สายลมยามเช้าพัดหอบเอาไอเย็นและกลิ่นจางๆ ของควันจากร่องเขาโอเอซิสเข้าประทะใบหน้า แสงสีส้มทองแห่งรุ่งอรุณอาบไล้ขอบฟ้า ทอดเงายาวผ่านผนังถ้ำหินผาอันโอ่อ่า อาลอนยืนนิ่งพลางปรับสายสะพายกระเป๋าเครื่องมือบนหลังให้กระชับ ชุดช่างเนื้อหนาสีเข้มขลิบโลหะขับเน้นเรือนร่างสูงโปร่งของเขาให้ดูรัดกุม ทระนง และพร้อมรับการทดสอบที่รออยู่เบื้องหน้า
ที่หน้าประตูเหล็กบานหนา อาดัมยืนกอดอกพิงกรอบประตูหิน ชายชราเผ่าคนแคระจ้องมองลูกชายด้วยแววตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความภาคภูมิใจและอาลัยรัก เขาเอื้อมมือหยาบกร้านที่กรำศึกงานช่างมาทั้งชีวิตไปที่ข้างเอว ก่อนจะถอด “ประแจเหล็กโบราณขลิบทองเหลือง” ออกจากซอง มันคือเครื่องมือคู่ใจที่เขาใช้บุกเบิกโรงซ่อมแห่งนี้มาั้แ่วันแรกที่ป้อมปราการถูกสถาปนา
“เอาสิ่งนี้ติดตัวไปด้วย อาลอน...” อาดัมยื่นประแจโบราณให้ ด้ามโลหะของมันเย็นเยียบทว่าเต็มไปด้วยรอยบากและคราบน้ำมันที่จารึกประวัติศาสตร์นับสิบปี “มันอาจไร้อักขระเวทมนตร์วิจิตรบรรจงเหมือนของพวกขุนนาง แต่ตลอดชีวิตของข้า... ประแจตัวนี้ไม่เคยพลาดในการขันน็อตแห่งโชคชะตา เ้าคือช่างที่ฝีมือเหนือกว่าข้าไปแล้ว นำมันไปสร้างเส้นทางของเ้าซะ”
อาลอนรับประแจโบราณมาสอดเข้ากับสายรัดขอบเอว ั์ตาสีดำสนิทของเขาเรียบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยความเคารพ “ขอบคุณครับพ่อ ข้าจะรักษาและใช้งานมันอย่างดีที่สุด”
มารียาเดินเข้ามาโอบกอดลูกชายไว้แน่น สองมืออันอบอุ่นของแม่บุญธรรมลูบแผ่นหลังเขาเบาๆ น้ำตาแห่งความห่วงใยคลอเบ้าตา “ดูแลตัวเองด้วยนะลูก... ในเมืองใหญ่นั่น ผู้คนอาจไม่ได้มีจิตใจเมตตาเหมือนคนในถ้ำของเรา กินอาหารให้ตรงเวลา และอย่าเก็บความทุกข์ไว้คนเดียวเด็ดขาด”
“ข้าเข้าใจครับแม่” อาลอนเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่อาลอนจะหันหลังลา ไรล่า น้องสาวตัวน้อยวัยแปดขวบวิ่งเข้ามาดึงขากางเกงของเขา สองมือน้อยชูวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมา มันคือ “หุ่นฟันเฟืองไม้จิ๋ว” รูปทรงประหลาดที่มีตาโตเป็เอกลักษณ์ แม้รอยสลักจะไม่ได้เรียบเนียนและมีคราบขี้ผึ้งเปรอะเปื้อน แต่ความทุ่มเทที่เธอใช้เวลาแกะสลักตลอดหลายคืนที่ผ่านมากลับแจ่มชัดยิ่งกว่าสิ่งใด
“ท่านพี่!” ไรล่าร้องเรียกเสียงเจื้อยแจ้ว “นี่คือหุ่นฟันเฟืองคุ้มภัย! หนูแกะสลักมันให้เหมือนท่านพี่เลย เอาไว้ให้มันช่วยท่านพี่สู้กับคนนิสัยไม่ดีในวิทยาลัยนะ!”
อาลอนย่อตัวลง ยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนโยน เขารับหุ่นไม้จิ๋วมาสอดเก็บไว้ในซองกระเป๋าเสื้อกั๊กฝั่งอกซ้าย แนบชิดกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
วูบ—!
