บทที่ 21
กลับเมือง
เจียงเฟิงเดินทางกลับมาถึงเมือง จากนั้นก็พักผ่อนอยู่ภายในจวนของตนเองไม่ได้ออกไปด้านนอกเลยแม้แต่ก้าวเดียว
เพราะว่าเจียงเฟิงกำลังรออยู่ รออีกฝ่ายเคลื่อนไหว
ในสายตาของเจียงเฟิง ถ้าเกิดว่าอยากจะให้เขาฝึกตนอย่างสบายใจ สิ่งที่ควรจะทำก็ต้องเป็การกำจัดภัยร้ายใกล้ตัวให้ได้เสียก่อน
ิญญาทมิฬถือได้ว่าเป็ภัยแฝงที่อันตรายเป็อย่างยิ่งสำหรับเมืองแห่งนี้ ในสายตาของคนธรรมดาทั่วไปอาจจะมองว่าิญญาชั่วร้ายเป็อันตรายต่อคนธรรมดา
ทว่าิญญาชั่วร้ายธรรมดากับสามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดาย
พวกิญญาชั่วร้ายพวกนั้นล้วนแล้วสามารถจัดการได้ง่าย เพราะว่าพวกมันลงมือไม่ได้ซับซ้อนเหมือนกับพวกิญญาทมิฬ
พวกิญญาทมิฬพวกมันจะซ่อนตัว เข้าหามนุษย์ที่มีความ้า แฝงตัวอยู่กับผู้คนธรรมดา แล้วก็ค่อยๆสร้างความเสียหายทีละนิดทีละน้อย
ทว่าการกระทำทีละเล็กทีละน้อยของพวกิญญาทมิฬ ไม่นานมันเองก็จะปรากฏกลายเป็ภาพรวมใหญ่ที่น่ากลัว
เจียงเฟิงที่ไปอยู่อีกโลกมานาน เขาเคยพบเห็นการลงมือของพวกิญญาทมิฬมาไม่น้อย
พวกมันส่วนใหญ่หวังผลลัพธ์รวมใหญ่ แต่มักจะกระทำอะไรที่สลับซับซ้อน แถมยังค่อยๆทำไปทีละนิดกว่าที่จะรู้สึกตัวก็มองเห็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นด้วยฝีมือของพวกมันแล้ว
เพราะแบบนั้นเมื่อกำจัดได้ก็จำเป็จะต้องกำจัดเสียั้แ่แรกๆ
เจียงเฟิงจะไม่ยอมให้พวกิญญาทมิฬมาอยู่ใกล้สถานที่เขาอยู่อย่างแน่นอน
การกระทำของพวกิญญาทมิฬพวกมันสามารถทำได้ทุกอย่าง ผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธที่ปิดด่านหวังจะก้าวข้ามขอบเขต แล้วโดนพวกมันเล่นงานจนาเ็สาหัสปางตายก็มีไม่น้อย
เพราะว่าการเล่นงานผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธ์ใน่ที่ตั้งใจปิดด่านเพื่อเพิ่มขอบเขต เป็่ที่พวกิญญาทมิฬมักจะลงมือมากที่สุด
เพราะว่า่เวลานี้ผู้ฝึกตนจะมีการป้องกันที่อ่อนแอมากที่สุด แล้วเหมาะกับการที่ให้พวกมันลงมือเพื่อที่จะสังหารอีกฝ่ายและกลืนปราณิญญา
เจียงเฟิงเลยต้องจัดการกับมันก่อนเป็อันดับแรก ตอนนี้ขอบเขตรากไม้ของเจียงเฟิงมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในแดนเหนือแห่งนี้ปราณิญญาไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์สักเท่าไหร่
เพราะแบบนั้นการพัฒนาขอบเขตเลยค่อนข้างจะเชื่องช้า เมื่อเทียบกันแล้วการดึงดูดปราณิญญาของร่างกายเจียงเฟิง สามารถดึงดูดปราณิญญาได้รวดเร็วกว่านี้
แต่ว่าปราณิญญาในอากาศและฟ้าดินของสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงพอ ถ้าเกิดว่าเจียงเฟิงทำตัวเป็สิงโตอ้าปากกว้างดึงดูดปราณิญญาจำนวนมาก เกรงว่าคนทั่วทั้งเมืองก็คงจะสามารถััได้
