“ทว่า จักรพรรดิองค์สุดท้ายผู้นั้นยังไม่ทันได้เปิดขุมทรัพย์ลับเทียนฉี่ ต้าฉี่ก็สิ้นชาติเสียก่อน กุญแจทั้งเจ็ดดอกในมือเขาจึงหายสาบสูญไปนับแต่นั้น”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ แววตาของชางอิ๋นเยว่ก็เย็นเยียบลง นางกล่าวว่า“ดังนั้น ท่านเลิกเซ้าซี้ข้าเสียที ลำพังแค่กล่องไม้ใบเดียว ไม่มีทางเปิดขุมทรัพย์ลับเทียนฉี่ได้หรอก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็ทอดถอนใจยาวพลางกล่าวว่า
“เฮ้อ ข้าก็นึกอยู่แล้วว่าเื่มันไม่ง่ายขนาดนั้น”
เขายัดกล่องไม้เข้าไว้ในอกเสื้อ ลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าชางอิ๋นเยว่แล้วกล่าวว่า“แต่แม่นางชางก็นับว่ารู้ความมากทีเดียว วันหน้าหากมีเื่ใดไม่กระจ่าง ข้าคงต้องขอถามเ้าแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็ยื่นนิ้วออกไป เตรียมจะคลายจุดให้แก่นาง
ทว่า เมื่อยื่นไปได้ครึ่งทาง เขากลับชะงักมือลงทันควัน
“ประเดี๋ยวเ้าคงไม่คิดจะทำให้ข้าสลบอีกหรอกนะ?”
“ไม่หรอก”
ชางอิ๋นเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและรวดเร็ว
หลี่มู่เซิงหัวเราะหึๆ “วาจานี้ของเ้า เกรงว่าแม้แต่ตัวเ้าเองก็ยังไม่เชื่อเลย”
ชางอิ๋นเยว่แค่นเสียงเ็า พลางกล่าวว่า “ขอเพียงไม่ให้ท่านเข้าใกล้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะยังสกัดจุดข้าได้อีก”
หลี่มู่เซิงส่ายศีรษะ แม่นางผู้นี้ช่างดื้อรั้นเสียจริง
หลังจากครุ่นคิด เขาก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“แม่นางชาง ความจริงแล้วข้ามีวิธีลบรอยสักบนใบหน้าของเ้าได้นะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของชางอิ๋นเยว่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่ได้ แต่ก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวอย่างเ็าว่า
“ข้าไม่เชื่อ”
หลี่มู่เซิงจ้องมองนางโดยไม่เอ่ยคำใด
แววตาของชางอิ๋นเยว่ค่อยๆ หม่นแสงลง จากนั้นนางก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงพึมพำกับตนเองว่า
“คนที่สักหน้าข้าผู้นั้น ฝึกฝน ‘ดรรชนีลมหยินกัดกระดูก’ จนถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว สิ่งที่ท่านเห็นเป็เพียงตัวอักษรบนผิวหน้า แต่ความจริงรอยสักนั้นหยั่งรากลึกเข้าถึงกระดูก ดุจดั่งหนอนกัดกินกระดูก ชั่วชีวิตนี้ไม่มีทางลบเลือนได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็สะบัดนิ้วคลายจุดให้ชางอิ๋นเยว่ทันที พลางกล่าวอย่างเนิบนาบว่า
“แม่นางชาง บางเื่หากเ้าไม่ลองดู แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีทางเป็ไปได้?”
เมื่อััได้ว่าจุดถูกคลายแล้ว ชางอิ๋นเยว่ก็ขยับฝ่ามือที่กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง พริบตาต่อมา ร่างทั้งร่างก็หายไปจากที่เดิม ถอยกรูดไปด้านหลังดุจเงาพราย
ไม่นานนัก นางก็หยุดลงตรงหน้าต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่เคยยืนอยู่ก่อนหน้า ยืนคุมเชิงกับหลี่มู่เซิงจากระยะไกล
ทว่า หลี่มู่เซิงกลับกอดอกพลางกล่าวว่า“อย่าลืมสิว่าข้าคือองค์ชายเจ็ดที่ตกยากอยู่ท่ามกลางหมู่ราษฎร การลงมือของเ้าแต่ละครั้งถือเป็การละเมิดเบื้องสูง หากวันหน้าข้าได้คืนฐานะเดิม หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของพวกเ้าก็คุ้มครองเ้าไม่ได้!”