ในลานสายตาซีกซ้าย แสงสีฟ้าเย็นตาเริ่มประมวลผลข้อมูลอย่างละเอียด
[System 377: New Artifact Registered]
[Object: Handcrafted Wooden Gear Figurine]
[Action: Saving File to Core Memory Sector 01 - 'Family Anchor']
‘ลงบันทึกสำเร็จ...’ อาลอนรำพึงในใจ ั์ตาสีฟ้าซีกซ้ายกะพริบถี่ ‘นี่คือสิ่งที่จะเตือนสติข้าเสมอ ว่าข้ากำลังต่อสู้เพื่อใคร’
บรรยากาศ ณ สถานีรถรางไอน้ำสายกลางนั้นเนืองแน่นไปด้วยฝุ่นและควัน เสียงนกหวีดไอน้ำแผดร้องดังกังวาน ผสานกับเสียงฟันเฟืองเหล็กที่บดขยี้ไปบนราง ผู้คนนับพันชีวิตหลั่งไหลมาส่งเหล่านักศึกษาใหม่ กลิ่นถ่านหินและกำมะถันอบอวลไปทั่วความแออัดนั้น
“ทางนี้เพื่อน!”
เสียงะโทุ้มต่ำดังแหวกฝูงชน ร่างบางของชาลัค ยักษาหนุ่มในชุดเกราะช่างไอน้ำสีน้ำตาล ยืนโบกมือข้ามหัวผู้คน เขายกมือตบไหล่อาลอนดัง ปึก! ด้วยความร่าเริงตามประสานิสัย
“ข้านึกว่าเ้าจะสายซะแล้วอาลอน! ไปเถอะ... ตั๋วรถรางสายล่างพร้อมแล้ว รถไฟขบวนนี้แหละที่จะพาพวกรักหญ้าอย่างเราไปส่งถึงหน้าวิทยาลัย”
ทั้งคู่แทรกตัวขึ้นไปบนตู้โดยสารชั้นล่างที่ทั้งแออัดและอบอ้าว เต็มไปด้วยนักศึกษาจากเผ่าพันธุ์รากหญ้าและสามัญชน ทั้งคนแคระที่มีคราบเขม่าติดแก้ม ออร์กหนุ่มที่แบกค้อนเหล็กขนาดั์ และมนุษย์แรงงานจากแดนไกล ทุกคนสวมชุดช่างที่ผ่านการปะผุและมีร่องรอยการใช้งาน ทว่าในดวงตาที่เหนื่อยล้านั้นกลับแฝงด้วยความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนโชคชะตา
ปึ้ก... ฉี่ฟ้าาาา!
รถรางเริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เสียงเหล็กกระทบรางขยับเป็จังหวะสม่ำเสมอ ลมร้อนจากทะเลทรายพัดลอดหน้าต่างลูกกรงเข้ามา ชาลัคเอนหลังพิงผนังเหล็กพลางถอนหายใจ “สภาพอย่างกับตู้ขนแร่ แต่ก็เอาเถอะ... มันก็เหมาะกับพวกเราดี”
ทว่าในวินาทีนั้น เสียงกังวานอันทรงอำนาจก็ดังแ่มาจากเบื้องบนท้องฟ้า!
วูมมมมมมมม—!
ผู้คนบนรถรางต่างพากันชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง บนผืนฟ้าสีคราม ขบวน “เรือเหาะพลังงานปราณสีทอง” ขนาดมหึมาสามลำลอยตัวอย่างสง่างาม ตัวเรือทำจากโลหะสีทองอร่ามสลักอักขระเวทมนตร์ที่ส่องประกายเรืองรอง ใบพัดเวทมนตร์หมุนวนเงียบเชียบ ปราศจากเสียงคำรามของเครื่องยนต์ไอน้ำอย่างรถรางเบื้องล่าง
บนกราบเรือเหาะลำหน้าสุด ร่างของ อาซิม ในชุดไหมสีขาวขลิบทองยืนกอดอกด้วยท่วงท่าทระนง รอบกายเขาคือเหล่าชนชั้นสูงและผู้คุมกันในเกราะหรูหรา พวกเขามองลงมาจากท้องฟ้าด้วยสายตาที่ราวกับเทพเ้ามองดูมดปลวก
ฟู่—!
เรือเหาะลำนั้นจงใจปรับทิศทางท่อระบายลมแปรธาตุ ปลดปล่อยเขม่าควันเทาเข้มและเถ้าถ่านเวทมนตร์ให้ร่วงหล่นลงมาปะทะหลังคาและหน้าต่างของรถรางสายล่าง ควันนั้นทำให้นักศึกษาเบื้องล่างพากันสำลักและสบถด่าด้วยความแค้นเคือง
“ไอ้พวกรอบบนนั่น!” ชาลัคกำหมัดแน่นจนข้อต่อกลไกที่ข้อมือสั่นระริก “มันจงใจพ่นขยะใส่หัวพวกเราชัดๆ!”
