“คุณไม่ทานหรอ” โคลด์หันไปถามคนรักของตัวเองที่ยืนอยู่ข้างๆร่างบางจึงส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฉันจะสายแล้วค่ะ คุณทานเผื่อฉันแล้วกันนะ” เอ่ยจบเธอก็ก้มลงหอมแก้มสามีตัวเองเหมือนเป็สิ่งที่เธอต้องทำทุกวันโยเกิร์ตเดินไปคว้ากระเป๋าสะพายที่วางอยู่ไม่ไกลนักมาคล้องไหล่ก่อนจะโบกมือบ้ายบายแล้วเดินออกไป
ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อยตอนที่แผ่นหลังเล็กๆ หายลับไป...ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกว่าสองคนนี้น่าอิจฉา
“ทำไมนายไม่จ้างแม่บ้าน” ผมถามขึ้นตอนที่หั่นแพนเค้กในจานคฤหาสน์ใหญ่ขนาดนี้แต่ผมกลับไม่เห็นแม่บ้านสักคนแถมโยเกิร์ตที่เป็ถึงนายหญิงแห่งแก๊งคาซิบโชลยังต้องลงมือทำอาหารเช้าให้สามีตัวเองอีก...แลดูลำบาก
“เธอไม่ยอม บอกว่าอยากทำทุกอย่างเอง...แต่ฉันก็ไม่ได้ให้เธอทำคนเดียวหรอก” โคลด์ว่าขณะที่ตักแพนเค้กเข้าปาก
“อืม” ผมพยักหน้ารับน้อยๆ อย่างเข้าใจเพราะเคยเห็นผู้หญิงที่เป็แบบโยเกิร์ตมาก่อนเธอชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพราะเธออยากให้มันออกมาดีที่สุด ต่อให้เธอจะต้องลำบากมากแค่ไหนก็ตามทว่าเื่นั้น... มันก็เคยเกิดขึ้นนานมาแล้ว
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
“อย่าล่อกแล่ก... เพ่งสมาธิไปที่ดวงิญญา” ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆตอนที่เฝ้ามองร่างสูงของใครคนหนึ่งขยับไปมาและอยู่ห่างจากผมไม่กี่เมตร
ฉับ!
ไม่ทันขาดคำ... ป่าหญ้าที่ขึ้นสูงข้างๆ ก็ถูกตัดฉับเสียจนโล่งเตียงภายในเสี้ยววินาทีที่มันขยับมือกระแสลมพัดวูบผ่านศีรษะผมไปอย่างน่าหวาดเสียว
“คงไม่ต้องถามแล้วสินะว่าได้ผลมั้ย” ผมเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆอย่างหงุดหงิด ก่อนที่วินาทีถัดมาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหันไปะโด่ามัน
“นี่นายจะถางป่าหรอวะเป็กซ์!” ได้ยินดังนั้นเ้าของชื่อก็พ่นลมหายใจออกมาเหมือนว่ามันก็หงุดหงิดตัวเองเหมือนกัน
“ก็ฉันควบคุมมันไม่ได้นี่” เ้าตัวว่าพร้อมกับกางมือออกผมจึงก้าวฉับๆไปหามัน
ถามว่าตอนนี้ผมกับเป็กซ์กำลังทำอะไรอยู่น่ะหรอ...ก็อย่างที่ผมและโคลด์ตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ไง มันตามหาคนให้ผม... ส่วนผมก็ต้องดูแลเป็กซ์ ทำให้ทุกคนกลับมามองเห็นมันเหมือนเดิมให้ได้ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ยากอะไรนักหรอก ที่เป็กซ์เป็นอยู่ตอนนี้ก็แค่พลังของยมทูตยังไม่แกร่งพอเท่านั้นเองมันเพิ่งเปลี่ยน...ถ้าได้ลองล่าวิญญาณอีกสักพักพลังของมันต้องแข็งแกร่งพอที่จะทำให้คนอื่นๆมองเห็นได้แน่ เท่านี้ก็หมดหน้าที่ของผม“ถามจริง เมื่อกี๊นายคิดอะไรอยู่” ผมถามขึ้นตอนที่เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเป็กซ์เพราะดูแล้วมันไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่เลย