ชางอิ๋นเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็ค่อยๆ พิงกายที่ตั้งตรงเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลังแล้วกล่าวว่า
“หากท่านสามารถลบรอยสักบนหน้าข้าได้จริง ในยามที่ท่านประสบกับวิกฤตเป็ตาย ข้าจะยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องท่านหนึ่งครั้ง!”
“ไม่จำเป็ต้องถึงขั้นนั้น”
หลี่มู่เซิงหัวเราะพลางส่ายหน้า เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เพิ่มขึ้นมาอีกสองนิ้วแล้วกล่าวว่า“แม่นางชางเพียงแค่รับปากเงื่อนไขของข้าสามข้อก็พอ”
ดวงตาหงส์ของชางอิ๋นเยว่หรี่ลงเล็กน้อย พลางตอบว่า “ตกลง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงพลันแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“รวดเร็วปานนี้เชียว? เ้าไม่กลัวข้าเสนอเงื่อนไขที่เกินเลยไปบ้างหรือ?”
ชางอิ๋นเยว่หัวเราะอย่างเ็าแล้วกล่าวว่า “หากเป็สิ่งที่ข้าไม่ปรารถนาจะทำ ต่อให้ตายข้าก็ไม่ทำ”
“ช่างมีศักดิ์ศรีเสียจริง”
หลี่มู่เซิงยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นชมเชย ก่อนจะหมุนกายกลับไปนั่งลงหน้ากองไฟ
ทว่าในใจเขากลับครุ่นคิดถึงเื่ขุมทรัพย์ลับเทียนฉี่ นี่ถือเป็เบาะแสหนึ่งในการแสวงหาความหลุดพ้นแห่งวิถียุทธ์ของเขา เพียงแต่การต้องรวบรวมกุญแจให้ครบเจ็ดดอกนั้นทำให้เขารู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง“ท่านจะลบรอยสักบนหน้าข้าได้อย่างไร?”
ในตอนนั้นเอง ชางอิ๋นเยว่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“ไว้ถึงเมืองซ่างหยางแล้วค่อยว่ากันเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็จ้องมองหลี่มู่เซิงอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็นิ่งไปพร้อมกับคำว่า “ตกลง” เพียงคำเดียว ก่อนจะพิงต้นไม้หลับตาพักผ่อนไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
……
หนึ่งคืนผ่านไปอย่างไร้เหตุการณ์
รุ่งเช้าวันต่อมา หลังจากพักผ่อนมาทั้งคืน ทั้งสองก็ควบม้าออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าสู่เมืองซ่างหยาง เมืองหลวงของต้าหลี
ใน่แรก หลี่มู่เซิงไม่ได้รีบร้อน เขาควบม้าไปอย่างสบายอารมณ์ พลางชื่นชมทัศนียภาพขุนเขาและลำน้ำไปตลอดทาง ช่างเป็ความรื่นรมย์ที่หาได้ยากยิ่ง
ทางด้านชางอิ๋นเยว่ก็ไม่ได้เร่งเร้า นางนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างมั่นคงราวกับเดินบนพื้นราบ พลางฝึกโคจรปราณแท้ไปพร้อมกับรักษาระยะเดินทางให้เท่ากับหลี่มู่เซิง
ผ่านไปเช่นนี้เพียงไม่กี่วัน หลี่มู่เซิงก็เริ่มเบื่อหน่ายกับทิวทัศน์ริมทางเสียแล้ว
อย่างไรเสีย เส้นทางูเาก็ไม่ใช่โบราณสถานที่มีชื่อเสียง ความงามที่ควรค่าแก่การชมนั้นมีน้อยนิดจนน่าเวทนา สิ่งที่เห็นบ่อยที่สุดระหว่างทางก็คือต้นไม้ ใบหญ้า และฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายเต็มพื้น
ในที่สุด เขาก็ยอมเปลี่ยนท่าทีอืดอาดเชื่องช้า เร่งความเร็วในการเดินทางขึ้น
“แม่นางชาง ยังต้องใช้เวลาอีกกี่วันถึงจะถึงจุดหมาย?”