อาลอนยกมือขึ้นปัดเศษเถ้าออกจากไหล่เสื้อ ั์ตาสีดำสนิทเงยขึ้นมองเรือเหาะสีทองที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ขณะที่แสงสีฟ้าในลานสายตาซีกซ้ายกะพริบเพื่อคำนวณโครงสร้างเวทมนตร์ของศัตรูอย่างเยือกเย็น
[System 377: Target Vessel Analysis - Asim's Flagship]
[Magical Core: Mana Engine Mark-IV / Structural Weakness: Lower Vent Sector]
“ความสูงที่พุ่งทะยานขึ้นไปได้ด้วยเงินทอง...” อาลอนเอ่ยเสียงเรียบ ปราศจากร่องรอยความโกรธ “ยามที่ต้องร่วงหล่นลงมา... แรงปะทะย่อมหนักหน่วงกว่าปกติเสมอ”
เมื่อรถรางเทียบจอด ณ สถานีปลายทาง ความยิ่งใหญ่ของ วิทยาลัยลมปราณและการช่างคาลิฟา ก็ปรากฏแก่สายตา กำแพงศิลาบะซอลต์สีดำขนาดั์สูงเทียมฟ้าโอบล้อมหอคอยสไตล์โกธิกที่ประดับด้วยฟันเฟืองกลไกนับสิบยอด ประตูเหล็กกล้าผสมผลึกแปรธาตุสลักตราสัญลักษณ์ฟันเฟืองไขว้กริชดูน่าเกรงขาม
นักศึกษาใหม่ทั้ง 217 คนรวมตัวกันที่ลานหินเบื้องหน้าทางเข้า บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อขบวนขุนนางของอาซิมก้าวลงมาจากเรือเหาะด้วยท่วงท่าหยิ่งยโส
บนอัฒจันทร์ยกระดับ ฮาซัน รองผู้อำนวยการผู้มีท่าทางประจบสอพลอ ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเล่ห์เหลี่ยม ในมือกุมม้วนคัมภีร์หนังแกะไว้สองฉบับ
“ฟังทางนี้! เหล่านักศึกษาใหม่แห่งคาลิฟา!” ฮาซันประกาศเสียงแหลมสูงที่เปี่ยมด้วยแรงกดดันจากพลังปราณ “เพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างสูงสุด ทางวิทยาลัยได้จัดสรรหอพักให้พวกเ้าตาม ‘ความเหมาะสม’ และ ‘ผลประเมินอันสูงส่ง’ เรียบร้อยแล้ว!”
เขาคลี่ม้วนคัมภีร์ฉบับแรก “กลุ่มแรก... ผู้ผ่านการคัดเลือกโควตาพิเศษและบุตรหลานขุนนาง นำโดยคุณชายอาซิม! พวกเ้าจะได้เข้าพัก ณ ‘หอคอยผลึกเวท’ (Crystal Arc Tower)!”
เสียงฮือฮาดังมาจากกลุ่มชนชั้นสูง หอคอยผลึกเวทคือที่พักระดับสุดยอดที่มีห้องพักส่วนตัว อุปกรณ์การช่างแปรธาตุชั้นเยี่ยม และบริการอาหารเลิศรสตลอดทั้งปี รวมทั้งโอสถหลอมปราณ
จากนั้น ฮาซันกวาดสายตาเหยียดหยามลงมายังกลุ่มนักศึกษาสามัญเบื้องล่าง เขาจ้องมองอาลอนและชาลัคด้วยความอาฆาต ก่อนจะคลี่คัมภีร์ฉบับที่สองออก
“ส่วนพวกเ้าที่เหลือ... พวกสายเืผสม ช่างกระจอก และพวกรอบนอก!” ฮาซันแสยะยิ้ม “จงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก... และเข้าพักที่ ‘หอพักป้อมปราการสนิมแดง’ (Red Rust Citadel Dormitory)!”
คำประกาศนั้นทำให้นักศึกษาสามัญหลายคนหน้าซีด ชาลัคขมวดคิ้วแน่น “ไอ้ฮาซัน... มันแบ่งแยกชนชั้นกันั้แ่วันแรกเลยเรอะ!”