“คิดถึงน้องลิน... ฉันไม่ได้เจอเธอหลายวันแล้ว” มันยอมรับออกมาตรงๆก่อนจะถอนหายใจเฮือก เออ... ไอ้นี่ก็ติดเมียจัง แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่มันจะคล่องวะ
“ถ้านายอยากเจอเธอเร็วๆ นายก็ต้องมีพลังมากกว่านี้กลับไปตอนนี้เธอก็มองไม่เห็นนายอยู่ดี” ผมเอ่ยพลางขมวดคิ้วมุ่นเพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าร้อนใจเื่นี้แค่ไหนผมเองก็เหมือนกันนั่นแหละ... ยังไงเป็กซ์มันก็เพื่อนผม ผมไม่อยากให้มันอยู่ในสภาพนี้นานนักหรอก
“รู้แล้วน่า... ฉันไม่ใช่มือโปรแบบนายนะเว่ยพวกิญญาน่ะเคลื่อนที่เร็วชะมัด” คนตรงหน้าบ่นก่อนจะเริ่มกวาดสายตามองหาิญญาอีกรอบเหมือนจะเริ่มฝึกใหม่
“แถวนี้มีเยอะมั้ย” ผมเอ่ยถามเพราะหลังจากที่แลกเปลี่ยนกับเป็กซ์แล้วสายตาของผมก็ไม่สามารถมองเห็นพวกดวงิญญาได้อีกต่อไปนี่ก็ดีเท่าไหร่แล้วที่ยังมองเห็นมันอยู่
“สองสามดวง” คนถูกถามตอบพร้อมกับใช้สายตาจ้องนิ่งไปยังความว่างเปล่าราวกับกำลังรวบรวมสมาธิผมกวาดมองไปรอบๆ บ้าง... การที่มองไม่เห็นิญญาทำให้รู้สึกใจโหวงนิดหน่อยก็ผมเห็นของผมมาตั้งนานนี่
“ฝึกต่อไป วันนี้เอาให้ได้ห้าดวง” ผมเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะตัดสินใจเดินออกมาเพื่อไปนั่งที่เดิมหรือตรงไหนก็ได้ที่จะไม่โดนลูกหลงจากการฝึกของหมอนี่
“พูดเหมือนมันง่าย” เป็กซ์บ่นไล่หลังมาเบาๆแต่ผมก็เลิกสนใจมันเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นแทรก
‘โคลด์’
ผมเลิ่กคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเห็นชื่อของคนโทรเข้าหมอนี่มันไม่เคยโทรหาผมเลยน่ะสิ... จะว่าไปก็ไม่เคยมีใครโทรหาผมหรอกโทรศัพท์นี่ก็เหมือนมีเอาไว้งั้นๆ แหละ
“ว่าไง” ผมเอ่ยทันทีที่กดรับและคนทางปลายสายก็ถามกลับมาห้วนๆ
(“อยู่ไหน”) ผมเลิ่กคิ้วเมื่อได้ยิน ปกติผมไปไหนไม่เห็นมันจะสนใจนี่หว่าหรือว่ามีเื่อะไรวะ
“ข้างนอก” ผมตอบกลับไปไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่าคนฟังดูเหมือนจะชะงักไปนิดนึง
(“รู้”) โคลด์เอ่ยกลับมาสั้นๆ ยิ่งคุยก็ยิ่งสั้นวันนี้จะรู้เื่กันมั้ยวะ
“แล้วถามเพื่อ?” ผมเอ่ยพลางขมวดคิ้วมุ่น เปล่ากวนตีนนะ...ทว่าดูเหมือนคนทางปลายสายจะไม่คิดแบบนั้นมันถึงได้เงียบไปเหมือนกำลังข่มใจนับหนึ่งถึงสิบ
(“กวนตีนแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่บอกเลยนี่”) เสียงทุ้มของคนทางปลายสายดังขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปสักสองสามวิ นั่นไง... หงุดหงิดจริงด้วยสงสัยต้องอ้อนหน่อยแล้ว
“บอกอะไรครับบอส” ผมเอ่ยเสียงใสพร้อมกับยิ้มจนตาหยีแม้จะรู้ว่าคนที่คุยด้วยมันไม่สามารถมองเห็นได้ก็เถอะ
(“ที่นายให้ตามหาอ่ะ... ได้เรื่องแล้วนะ”) จบประโยคของบอสใหญ่แห่งคาซิบโชล หัวใจของผมก็เต้นถี่รัวจนรู้สึกเจ็บแปลบมันเป็นครั้งแรกที่ผมตื่นเต้นจนเสียงแทบจะไม่ออกจากลำคอ“...”