ร่างกายของเจียงเฟิงเลยมักจะดึงดูดปราณิญญาอย่างพอดีอยู่เสมอ
ถ้าเกิดว่าในฟ้าดินของสถานที่แห่งนี้มีปราณิญญามากขึ้น ร่างกายของเจียงเฟิงก็จะดึงดูดปราณิญญาเพิ่มขึ้น
อย่างไรเสียด้วยระดับในตอนนี้เกรงว่าใช้เวลาอีกไม่นานเขาก็คงจะสามารถพัฒนาได้แล้ว
ในขณะที่เจียงเฟิงกำลังนั่งมองทะเลสาปคลื่น์อยู่ เฉินอวี้เดินกลับมาจากด้านนอก “คุณชาย”
เจียงเฟิงหันไปมองเฉินอวี้จากนั้นเขาก็ยิ้ม “ลองว่ามา”
เฉินอวี้พยักหน้าแล้วก็เริ่มอธิบาย “ใน่เวลานี้”
“จากสายลับของท่านแม่ทัพทั้งหมดในเมือง พวกเขาได้จับตาดูคนในเมืองั้แ่พวกเราออกไปนอกเมือง”
“จนตอนนี้ก็สรุปได้ว่ามีอยู่สามกลุ่มที่จับตามองพวกเรา แล้วก็สอบถามเกี่ยวกับตัวตนของคุณชาย”
“กลุ่มแรกเป็พ่อค้าจากต่างถิ่นที่เพิ่งเข้ามาทำการค้า”
“กลุ่มที่สองเป็หอแสงจันทร์”
“กลุ่มที่สามเป็นายน้อยของตระกูลจาง”
เจียงเฟิงใบหน้ายังคงสงบนิ่ง ทว่านิ้วมือกำลังเคาะลงที่โต๊ะเบาๆ เป็การแสดงท่าทางครุ่นคิด
เขากำลังคิดเกี่ยวกับเส้นสายที่เป็ไปได้ ที่เจียงเฟิงกลับมาสองวันแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือ ก็เป็เพราะรอข่าวเกี่ยวกับเื่นี้อยู่“”
“พ่อค้าจากต่างถิ่นเดินทางมาถึงเมืองนานหรือยัง”
เฉินอวี้ส่ายหน้า “เพิ่งเดินทางมาถึง่ที่คุณชายเพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมา”
เจียงเฟิงพยักหน้า “ก็แสดงว่ายังไม่ถึงหนึ่งเดือน”
“แล้วหอแสงจันทร์ละ”
“ดูเหมือนจะไม่ใช่สถานที่ธรรมดาทั่วไป”
อย่างไรเสียเจียงเฟิงก็เพิ่งตื่นขึ้นมาไม่นาน ยังทำความเข้าใจกับเมืองเฟิงเฉินแห่งนี้ได้ไม่นาน
หอแสงจันทร์แห่งนั้นแม้ว่าจะเคยได้ยินชื่อ แต่ก็ไม่เคยทำความเข้าใจกับมันแล้วก็ไม่เคยเดินทางไป
แต่จากที่ฟังมาดูเหมือนว่าจะเป็หอการค้าที่ขายสินค้าหลายอย่าง
เฉินอวี้เริ่มอธิบายอย่างรวดเร็ว “หอแสงจันทร์คือส่วนนึงของนครแสงจันทร์”
เจียงเฟิงถึงกับหันไปมองเฉินอวี้ “นครแสงจันทร์”
เฉินอวี้พยักหน้า
เจียงเฟิงถึงกับขมวดคิ้ว เป็เพราะว่าเขารู้จักนครแสงจันทร์ เป็นครขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตอนล่างของทวีปเทียนหยางเหนือแห่งนี้
“นครแสงจันทร์เมื่อก่อนตอนอยู่ที่เมืองหลวง ได้ยินว่าสถานที่แห่งนั้นมีปลาและัปะปนกันมากมาย”
“แม้แต่ผู้ฝึกตนที่เรียกได้ว่าเป็กึ่งเทพเซียนก็มีมากมาย”
“พวกเขาอยู่ทางตอนล่างของทวีป”
“เหตุใดแขนของอีกฝ่ายถึงยื่นมาถึงทางเหนือที่เป็สถานที่ตั้งของเมืองเฟิงเฉินได้”
“ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนแม้กระทั่งเมืองหลวงยังไม่มีหอแสงจันทร์เลย”
“หรือว่าใน่หลายปีที่ข้าหลับไป มีเื่มากมายเกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงกับนครแสงจันทร์อย่างนั้นหรือ?”