อาซิมหันมาหัวเราะเยาะเย้ยอาลอน ก่อนที่ขบวนขุนนางจะเคลื่อนตัวเข้าสู่หอคอยหรูหรา อาลอนไม่ตอบโต้ เขาเพียงกระชับสายสะพายกระเป๋าแล้วหมุนตัวเดินนำชาลัคมุ่งสู่ทิศตะวันตกอย่างเงียบเชียบ
ยิ่งลึกเข้าไปในโซนตะวันตก ความงดงามของวิทยาลัยก็ค่อยๆ มลายไป แทนที่ด้วยกลิ่นอายของอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ หอพักป้อมปราการสนิมแดง—ซากเขื่อนกลไกโบราณขนาดั์ที่สร้างจากแผ่นโลหะและหินทราย โครงสร้างเต็มไปด้วยสนิมสีส้มแสดเกาะกินหนาแน่น ท่อไอน้ำรั่วซึมส่งเสียงขู่ ฟู่... ฟู่... หยดน้ำมันแปรธาตุสีดำหยดลงกระทบพื้นหินดังกังวาน อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหล็กไหม้และความดิบเถื่อน
นักศึกษาไร้เส้นสายหลายสิบคนยืนลังเลอยู่หน้าทางเข้า ประตูเหล็กบานั์ที่ผุกร่อนจนเอียงกระเท่เร่มีป้ายโลหะสลักชื่อที่แทบอ่านไม่ออก
ที่มุมประตู ชายชราเผ่ามนุษย์ผู้หนึ่งนั่งกอดอกบนลังไม้ ร่างกายทรุดโทรมและมีรอยแผลเป็จากไฟไหม้ทั่วใบหน้า แขนซ้ายของเขาเป็แขนกลรุ่นเก่าที่สั่นกระตุกตามจังหวะจักรกล เขากำลังพ่นควันยาจากกล้องยาสูบไอน้ำออกมา
เขาคือ ยามเฒ่าแห่งป้อมสนิมแดง
ยามเฒ่าเหลือกสายตาหม่นแสงขึ้นมองเหล่านักศึกษาใหม่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเ็า
“หึๆ... ยินดีต้อนรับสู่กองขยะ เหล่าขยะหน้าใหม่” เขาพ่นควันสีเทาออกทางปาก “ก่อนจะก้าวขาข้ามประตูนี้ไป... จำใส่หัวพวกเ้าไว้ให้ดี”
เขาชี้กล้องยาไปที่พวกเด็กหนุ่ม “ที่ป้อมสนิมแดงแห่งนี้... ไม่มีกฎหมายของสภาหินผา ไม่มีอาจารย์มาคอยปกป้อง และไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรม”
ยามเฒ่าลุกขึ้น แขนกลส่งเสียง กริ๊ก... กริ๊ก! เขาจ้องมองทุกคนด้วยความสมเพช “ที่นี่มีเพียง ‘กฎของกำปั้นและฟันเฟือง’ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้ทรัพยากร ส่วนคนอ่อนแอ... ก็เป็ได้แค่เหยื่อที่ถูกสูบเืเนื้อจนกลายเป็เศษเหล็กกลวงๆ!”
คำเตือนนั้นเปรียบเสมือนลมหนาวที่พัดผ่านจนนักศึกษาหลายคนตัวสั่นเทา
ทว่าอาลอนกลับเป็คนแรกที่ก้าวเท้าข้ามเส้นแบ่งประตูเหล็กผุกร่อนไป ั์ตาสีดำสนิทของเขาทอดมองความเสื่อมโทรมนั้นอย่างสงบนิ่ง ขณะที่ระบบภายในกะพริบประมวลผลสภาพแวดล้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
[System 377: Entering Unregulated Zone - Red Rust Citadel]
[Rule Analysis: Lawless / Might Makes Right]
[Operational Status: Combat Readiness Protocol Active]
ชาลัคก้าวตามอาลอนเข้ามา พลางแสยะยิ้มยิงเขี้ยว “ไร้กฎหมายงั้นรึ... กฎของกำปั้นและฟันเฟืองงั้นรึ... กฎแบบนี้แหละที่ข้าชอบที่สุด!”
อาลอนหยุดก้าวเดินเล็กน้อย เหลียวมองชาลัคและเหล่านักศึกษาที่ก้าวตามเข้ามา ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่ราบเรียบทว่ากังวานลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
“สถานที่ที่ไร้กฎเกณฑ์... ก็ย่อมหมายความว่าไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการทำลายศัตรูเช่นกัน” อาลอนกระชับสายสะพายกระเป๋า “ไปหาห้องพักกันเถอะ... ชาลัค”