(“นายบอกว่าเธอชื่อแคทเธอรีน ลาเวียใช่มั้ย”) คนทางปลายสายถามเหมือน้าแน่ใจแต่สำหรับผม... แค่เพียงได้ยินชื่อของเธอมันกลับทำให้รู้สึกแย่และมีความสุขไปพร้อมๆกัน
“เจอเธอหรอ” ผมถามอย่างมีความหวัง... ความหวังอันมืดมิดที่พังทลายในวินาทีต่อมาเมื่อคนถูกถามเอ่ยตอบ
(“แคทเธอรีนน่ะไม่เจอ...แต่ตอนนี้ตระกูลลาเวียยังมีทายาทหลงเหลืออยู่ ฉันตามสืบประวัติตระกูลนี้มาแล้วเท่าที่รู้... ดูเหมือนเมื่อห้าร้อยปีก่อนตระกูลลาเวียจะอพยพมาจากทางตอนเหนือของโบร็อกกาพวกเขาไม่ใช่ตระกูลร่ำรวย...แต่น่าแปลกที่คนในตระกูลนี้เป็ที่รู้จักและนับหน้าถือตาไม่น้อยจากชนชั้นสูงในสมัยโบราณ”)โคลด์ร่ายยาว และนั่นเป็สิ่งที่ผมไม่เคยรู้เลยสักนิดั้แ่เหตุการณ์ครั้งนั้นผมก็ไม่เคยเจอเธออีก... ครอบครัวของเธอก็ด้วยพวกเขาหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
“แล้วตอนนี้ล่ะ” ผมถามเสียงแ่ภาวนาให้มีอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเธอ
(“ก็อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้ที่นี่ไม่มีพวกเชื้อพระวงศ์แล้วตระกูลลาเวียก็กลายเป็เพียงแค่ตระกูลธรรมดาตระกูลหนึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแค่สามคนพ่อแม่ลูก ฐานะปานกลางมีธุรกิจเป็ของตัวเอง”) ข้อมูลจากโคลด์มันทำให้ผมหมดหวังจนเผลอถอนหายใจออกมาผมคงบ้าไปแล้วจริงๆ นั่นแหละที่คิดว่ายุคนี้ยังพวกแม่มดหรือผู้วิเศษณ์หลงเหลืออยู่...บ้าไปแล้วจริงๆ ที่คิดว่าจะได้เจอกับเธอ
(“อ้อ... มีอีกอย่างที่นายควรรู้นะครูซ”) คนทางปลายสายเอ่ยขึ้นอีกและนั่นมันก็ไม่ได้ดึงความสนใจของผมได้เท่าที่ควรเพราะถ้าไม่เกี่ยวกับแคทเธอรีน... รู้ไปมันก็เท่านั้น
“ว่า...” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆพลางกวาดตาไปมองเป็กซ์ที่กำลังวิ่งไล่จับิญญาอยู่ไกลๆ สนุกเลยมั้งน่ะ
(“ลูกสาวคนเดียวของพวกเขาตอนนี้ชื่อแคท ลาเวีย แต่คงไม่ใช่คนเดียวกับคนที่นายตามหาหรอกมั้งเพราะเธอเพิ่งอายุยี่สิบเจ็ด”) คำพูดของโคลด์มันทำให้ลมหายใจของผมชะงักก็แค่คนชื่อคล้าย... ในโลกนี้มีคนชื่อซ้ำกันตั้งเยอะ แม้ผมจะคิดอย่างนั้นแต่ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนตัวเองมีความหวังขึ้นมาก็ไม่รู้
“ส่งข้อมูลที่นายมีทั้งหมดมาให้ฉัน” ผมเอ่ยกับปลายสายแทบจะทันทีที่ฟังคำพูดของมันจบและโคลด์ก็ตอบรับกลับมาอย่างว่าง่าย
(“ได้”)
“โคลด์” ผมเรียกคนที่อยู่ในสายอีกครั้งหลังจากที่สมองคิดอะไรบางอย่าง
(“ว่า?”)