หลี่มู่เซิงไม่รู้จักเส้นทาง ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา แผนที่เส้นทางทั้งหมดจึงอยู่ในสมองของชางอิ๋นเยว่เท่านั้น
“หากเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน สิบวันจะถึงจิงโจว จากนั้นเดินทางต่ออีกหนึ่งวันก็จะถึงเมืองหลวง หากเดินทางตามปกติจะต้องใช้เวลาถึงสองรอบปักษ์”
ชางอิ๋นเยว่ตอบกลับด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะเย้าแหย่ว่า“ความจริงท่านไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ อย่างไรเสีย องค์ชายที่แท้จริงมักจะเป็คนสุดท้ายที่ปรากฏตัวเสมอ”
คำพูดนี้เป็ข้ออ้างที่หลี่มู่เซิงเคยใช้เพื่อขอเดินทางช้าลง บัดนี้มันถูกนางย้อนกลับมาให้เขาโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
เมื่อเป็เช่นนี้ หลี่มู่เซิงจึงได้แต่ยักไหล่ และก้มหน้าก้มตาเดินทางต่ออย่างเซ็งๆ
ผ่านไปอีกหลายวัน ทั้งคนทั้งม้าทั้งสองต่างเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลจนมาถึงเขตชงโจว
การเดินทางตลอดทางนี้ค่อนข้างน่าเบื่อหน่าย จะมีก็แต่ตอนที่พบกับกลุ่มโจรูเาซุ่มดักปล้น ทว่าทันทีที่พวกโจรโผล่หัวออกมา ก็ถูกชางอิ๋นเยว่จัดการในพริบตา
นอกจากเื่นั้นแล้ว ก็ไม่มีความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้นอีกเลย
ตามคำบอกเล่าของชางอิ๋นเยว่ โจรพวกนั้นเป็เพียงเื่เหนือความคาดหมาย เส้นทางที่นางเลือกใช้ล้วนผ่านการคัดกรองอย่างดีจากหน่วยสืบราชการลับ
โดยเฉพาะการเลี่ยงพื้นที่อันตรายและแหล่งขุมกำลังของสำนักยุทธ์ที่ซับซ้อน นับเป็เส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดและจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา
และนี่ก็คือเหตุผลที่การเดินทางราบรื่นมาตลอดทาง แทบจะไม่มีเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเลย
ทว่าหลังจากเข้าสู่เขตชงโจว ชางอิ๋นเยว่กลับดูระแวดระวังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลอดทางนางไม่ฝึกเดินลมปราณเลยแม้แต่ครั้งเดียว และคอยสังเกตสถานการณ์รอบข้างอยู่ตลอดเวลา
แม้หลี่มู่เซิงจะรู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องมีสาเหตุ แต่เขาก็ไม่ทราบว่าเป็เื่ใด จึงเอ่ยถาม ‘แผนที่เดินดิน’ ควบตำแหน่ง ‘สารานุกรมต้าหลีฉบับมนุษย์’ ผู้นี้
“แม่นางชาง ชงโจวแห่งนี้มีอะไรพิเศษหรือ เ้าดูท่าทางจะตึงเครียดเกินไปหน่อยนะ”
ชางอิ๋นเยว่ไม่ได้แสดงสีหน้ายินดียินร้ายต่อหลี่มู่เซิง ตลอดการเดินทางนี้ ไม่ว่าจะเป็เื่เล็กหรือเื่ใหญ่ ไม่ว่านางจะรู้หรือไม่ อีกฝ่ายที่ไม่เข้าใจอะไรเลยก็มักจะเอ่ยถามนางเสมอ
พูดตามตรง นางเริ่มจะรู้สึกขยาดหลี่มู่เซิงขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ในที่สุดนางก็ยอมอธิบายว่า“ระยะนี้ชงโจวไม่ค่อยสงบนสุขนัก ตามรายงานลับของหน่วยสืบราชการลับ ขุมกำลังยุทธภพที่ใหญ่ที่สุดหลายฝ่ายในมณฑล ดูเหมือนจะมีทีท่าว่าจะเปิดศึกต่อกัน”
“สถานที่ที่เราอยู่ตอนนี้ ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของขุมกำลังยุทธภพที่ชื่อว่าพันธมิตรโลหิต ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะต้องเฝ้าจุดผ่านทางต่างๆ ไว้อย่างแ่าแน่นอน”
“ทว่าขุมกำลังฝ่ายนี้มีทั้งดีและร้ายปนกัน ช่างรับมือได้ยากยิ่ง รู้รักษาตัวรอดเป็ยอดดี ระวังตัวไว้สักหน่อย พยายามอย่าไปปะทะกับพวกเขาน่าจะดีที่สุด”
(จบตอน)