“ข้าคิดว่าเข้าจะไม่มาให้ข้าเห็นหน้าแล้วสะอีก” หลินหยางพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าเสียใจ
“ข้าขอโทษท่านพ่อ ข้ามันไม่ดีเอง” หลินหยางพูดขึ้นด้วยความรู้สึกผิด ทั้งๆที่บิดาของเขาไม่เคยว่าอะไรเื่ที่พลังเขาถดถอยลงไป แต่เป็เขาเองที่เลือกจะถอนตัวจากตำแหน่งผู้าุโหนึ่ง และหลีกหลี่ยงการพบเจอผู้อื่น รวมทั้งหลินหยาง บิดาของเขาด้วย
“ข้าไม่เข้าใจเ้าจริงๆ บางทีอาจจะมีผู้ที่สามารถรักษาเ้าได้ก็ได้ เหตุใดเ้าจึงตัดสินใจเช่นนั้น” หลินหยางพูดอย่างเสียดาย
เมื่อย้อนกลับไปตอนที่หลินเทียนประสบอุบัติเหตุ หลินหยางส่งคนออกไปควานหาผู้ที่มีความสามารถด้านการรักษามาดูอาการและรักษาหลินเทียน แต่ไม่มีใครเลยที่สามารถรักษาได้ พอนานวันเข้า หลินเทียนก็เริ่มถอดใจและถอนตัวออกไป ทั้งยังหนีหน้าไม่มาพบเจอเขาอีกด้วย ใน่นั้นเขาเสียใจมากที่ไม่สามารถช่วยบุตรของเขาได้
“บุตรคนนี้ไม่ได้เื่ และบุตรคนนี้ก็ไม่สามารถเป็ภาระของท่านได้เช่นกัน” หลินเทียนพูดอย่างจริงจัง เขาเกิดเป็ลูกผู้ชาย เขาย่อมต้องรักศักดิ์ศรีของเขาด้วยเช่นกัน
“ในเมื่อบุตรของเ้าก็ออกมาให้เ้าพบแล้ว เ้าจะพูดถึงอดีตให้เสียใจไปใย ขนาดบุตรสาวคนโปรดของข้ายังไม่เคยกลับตระกูลมาหาข้าเลยสักครั้ง ” ระหว่างที่บิดาและบุตรกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงของชายชราอีกคนดังขึ้นมาขัดจังหวะ
คนๆนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเซี่ยคง บิดาของเซี่ยหลั่วนั่นเอง เซี่ยหลั่วนั้นอยากจะไปหาบิดาของตนและขอความช่วยเหลือเพื่อมาช่วยเหลือหลินเทียนและหลินเฟิง เพียงแต่หลินเทียนขอนางเอาไว้ และเซี่ยหลั่วเองก็ไม่้าไปรบกวนเซี่ยคงมากนัก เพราะเซี่ยคงเป็ประมุขย่อมต้องยุ่งมากตลอดเวลาอยู่แล้วหากนางไปขอความช่วยเหลือ เซี่ยคง คงไม่เป็อันทำอะไร และคนในตระกูลก็จะมองนางกับบิดาของนางในทางที่ไม่ดี
“คารวะ ท่านพ่อ” เซี่ยหลั่วยืนขึ้นและทำความเคารพอย่างเขินอาย กับคำพูดของเซี่ยคง
“คารวะ ประมุขเซี่ย” หลินเทียนและคนอื่นๆก็ทำความเคารพตามกันไปติดๆ
“นี้ยังดีนะที่เ้ายังจำได้ว่าขาคือพ่อของเ้า” เซี่ยคงพยักหน้าและยกมือให้คนอื่นๆ ก่อนที่จะทำท่าทางโกรธบุตรสาวของตน
“ข้าผิดเองท่านพ่อ” เซี่ยหลั่วเองก็รีบกล่าวขอโทาทันที
“เอาละๆ ไว้คราวหลังพาเ้าหลานชายไปเยี่ยมข้าที่ตระกูลบ้างแล้วกัน” เซี่ยคงโบกมือปัดๆไป