“ถ้าเป็ไปได้ฉันอยากให้นายตามหาแคทเธอรีนให้เจอแค่หลุมศพ... โครงกระดูก หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเธอ” นั่นเป็สิ่งที่ผมหวัง...แม้ว่าความหวังนี้มันจะดูริบหรี่เหลือเกิน
(“จะพยายาม”) คำตอบรับแสนธรรมดาดังกลับมาแต่มันกลับทำให้ผมวางใจได้อย่างน่าประหลาด โคลด์...ผมก็แค่รู้สึกว่าหมอนี่มันไม่ใช่พวกที่รับคำใครพล่อยๆ ผมรู้ว่ามันจะทำทุกอย่างเท่าที่คนๆนึงจะสามารถทำได้
“ขอบใจ”
[Kat’s part]
ทำไมวันนี้ถึงได้รู้สึกไม่ดีเลยนะ...
ฉันคิดก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วกวาดสายตาไปรอบๆร้านขนมของตัวเองที่ใกล้ถึงเวลาเปิดทำการเต็มที จะว่าไปมันก็เป็มาพักหนึ่งแล้วแหละที่ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆมันเหมือนกับว่าจะมีเื่วุ่นวายอะไรเลย... และฉันไม่ชอบที่มันเป็แบบนี้
“เป็อะไรรึเปล่าคะพี่แคท สีหน้าดูไม่ดีเลย” ชีฟอง...พนักงานน้องใหม่ในร้านถามขึ้นตอนที่เธอกวาดพื้นอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าสวยใสของเธอดูไม่สบายใจนักตอนที่เห็นสีหน้าของฉัน
“เปล่าหรอกจ้ะ พี่ก็แค่... อืมพี่ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน” ฉันเอ่ยกับเธอก่อนจะยิ้มแหยๆเพราะนอกจากตัวเองแล้ว ก็ไม่มีใครรู้เื่พลังแปลกๆ ของฉันเลยและฉันเองก็ไม่้าให้ใครรู้ด้วย... ฉันไม่อยากกลายเป็ตัวประหลาด
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันแค่จะบอกว่าอย่าเครียดมากเดี๋ยวจะแก่เร็วนะคะ”เสียงหวานเอ่ยอย่างสดใสก่อนจะหัวเราะคิกคักอย่างน่าเอ็นดูเด็กคนนี้นี่สดใสอยู่เสมอเลยจริงๆ นะ
“พี่มีตีนกามั้ย” ฉันถามพลางขยับใบหน้าเข้าไปใกล้คนฟังก่อนที่เธอจะส่ายหน้าปฏิเสธกลับมาพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่มีหรอกค่ะ ฉันแค่ล้อเล่น... พี่แคทหน้าเด็กจะตาย” คำอวยจากร่างบางตรงหน้ามันทำให้มุมปากของฉันอดที่จะกระตุกยกไม่ได้
“พูดแบบนี้จะเอาโบนัสใช่มั้ยเนี่ย” ฉันเอ่ยอย่างรู้ทันแต่ก่อนที่ชีฟองจะได้ตอบอะไรกลับมานั้นเสียงกระดิ่งประตูร้านก็ดังขึ้นซะก่อนราวกับมีใครสักคนเปิดมันเข้ามา
กริ๊ง!