เฉินอวี้รินน้ำชาให้กับนายน้อยของตนเองอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเริ่มอธิบายอย่างผ่อนคลาย “เมื่อหลายปีก่อนนครแสงจันทร์เริ่มขยับขยาย”
“โดยการจัดตั้งหอแสงจันทร์ขึ้นมามากมายภายในราชวงศ์ต่างๆ”
“เรียกได้ว่าในเมืองใหญ่ๆมากมายของราชวงศ์ต่างๆ มันเองก็มีหอแสงจันทร์ถูกจัดตั้งขึ้นมาเกือบทั้งหมดแล้ว”
เจียงเฟิงยิ้ม “พวกนั้น้ากลืนทั้งทวีปเลยงั้นหรือ ถือได้ว่าตะกละไม่น้อยเลย”
“แล้วสามลัทธิใหญ่ที่ดูแลทวีป ไม่ว่าอันใดว่ากับการที่นครแสงจันทร์กระทำเช่นนี้เลยอย่างนั้นเลย?”
“แม้แต่ข้ายังมองออกเลยว่า การที่จัดตั้งหอแสงจันทร์มากมายขึ้นมาภายในแคว้นและเมืองต่างๆเช่นนี้”
“คงไม่พ้น้าที่จะทำอะไรสักอย่างอย่างแน่นอน”
“สามลัทธิใหญ่ไม่ได้ลงมือทำอันใดหรือ?”
เฉินอวี้ส่ายหน้า “ในตอนนี้ยังไม่ได้ลงมือทำอันใด”
“ไม่รู้ว่าจะรอดูเพื่อลงมือครั้งเดียวหรือไม”
เจียงเฟิงหรี่ตาลง “ลงมือครั้งเดียวงั้นหรือ? เกรงว่านครแสงจันทร์คงไปทำข้อตกลงอะไรสักอย่างกับผู้ดูแลของสามลัทธิใหญ่แล้วกระมัง”
ในสี่ทวีปเทียนหยางด้านล่าง ไม่ว่าจะเป็ทวีปเทียนหยางเหนือ ใต้ ตะวันออก หรือว่าตะวันตก ทั้งสี่ทวีปเทียนที่แผ่นดินล่างแห่งนี้ ดูแลโดยสามลัทธิใหญ่ อย่างเต๋า พุทธ และขงจื้อ
ทั้งสามลัทธิเป็ลัทธิใหญ่ที่ก่อตั้งอยู่บนทวีปแผ่นดินกลางที่อยู่้า
ทั้งสามลัทธิใหญ่ดูแลสี่ทวีปด้านล่าง เพื่อที่ป้องกันเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งสามลัทธิร่วมกันก่อตั้งกฎขึ้นมาหลายอย่าง
อย่างเช่นคนจากทวีปแผ่นดินกลางกลางที่อยู่โลกเบื้องบน ถ้าเกิดว่ามีระดับสูงกว่าขอบเขตสิบทั้งหมด จะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงมาที่แดนล่างได้โดยพละการ
เรียกว่าการลงมาแต่ละครั้งจำเป็จะต้องขออนุญาตผู้ดูแลทั้งสามลัทธิใหญ่ ที่ร่วมกันตั้งกฏก่อนถึงจะสามารถลงมาในทวีปเบื้องล่างได้
ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อจำกัดขอบเขต ไม่ให้พวกผู้ฝึกตนที่เรีกยว่าเป็เทพเซียนจาก้ามาสร้างความเดือดร้อนใหญ่โตในโลกเบื้องล่างแห่งนี้
ไม่เพียงแค่นั้นยังมีกฎอีกมากมายที่ทั้งสามลัทธิร่วมกันตั้งขึ้นมา เพื่อดูแลสี่ทวีปใหญ่