สิ่งแรกที่ไตเติ้ล
ทำในทันทีหลังจากสึก[1]ออกมานั้นไม่ใช่การออกหางานทำ
แต่คือการหอบเอาเอกสารส่วนตัวทั้งของตนเองและลูกพลับไปยังที่ว่าการเขตเพื่อขอเปลี่ยนชื่ออย่างเป็ทางการ
ไตเติ้ลไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่าไอ้เดชขี้เมาหรือต้องมาใช้ชื่อเดียวกันกับเ้าเดชาอะไรนั่นเพราะอันที่จริงแล้วเขารู้อยู่เต็มอกว่าเดชาตัวจริงตายไปแล้วและที่อยู่ในร่างนี้ก็ไม่ใช่เดชา
แต่เอาจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ไตเติ้ลด้วยเหมือนกันเพราะแม้กระทั่งไตเติ้ลเองก็ได้ตายลงไปแล้วจากการที่เสนอหน้าไปเผือกกับกรรมของชาวบ้านอย่างไม่รู้เื่รู้ราวดังนั้นคนที่อยู่ที่นี่เวลานี้ในร่างของเดชา ณ ตอนนี้จึงไม่ใช่ทั้งไตเติ้ลและเดชาแต่คือคนคนหนึ่งที่มาเกิดใหม่ในร่างของไอ้ขี้เมาคนนี้ต่างหาก
ดังนั้นในวันที่ลาสิกขาเขาจึงขอให้หลวงตาแช่มตั้งชื่อใหม่ให้กับตนเองเพื่อเป็การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนคนใหม่ในร่างๆ นี้
หลวงตาแช่มดูฤกษ์ยามตามวันเกิด…
หมายถึงวันที่ทิดเดชบอกหลวงตาแช่มว่าตายแล้วฟื้นขึ้นมาในคืนนั้นเสร็จสรรพแล้วหลวงตาจึงสรุปตั้งชื่อใหม่ให้กับเดชาว่า 'ภานุวัฒน์' อันมีความหมายว่าผู้เจริญด้วยแสงสว่างเพื่อหวังให้ชีวิตต่อไปในภายภาคหน้าของนายภานุวัฒน์สว่างไสว รุ่งเรือง
ฟังดูแล้วเห็นเป็ความหมายที่ดีไตเติ้ลจึงได้จัดการตั้งชื่อใหม่ให้กับลูกชายของเ้าเดชาที่เวลานี้กลายมาเป็ลูกชายของเขาด้วยชื่อที่คล้องจองและมีความหมายเดียวกันด้วยเสียเลยว่า'ภานุภัทร'
เสร็จเื่จากอำเภอแล้วไตเติ้ลก็พาลูกพลับแวะตลาดไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่มาใส่ให้ดูเป็ผู้เป็คนมากขึ้นเขามีเงินที่ได้มาจากตอนลาสิกขาอยู่ราวแปดพันกว่าบาทล้วนแต่เป็เงินที่ญาติโยมเอามาถวายให้พระเดชในวันสุดท้ายของการบวชแทบทั้งสิ้น
ทีแรกไตเติ้ลปฏิเสธเสียงแข็งที่จะรับเงินช่วยเหลือเ่าั้เพราะตนเองกำลังจะลาสิกขาจากสถานะของพระแล้วเขาจึงคิดว่าตนเองไม่ควรมีเงินส่วนตัวที่ชาวบ้านเอามาถวายให้กับพระผู้เป็ตัวแทนของศาสนา
เป็เช่นนั้นพวกชาวบ้านจึงรอให้พระเดชลาสิกขาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วต่างก็เอาเงินมาให้ใหม่โดยให้เหตุผลว่าเป็เงินทุนรอน เอาไว้ให้นายภานุวัฒน์ผู้มีชีวิตใหม่ได้ใช้ตั้งตัวทำมาหากินอย่างสุจริตต่อไป