ถึงแม้ว่าเซี่ยคงจะทำเหมือนโกรธ แต่จริงๆแล้วเขาหาได้โกรธอันใดไม่ เขาเข้าใจความคิดของเซี่ยหลั่วดี รวมทั้งเขายังภูมิใจในตัวของหลินเทียนด้วย ที่ไม่มาขอความช่วยเหลือใดๆเขา และนี้ก็ทำให้เขารู้สึกดีใจที่บุตรสาวของตนได้แต่งงานกับหลินเทียน
“เอาละ ไว้คุยกันที่หลังแล้วกัน ในเมื่อมากันครบแลว เรามาเริ่มต้นงานการประลองประจำปีกันเลยดีกว่า” หลินหยางพูดขึ้น ด้วยการที่เซี่ยคงและหลินหยางเป็เพื่อนสนิทกัน ทั้งสองจึงไม่ได้พูดอะไรที่เป็ทางการแก่กัน ถึงแม้ว่าจะมีตำแหน่งเป็ประมุขตระกูลทั้งคู่ก็ตาม และคนอื่นๆเองก็รู้เื่นี้กันดีอยู่แล้วจึงไมคิดอะไรมาก
หลังจากที่หลินหยางพูดจบ ก็มีผู้าุโคนหนึ่งะโขึ้นลานประลองทันที เขาคือ ผู้าุโเฉิง ในปีนี้เขาคือ ผู้ตัดสินของงานประลอง
“ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ข้าขอเริ่มงานประลองั้แ่บัดนี้” ผู้าุโเฉิงกล่าวอย่างเรียบเฉย
เฮ!!!!!
หลังจากที่มีสิ้นเสียงของผู้าุโเฉิง รุ่นเยาว์ที่อยู่รอบๆลานประลองก็เฮรั่น บางคนก็พูดคุยกันถึงเป้าหมาย บางคนก็คุยกันเื่ที่ว่าใครบ้างจะติด 1 ใน 10 ของปีนี้
“ข้าละอยากรู้จริงๆว่าใครจะติด 1 ใน 10 บ้าง ได้ยินมาว่าปีนี้รางวัลของ 1 ใน 10 นั้นมากกว่าปีก่อนๆเสียอีก”
“จริงรึ ข้าจะต้องติด 1 ใน 10 ให้ได้”
เหล่ารุ่นเยาว์พากันคุยกันอย่างตื่นเต้น ทุกคนต่างคาดหวังว่าตัวเองจะสามารถติด 1 ใน 10 ได้ แต่ยังไงในใจลึกๆของทุกคนก็รู้ว่ามันเป็เื่ยากที่จะติด 1 ใน 10 เพราะในปีนี้คนที่เข้าร่วมมีทั้งสิ้น 51 คน ดังนั้นทุกคนจะต้องแข็งขันกัน 50 รอบ งานการประลองประจำปีจะดำเนินเป็เวลา 5 วัน ดังนั้นทุกคนละต้องแข็งขันกันวันละ 10 รอบ
อีกทั้งยังมีผู้ที่อายุ15 มากกว่า 10 คน ทำให้คนอื่นๆที่อายุน้อยกว่าหรือมีพลังต่ำกว่าขั้น 6 นั้นแทบไม่มีความหวังใดๆเลย แต่สำหรับบางคนอาจจะโชคดีหากก่อนการแข็งคู่ของเขา ศัตรูเจอคู่ต่อสู้ที่ตึงมือ จนทำให้เขาต้องใช้แรงเยอะ และเมื่อมาถึงรอบเขาของ เขาก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้เนื่องจากคู่ต่อสู้อ่อนแรง
“การประลองคู่แรก หลินเฉา กับ หลินหมาง”
“กาประลองคู่ต่อไป หลินเซียง กับ หลินอี้”
“การประลองคู่ต่อไป …………………...”
“………………………………….…….”
การประลองดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วมากกว่า สิบคู่ เพราะว่าระดับพลังที่ต่างกัน และในที่สุดก็มาถึงคู่ของหลินเฟิง
“การประลองคู่ต่อไป หลินเฟิง กับ หลินชิง”
หลินเฟิงเดินขึ้นลานประลองอย่างไม่รีบร้อน และไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่นๆที่มองมาที่เขาเลย เขาทำราวกลับว่าเขาไม่เห็นสายตาที่ดูถูกเขา