ฉันและชีฟองหันไปมองทางต้นเสียงอย่างอัตโนมัติคนที่เดินเข้ามาเป็ผู้ชายหน้าตาดีมีเส้นผมสีบลอนด์ทองแถมยังสวมเสื้อผ้าสีดำสนิททั้งชุด เราสบตากันโดยบังเอิญ...และฉันรู้สึกเหมือนเขาชะงักไปเพราะอะไรบางอย่าง
ฉันเองก็ด้วย... ไม่รู้ทำไมคนๆ นี้ถึงได้เหมือนกับคนในความฝันฉันขนาดนั้นแถมยังทำให้ฉันเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา... มันรู้สึกคุ้นเคยและเ็ปไปในเวลาเดียวกันตอนที่มองเขาหัวใจมันเหมือนกับกำลังถูกกรีดเป็ชิ้นๆ ขอบตาของฉันเริ่มปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ...รู้ตัวอีกทีน้ำตามันก็ไหลอาบแก้มแล้ว
“ครูซ นายมาทำอะไรที่นี่” เสียงของชีฟองที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจดูเหมือนเธอจะรู้จักผู้ชายคนนี้
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเราสองคนก่อนที่ฉันจะรีบหันหลังหนี... ตั้งใจว่าจะเดินหลบเข้าไปในครัวเพราะไอ้อาการบ้าๆนี่ อยู่ดีๆ ฉันร้องไห้ทำไมก็ไม่รู้... บ้าไปแล้วจริงๆ
หมับ!
ทว่าก่อนที่ฉันจะได้ทำตามที่ใจคิด จู่ๆแขนของฉันก็ถูกฝ่ามือหนารั้งเอาไว้จนต้องหันกลับไปมองเราสบตากันอีกรอบ...ฉันสะดุ้งเฮือกตอนที่ปลายนิ้วของร่างสูงตรงหน้าเอื้อมมาเกลี่ยน้ำตาให้หัวใจมันเต้นแรงมากจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอกเลย
“เอ่อ... รู้จักกันหรอ” นั่นเป็คำถามของชีฟอง และมันก็ดึงสติของฉันให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง
“มะ... ไม่ เอ่อ... ไม่รู้จัก” ฉันหันไปตอบเธอพร้อมๆกับการขยับถอยหลัง วินาทีหนึ่งที่สบตากับผู้ชายตรงหน้าอีกครั้งฉันเห็นแววตาของเขาสั่นระริก... หรือว่าฉันพูดอะไรผิดไปงั้นหรอ
“ฉันมาหาเธอน่ะชีฟอง” เขาปล่อยแขนฉันแล้วหันไปพูดกับร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยท่าทางปกติ ในขณะที่ชีฟองก็ทำหน้าแปลกใจทันที
“หาฉัน... หาทำไมอ่ะ”
“เดี๋ยวนี้มาหาไม่ได้แล้วรึไง” คำพูดที่ดูสนิทกันมันทำให้ฉันรู้ว่าสองคนนี้คงรู้จักกันมานานแล้วแน่ๆบางที... ผู้ชายคนนี้อาจเป็แฟนของชีฟอง
“โหยๆ แค่นี้ทำเป็งอน... แต่ว่าตอนนี้ฉันทำงานอยู่นะครูซ”จบประโยคสายตาคู่คมก็ตวัดมามองฉันนิ่งๆ ฉันจึงหันไปเอ่ยกับชีฟองพลางฉีกยิ้มน้อยๆ
“ไปคุยกับเพื่อนเถอะจ้ะ ถ้าแปบเดียวล่ะก็ไม่เป็ไรหรอก”
“ขอบคุณนะคะพี่แคท”เอ่ยจบร่างบางก็วิ่งเอาไม้กวาดเข้าไปเก็บด้านในทิ้งฉันไว้กับผู้ชายแปลกหน้าแค่สองคนจนเกิดเดดแอร์ฉันเผลอเม้มริมฝีปากอย่างอึดอัด... ทำไมแค่มองหน้าเขาฉันต้องรู้สึกใจโหวงด้วยและก่อนที่เขาทำท่าจะพูดอะไรออกมา... ชีฟองก็เดินกลับมาพอดี
มันจบลงแค่นั้น... ด้วยการที่ฉันมองคนทั้งคู่เดินออกไปจนลับสายตา
คืนนั้น
ปวดหัวจังเลย...