เจ๊พรกับเฮียฮั้วนับว่าอาการหนักกว่าใครเพื่อนจะให้เงินติดตัวเขากันคนละสามหมื่นห้าหมื่นไตเติ้ลเข้าใจว่าทั้งสองอยากจะตอบแทนเื่ที่เขาเคยไปเผือกเอาไว้จนรอดจากเหตุร้ายมาได้แต่การรับเงินจากคนอื่นที่มากจนเกินไปมันจะทำให้เขารู้สึกกดดันเป็บุญเป็คุณที่ต้องทดแทนกันไปไม่รู้จบ
ดังนั้นแล้วเมื่อไตเติ้ลยืนยันว่าหากทั้งสองจะให้เงินเขามาเกินหมื่นชายหนุ่มจะถือว่าเงินพวกนี้เป็เงินยืม จดไว้เป็ยอดหนี้เพื่อชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายและเขาจะพยายามหาเงินมาใช้คืนให้จนได้ทั้งต้นและดอก
เป็เช่นนั้นเจ๊พรและเฮียฮั้วจึงยอมราทัพเห็นว่าทิดวัฒน์เมื่อสึกแล้วก็ยังไม่คิดละโมบโลภอยากได้เงินไปอย่างง่าย ๆก็ให้รู้สึกชื่นชมและคาดหวังอย่างตั้งใจว่าจะคอยสนับสนุนช่วยเหลือในด้านการงานให้คนคนนี้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนแทนที่จะให้เงินไปแบบไร้สาระและใช้วูบเดียวก็หมดไป
ทุนรอนชีวิตจากคนที่คิดช่วยเหลือนั้นหากเป็เงินที่ไม่มากเกินไปจนอีกฝ่ายจะเดือดร้อนแล้วไตเติ้ลก็ยินดีรับมาเขาไม่คิดว่านั่นคือเงินบริจาคและตนอยู่ในสถานะที่ตกต่ำต้องรอรับบริจาคทานแต่อย่างใดหากสิ่งเ่าั้มันคือความหวังดีของผู้คนที่ต่างก็อยากให้เขาได้ตั้งตัวและใช้ชีวิตให้ดีต่อไปในวันข้างหน้าได้
เงินแปดพันบาท ใน พ.ศ. 2538 ยังไม่นับว่ามากมายถึงขนาดจะตั้งตัวได้โดยเฉพาะกับคนว่างงานไร้วุฒิการศึกษาอย่างภานุวัฒน์ที่น่าจะหางานยากกว่าคนอื่นด้วยแล้วแถมยังมีสมบัติเก่าในวัยกำลังใช้จ่ายอีกหนึ่งคนต้องเลี้ยงดูดังนั้นไตเติ้ลจึงตั้งใจว่าจะพยายามใช้สอยอย่างประหยัดที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
เขาซื้อเสื้อให้ตนเองและเ้าลูกพลับแค่คนละสองชุดเอาไว้ใส่สลับกันย่างเข้าปลายพฤศจิกายนอากาศเริ่มเย็นมากแล้วเขาจึงหาซื้อเสื้อกันหนาวและผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ใช้ด้วยอีกอย่างละสองชุดให้กับทั้งตัวเองแล้วก็ลูกชาย
ปี 2538 นั้นข้าวของยังไม่แพงมากถ้ารู้จักซื้อเสื้อผ้าตามตลาดพวกนี้เลือกดูดี ๆ ก็จะได้ของสภาพดีมาในราคาไม่แพงนักโดยเฉพาะพวกสินค้ามือสอง เบ็ดเสร็จแล้วซื้อเสื้อและกางเกงของผู้ใหญ่สองชุดของเด็กอีกสองชุดก็หมดเงินไปเพียงแค่เกือบสองร้อยบาทเท่านั้น
