวนอก แต่จ้าวหานที่อยู่ภายในกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แม้แต่รอยขีดข่วน
มู่รุ่ยเสวี่ยและเหล่าผู้คุ้มกันต่างตกตะลึงจนเบิกตากว้าง พวกเขาไม่เคยเห็นวิชาป้องกันตัวรูปแบบนี้มาก่อน มันไม่มีกลิ่นอายของพลังปราณ ไม่มีกระแสเวทมนตร์ มีเพียงแสงสีฟ้าประหลาดที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ
"นั่นมันสมบัติวิเศษระดับใดกัน..." มู่รุ่ยเสวี่ยพึมพำ
จ้าวหานไม่รอช้า เขาปรับท่ายืน กางขาออกเล็กน้อยเพื่อรับแรงกระแทก กายาหินผาถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด ิัของเขาแข็งแกร่งดุจศิลา
"ศูนย์... เป่าพวกมันให้เป็ผุยผง"
นิ้วหัวแม่มือของเขากดลงบนไกปืนัั
เปรี้ยงงงงงงง!
เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าลงกลางป่า ปากกระบอกปืนไม่ได้พ่นลูกตะกั่วออกมา แต่มันปลดปล่อยลำแสงปรมาณูสีฟ้าครามที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่าครึ่งเมตร ลำแสงนั้นพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่าเสียง มวลอากาศรอบข้างถูกเผาผลาญจนเกิดเป็สุญญากาศชั่วขณะ
ลำแสงแห่งความตายพุ่งทะลวงเข้าใส่กลางดงของฝูงวานรเขี้ยวดาบ ไม่มีเสียงร้องโหยหวน ไม่มีการดิ้นรนหนีตาย เพราะทันทีที่ลำแสงัักับร่างกายของพวกมัน มวลสารทั้งหมดไม่ว่าจะเป็กระดูก ขน หรือเนื้อเยื่อ ต่างถูกอุณหภูมิหลายล้านองศาเซลเซียสระเหยกลายเป็ไอในพริบตาเดียว!
บูมมม!
พลังทำลายล้างยังไม่สิ้นสุด ลำแสงพุ่งทะลุทะลวงต่อไปยาวกว่าสามร้อยเมตร กวาดเอาต้นไม้โบราณ โขดหิน และพื้นดินให้แหลกสลายกลายเป็เถ้าถ่าน เกิดเป็ร่องลึกขนาดใหญ่บนพื้นถนนราวกับมีดาบั์ฟาดฟันลงมาจากสรวง์ คลื่นความร้อนแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง ทำให้ใบไม้บนต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปเหี่ยวเฉาและลุกไหม้ทันที
ผู้คุ้มกันตระกูลมู่กระเด็นล้มกลิ้งไปตามพื้นดินจากแรงลมปะทะ พวกเขารีบลุกขึ้นมาด้วยความมึนงง ก่อนจะหันไปมองผลงานการโจมตีเบื้องหน้า
เงียบกริบ...
ไม่มีเสียงวานรคำรามอีกต่อไป ฝูงอสูรนับร้อยที่เคยบ้าคลั่ง บัดนี้เหลือเพียงรอยไหม้สีดำเป็ทางยาวและควันร้อนระอุที่ลอยคลุ้ง วานรที่รอดชีวิตจากการโจมตีโดยตรงก็ใกลัวจนสติแตก พวกมันหันหลังวิ่งเตลิดหนีเข้าป่าลึกไปโดยไม่คิดชีวิต
จ้าวหานลดปืนลงช้าๆ ตัวกระบอกปืนเปลี่ยนเป็สีแดงฉานจากความร้อนสะสม ควันสีขาวพ่นออกมาจากช่องระบายความร้อนด้านข้างส่งเสียงฟู่ๆ ดังต่อเนื่อง เข็มนาโนถอนตัวออกจากไหล่ ทิ้งผงสีเทาซึ่งเป็คราบมวลสารที่ถูกเผาไหม้ร่วงหล่นลงมา
"แฮ่ก... แฮ่ก..." จ้าวหานหอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง อาการเหนื่อยล้าแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับเพิ่งวิ่งแข่งระยะทางหลายกิโลเมตรแบบไม่ได้พัก การยิงระดับ 1 แบบเต็มกำลังกินพลังงานมวลสารของเขาไปไม่น้อย แต่กายาหินผาของเขาก็ยังทนรับแรงสะท้อนกลับได้ดีเยี่ยม โดยไม่มีส่วนใดของร่างกายได้รับาเ็
[เ้านาย การยิงเสร็จสมบูรณ์ อานุภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ผมต้องขอติเื่การเล็งหน่อยนะครับ คุณยิงเบี้ยวไปสององศา ทำให้สูญเสียพลังงานไปกับโขดหินไร้สาระนั่น] ศูนย์ยังคงวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
"หุบปากไปเลย... แค่นี้พวกมันก็เละเป็โจ๊กแล้ว" จ้าวหานเถียงกลับ พลางสะบัดแขนขวาเบาๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อ
มู่รุ่ยเสวี่ยรีบก้าวลงจากรถม้า เดินตรงเข้ามาหาเด็กหนุ่มด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง นางมองไปที่รอยแยกบนพื้นดินสลับกับปืนสีดำในมือของจ้าวหาน ความหยิ่งยโสที่เคยมีหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความยำเกรงและหวาดหวั่น
"จะ... เ้าเป็ใครกันแน่? อาวุธชิ้นนั้นคือสิ่งใด? ทำไมมันถึงมีพลังทำลายล้างที่ไร้เหตุผลเช่นนี้?" นางเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ
จ้าวหานหันมามองนางด้วยแววตาเรียบเฉย เขาไม่ตอบคำถามนั้นทันที แต่ยกมือขึ้นชี้ไปที่รถม้าเสบียง
"ข้าคือใครไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าข้าเพิ่งช่วยชีวิตพวกเ้าทุกคนเอาไว้..." จ้าวหานแสยะยิ้มที่มุมปาก "และตอนนี้ ข้าหิวอีกแล้ว เอาเนื้อย่างและโอสถบำรุงทั้งหมดที่เ้ามีออกมาซะ ข้า้าเติม 'มวลสาร' ด่วน"
ผู้คุ้มกันตระกูลมู่ที่เคยดูถูกเขาต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่มีใครกล้าปริปากเอ่ยคำขัดขืนแม้แต่คนเดียว พวกเขารีบวิ่งไปที่รถเสบียงเพื่อนำอาหารออกมาประเคนให้จ้าวหานราวกับเขาเป็เทพเ้าแห่งาที่เพิ่งจุติลงมา
การกระทำของจ้าวหานในวันนี้ ได้ประทับรอยแห่งความหวาดกลัวและความอยากรู้อยากเห็นลงในใจของมู่รุ่ยเสวี่ยอย่างลึกซึ้ง และมันจะเป็จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่เขาจะต้องเผชิญในเมืองเมฆาครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้