ฉันคิดในขณะที่ก้าวเท้าไปตามฟุตบาธระหว่างที่กำลังเดินทางกลับบ้านของตัวเองผู้ชายคนนั้นทำให้สมองฉันทำงานไม่หยุดฉันรู้สึกเหมือนรู้จักเขาและหยุดคิดเื่เขาไม่ได้เลย... ทำไมกันนะ
“หยุดสักที!” ฉันพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดเมื่อภาพต่างๆ เริ่มแล่นเข้ามาในหัวอีกครั้งอาการปวดหัวมันทำให้ฉันทรมานมากจนเริ่มทรงตัวไม่อยู่ ฉันใช้มือรั้งกำแพงปูนที่อยู่ข้างๆเอาไว้เพื่อไม้ให้ตัวเองล้มลงไป
“อึก... ไม่!” ฉันพยายามบังคับสมองตัวเองให้หยุดแต่ภาพบ้าๆ พวกนั้นก็ยังผุดเข้ามาไม่เลิก ฉันไม่รู้มันคืออะไรมันเป็ภาพของป่าสนและผู้คนที่แต่งตัวแปลกๆ เหมือนอยู่ในยุคโบราณฉันแน่ใจมากว่าตัวเองไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิต แต่ทำไม...
เพล้ง!
ฉันทรุดตัวลงบนพื้นพร้อมๆกับที่เสียงเหมือนมีอะไรสักอย่างแตกกระจาย อาการปวดหัวค่อยๆบรรเทาลงในตอนที่ฉันสังเกตได้ว่าไม่มีไฟจากถนนคอยสาดส่อง ลมหายใจของฉันถี่กระชั้นเมื่ออาการทรมานเริ่มคลายลงเสียงเมื่อกี๊... หลอดไฟะเิหรอ คงเป็ฝีมือฉันอีกแน่... บ้าจริง
และก่อนที่ฉันจะได้คิดอะไรอีก... สายตามันก็เริ่มพร่าเบลอทุกๆ อย่างรอบตัวเริ่มกลายเป็ความมืด ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนอยู่ใกล้ๆตอนที่สติสุดท้ายยังไม่ได้วูบไป ร่างกายถูกยกให้ลอยจากพื้น...และหลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
“เป็ยังไงมั่ง” เสียงนุ่มทุ้มของใครบางคนที่ดังขึ้นตอนฉันขยับเปลือกตามันทำให้ใจหายวาบแน่ล่ะ... ก็ปกติแล้วฉันอยู่บ้านคนเดียวนี่ มันจะมีเสียงของคนอื่นได้ยังไง
“คะ... คุณ ทำไมมาอยู่ที่นี่” ฉันเอ่ยหลังจากที่ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วแล้วสายตาไปปะทะกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ปลายเตียงเขาคือเพื่อนของชีฟองที่เข้ามาในร้านเมื่อเช้าไงล่ะ
“ผมเห็นคุณเป็ลม” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หัวใจของฉันกลับยิ่งเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่นเมื่อรู้ว่ากำลังอยู่ในห้องนอนของตัวเอง