จะสิ้นเปลืองหน่อยก็ตรงเสื้อกันหนาวและผ้าห่มที่หาก้าแบบที่ใช้งานได้จริงให้ความอบอุ่นได้จริงๆ ราคาแม้จะมือสองก็ยังแพงเอาเื่ ต้องซื้อสองชุดทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ รวม ๆก็หมดเงินไปเกือบจะแปดร้อยบาทได้… แต่เอาเถอะ คิดอีกทีของพวกนี้ถ้าซื้อเอาตอนปี 256X นี่น่าจะจ่ายต่ำ ๆ ก็ 3-4,000มือสองสภาพดีหมดไป 800 ก็นับว่าถูกนักหนา
ซื้อเสื้อผ้าและของใช้จำเป็เสร็จแล้วสองพ่อลูกก็พากันมานั่งทานข้าวแกงที่ร้านหน้าตลาดในชีวิตก่อนไตเติ้ลเคยเติบโตผ่านยุค 2538 มาแล้วก็จริง แต่พอมาเจอกับข้าวแกงจานละ 25บาทอีกครั้งเขาก็เผลอสะดุ้งจนเงินเกือบจะร่วงหลุดมือลงไปในหม้อแกงได้เลยทีเดียว
คนทั้งตลาดแถวนี้ต่างก็รู้จักไอ้เดชขี้เมาเคยเห็นเนื้อตัวสกปรกกอดขวดเหล้าโวยวายด้วยความเมามายกันจนชินตา แต่ในตอนที่ภานุวัฒน์เดินตลาดกลับไม่มีใครจำเขาได้เลยสักคน
ทุกคนคุ้นหน้าเด็กลูกพลับว่าเป็เด็กที่น่าจะเคยวิ่งเล่นซุกซนอยู่แถวนี้แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ดูมีเนื้อมีหนังสุขสมบูรณ์ขึ้นทั้งแววตายังสดใสผิดกับเด็กอมทุกข์ที่ถูกพ่อขี้เมาทารุณกรรมอยู่ทุกวันจึงทำให้ไม่มีใครนึกออกเลยสักคนว่าเด็กน้อยที่เดินอยู่กับชายแปลกหน้าคนนั้นคือลูกพลับลูกชายของไอ้ขี้เหล้าเดชาที่พวกเขาเคยแบ่งน้ำและขนมให้กินด้วยความสงสารมาโดยตลอด
เป็แบบนี้แล้วไตเติ้ลจึงรู้สึกดีมาก ๆเพราะอันที่จริงแล้วในเมื่อเขาไม่ใช่เ้าเดชาขี้เมาเขาก็ไม่อยากให้ใครมองเขาด้วยการเอาตัวตนของเดชามาตัดสินดังนั้นแล้วถึงแม้จะมีความทรงจำจากร่างเดิม จดจำผู้คนได้อยู่บ้างแต่ก็ควรทำความรู้จักกันใหม่ในฐานะของคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะเคยพบหน้ากันไปเลยแบบนั้นไตเติ้ลจะสะดวกใจมากกว่า
"ป๊ะป๋าหล่อขึ้นก็เลยไม่มีใครจำป๊ะป๋าได้เลยสักคน"ลูกพลับพูดชมอย่างประจบประแจงทั้งที่ยิ้มหน้าบาน
่สามสี่เดือนที่ผ่านมานี้เด็กชายรู้สึกมีความสุขมากพ่อเวอร์ชั่นบวชพระไม่เคยตบตีลูกพลับเลยสักครั้ง ยังจะพูดคุย สั่งสอน อบรมลูกพลับในเื่ต่างๆ มากกว่าพ่อขี้เมาคนเดิมด้วย
ในความทรงจำที่ผ่านมาของเด็กชาย เพราะเคยเห็นแต่พ่อใจร้ายขี้เมามาโดยตลอดลูกพลับจึงคิดไม่ถึงเลยว่าในตอนที่พ่อไม่ได้เมานั้น พ่อของลูกพลับจริง ๆแล้วเป็คนใจดีมาก ๆ
มากจนเหมือนกับไม่ใช่พ่อคนเดิมที่ลูกพลับเคยรู้จัก.
[1]สึก หมายถึงการลาสิกขาบทของพระ