“คุณรู้จักบ้านฉันได้ยังไง” ฉันถามพลางขยับตัวถอยห่างจนแผ่นหลังชิดกับหัวเตียง จำได้ว่าครั้งสุดท้ายตัวเองเดินอยู่ข้างถนนและมันก็ยังไม่ใกล้จะถึงบ้านเลยด้วยซ้ำมันไม่มีทางที่เขาจะรู้ได้เลยว่าบ้านของฉันอยู่ที่ไหนนอกจากว่าเขากำลังสะกดรอยตามฉันอยู่“ชีฟองบอก” คำตอบของเขามันไม่ได้ช่วยแก้ต่างอะไรเลยสักนิด
“ไม่มีพนักงานคนไหนในร้านรู้จักบ้านฉัน... คุณเป็ใคร!”ฉันถามออกไปด้วยความกลัวสีหน้าและสายตาที่ราบเรียบของคนตรงหน้ามันทำให้ฉันหวาดระแวงไปหมด
“คุณจำผมไม่ได้?” คนตรงหน้าเอ่ย แม้มันจะฟังดูเหมือนคำถามธรรมดาแต่ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นหรือบางทีฉันอาจจะคิดมากเกินไปก็ได้
“ไม่ใช่จำไม่ได้ แต่ฉันไม่เคยเจอคุณมาก่อนยกเว้นเมื่อเช้าแล้วตอนนี้คุณก็เข้ามาอยู่ในห้องนอนฉัน รู้จักบ้านของฉันอย่างน่าสงสัย” ฉันพูดไปตามตรงเพราะทุกอย่างมันดูไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิดใครเจอแบบนี้ก็ต้องว่าแปลก ความรู้สึกของฉันก็เหมือนกัน...เห็นหน้าเขาทีไรมันรู้สึกไม่ดีเลย
“พูดแบบนี้มันน่าเสียใจนะ... แคทเธอรีน” ท้ายประโยคเขาสบตาฉันและฉันเห็นมันวูบไหวไม่รู้ทำไมฉันถึงได้คิดว่าทุกๆ อย่างที่เขาทำหรือพูดมันมีนัยแฝงตลอด
“ฉันชื่อแคท... แค่แคท” ฉันเอ่ยให้คนตรงหน้ารู้สึกตัว เพราะมันดูเหมือนว่าเขากำลังมองหาใครบางคนจากตัวฉันอยู่...ั้แ่เมื่อเช้านี้แล้วด้วย สายตาของเขาตอนนั้นไม่ได้กำลังมองฉัน
“ผมมั่นใจว่าคุณคือแคทเธอรีน” คำพูดของคนตรงหน้ามันทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่นฉันไม่เคยรู้จักแม่แคทเธอรีนนั่นด้วยซ้ำ... คนหน้าเหมือนกันงั้นหรอ
“งั้นคุณก็คงคิดผิด... ถ้าไม่เป็การเสียมารยาทคุณช่วยกลับออกไปได้มั้ย”ฉันเอ่ยไปตามตรง เพราะการที่ต้องอยู่กับเขามันทำให้ฉันอึดอัด... มันแย่ในแบบที่ฉันอธิบายออกมาเป็คำพูดไม่ได้
“ได้ แต่เราต้องได้เจอกันอีกแน่... แคทเธอรีน”จบประโยคร่างสูงก็เดินออกจากห้องนอนของฉันไปวินาทีต่อมาฉันรีบวิ่งตามไปดูเพื่อให้แน่ใจว่าเขาออกไปจากบ้านของฉันแล้วจริงๆทว่าทุกอย่างด้านนอกกลับมีเพียงแต่ความเงียบและความว่างเปล่า... เป็ไปได้ยังไงเขาไม่น่าจะออกไปเร็วขนาดนั้น
ฉันถอนหายใจออกมา... เื่ราวบ้าๆ นี่มันอะไรกันั้แ่เจอเขาเมื่อเช้าทุกอย่างในชีวิตฉันก็ดูจะรวนไปหมด แถมหัวใจนี่...ทำไมมันถึงได้เจ็บแปลบๆ แบบนี้นะ
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
แอ๊ด...
“ขอร้องล่ะ... คุณเลิกตามฉันสักที”นั่นเป็ประโยคแรกที่ฉันเอ่ยหลังจากเปิดประตูบ้านออกมาแล้วเห็นผู้ชายคนเดิมซึ่งเจอมาตลอดระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ใช่... ผู้ชายคนเดียวกับที่คุณกำลังคิดนั่นแหละ
“งั้นคุณก็ตอบคำถามผมมาสิ... แคทเธอรีน” เขาเอ่ยและฉันก็เบื่อที่เขาพูดเื่นี้... ถึงได้พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะเอ่ยกลับไป
“ฉันชื่อแคท” ได้ยินดังนั้นคนตรงหน้าก็กรอกตามองบนราวกับว่าเขาเองก็เบื่อที่ฉันพูดเื่นี้เต็มทน
“เหมือนกันแหละ” คำพูดของคนตรงหน้ามันทำให้บรรยากาศเงียบกริบเราทั้งคู่เสสายตาไปทางอื่นโดยไม่มองหน้ากันราวกับ้าปรับอารมณ์
อยากรู้มั้ยว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น...ก็เขาน่ะสิเอาแต่ตามฉันทั้งวันเลย มาพูดว่าฉันคือยัยแคทเธอรีนอะไรนั่นแถมยังถามซ้ำซากเื่ที่ว่าทำไมฉันถึงผิดสัญญากับเขา
เอาจริงๆ นะ...ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไปสัญญาอะไรกับเขาตอนไหน ฉันเพิ่งเคยเจอเขานะอย่าลืมที่ผิดใจกันนั่นคงจะเป็แม่แคทเธอรีนมากกว่าว่ามั้ย
แค่นี้ก็แยกไม่ออก... เหอะ
“แล้วนี่จะไปไหน” ร่างสูงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงแข็งๆเหมือนว่าเขาเองก็ยังคุกรุ่นอยู่พอประมาณ
“ร้าน” ฉันตอบห้วนๆ โดยไม่หันไปมองหน้าเขามันน่าหงุดหงิดที่ฉันคิดว่าเราสองคนกำลังงอนกัน ทั้งๆที่สถานะของเราทั้งคู่มันไม่สามารถที่จะทำแบบนั้นได้
“เห็นมั้ยว่าฝนจะตก” คำพูดของคนตัวโตมันทำให้ฉันกวาดสายตามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มทันทีและเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา...
ซ่า...
จู่ๆ สายฝนก็เทลงมาอย่างไม่บอกไม่กล่าวแถมยังเริ่มตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนสาดเข้ามาโดนฉันและครูซที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน
“คุณเข้ามาก่อนสิ... เดี๋ยวก็เปียกหรอก” ฉันเอ่ยหลังจากที่เปิดประตูกลับเข้าไปด้านในแล้วเขายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมได้ยินดังนั้นคนตัวโตถึงได้ก้าวเข้ามาในบ้าน ไม่รู้ทำไมจู่ๆฉันถึงได้รู้สึกว่าบรรยากาศมันเก้อๆ ขึ้นมาหรืออาจเป็เพราะว่าเขาเอาแต่จ้องฉันอยู่ตลอดเวลาก็ได้ล่ะมั้ง
“ทำไมคุณชอบทำหน้าแบบนี้” เขาเอ่ยเมื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันในระยะที่ไม่ห่างกันมากนักเราสบตากัน... ดวงตาคู่คมจดจ้องมาจนทำให้ฉันรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
“แบบไหน” ฉันกลั้นใจถามออกไป ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องรู้สึกเกร็งทุกครั้งที่อยู่กับเขาด้วย