เด็กสองคนนั้น คนหนึ่งอายุแปดขวบ อีกคนอายุหกขวบ…โม่เจิ้งตงร่างกายเติบโตสมวัย แต่โม่เจิ้งหนานกลับตัวเล็กมาก ดูราวกับเด็กวัยสี่ถึงห้าขวบเท่านั้น
ซ่งจินเหยาเดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เด็กทั้งสองช่วยงานหนักอะไร แต่ก็ทนแรงกระตือรือร้นของพวกเขาไม่ไหว เมื่อมีโม่ซีซีคอยตามติดแจ นางจึงปล่อยเลยตามเลย แค่กำชับไว้ไม่กี่คำก็ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจ
“ค่อย ๆ ทำไป ไม่ต้องรีบทำให้เสร็จในทันที ถ้าพวกเ้ารู้สึกเหนื่อยก็หยุดพักก่อน”
แต่ก่อนที่นางจะพูดจบ เด็กทั้งสองก็วิ่งออกไปแล้ว
ใน่สองวันที่ผ่านมา โม่ซีซีเกาะติดซ่งจินเหยาแทบจะตลอดเวลา นางยังเด็กและขี้อ้อน แม้จะไม่ถึงขั้นกอดซ่งจินเหยาไว้ไม่ยอมปล่อย แต่ก็แทบจะไม่ยอมห่างเลยแม้แต่นิดเดียว
วันนี้อากาศค่อนข้างดี ซ่งจินเหยาจึงวางโม่ซีซีไว้ที่สนามหญ้าในลานบ้าน จากนั้นก็กลับเข้าไปยกเก้าอี้กับม้านั่งตัวเล็กออกมา พร้อมทั้งกระดาษและพู่กันเพื่อเตรียมออกแบบเครื่องเรือน
แต่หลังจากเข้าไปข้างในได้ไม่นาน โม่ซีซีก็เริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความใ นางยังเดินไม่คล่อง จึงทรุดตัวคุกเข่าลงบนพื้นแล้วคลานกลับเข้าไปในบ้าน
สุนัขตัวใหญ่ที่อยู่ในลานบ้านตอบสนองด้วยการเห่า *โฮ่ง ๆ* ขึ้นมา
ซ่งจินเหยาเอาม้านั่งตัวเล็กมาให้โม่ซีซี แล้วก็ปล่อยให้นางใช้มันพยุงตัว เดินวนไปวนมาอยู่ในลานบ้านแบบนั้น
ที่โม่ซีซียังเดินไม่ได้นั้น เป็เพราะถูกอุ้มอยู่ตลอด แทบไม่เคยถูกวางลงบนพื้นเลย แต่นางอายุสองขวบแล้ว เป็วัยที่เรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว ดังนั้นหลังจากดันเก้าอี้เดินวนไปมาสองสามรอบ นางก็เริ่มปล่อยมือ แล้วเดินโซซัดโซเซไปทางเ้าสุนัขตัวใหญ่
ซ่งจินเหยานั่งวาดรูปอยู่ ครั้นไม่ได้ยินเสียงม้านั่งขูดพื้นจึงเงยหน้าขึ้นมอง พลันนั้นนางก็ใกลัวจนแทบิญญาหลุดออกจากร่าง
แต่เดิมซ่งจินเหยาก็กลัวสุนัขมากอยู่แล้ว แม้ว่าสุนัขสีดำตัวนี้จะถูกล่ามไว้ แต่มันก็ตัวใหญ่มาก และเสียงเห่าของมันก็ดังและมีพลังพอจะทำให้นางใได้ทุกครั้ง
ทุกวันนางจะให้โม่เจิ้งตงเป็คนให้อาหารมัน ส่วนนางไม่เคยกล้าเข้าไปใกล้มันเลย
ทว่าเวลานี้โม่ซีซีกำลังเดินไปหามัน ไม่ว่าซ่งจินเหยาจะหวาดกลัวแค่ไหนก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้ หากเ้าสุนัขนั่นเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาแล้วกัดโม่ซีซีจะทำอย่างไร?
ซ่งจินเหยานั่งอยู่ใต้ชายคา ซึ่งห่างจากประตูรั้วในลานบ้านเล็กน้อย ก่อนที่นางจะวิ่งไปถึง โม่ซีซีก็เสียหลักและล้มพุ่งไปข้างหน้าเสียแล้ว
ข้างหน้านางมีบันไดหลายขั้น ถ้าล้มไปแบบนี้ คงจะเจ็บหนักกว่าตอนที่โม่เจิ้งหนานพานางเดินแล้วล้มก่อนหน้านี้เป็แน่
แต่ในจังหวะนั้นเอง สุนัขดำตัวใหญ่ที่นอนอยู่ด้วยความเบื่อหน่ายก็ส่งเสียงครางเบา ๆ ก่อนจะกระโจนไปข้างหน้า และกลายเป็เบาะรองรับร่างน้อย ๆ ที่กำลังถลาลงมาได้อย่างพอดิบพอดี โม่ซีซีจึงล้มลงไปบนหลังของมัน
โม่ซีซีใเล็กน้อย นั่งตูดจ้ำเบ้าลงกับพื้น เมื่อเห็นว่าข้าง ๆ คือสุนัขดำตัวใหญ่ นางก็ไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด และเมื่อไม่รู้สึกเจ็บจากการล้ม นางจึงเริ่มหัวเราะคิกคักออกมา
ส่วนสุนัขดำตัวใหญ่ก็นอนหมอบลงข้าง ๆ พร้อมกับกระดิกหางไปมาไม่หยุด
ซ่งจินเหยายืนอึ้งไปเล็กน้อย ภาพเด็กหนึ่งคนกับสุนัขหนึ่งตัว ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้จะยังหวาดกลัวอยู่กลาย ๆ แต่ซ่งจินเหยาก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปอุ้มโม่ซีซีขึ้นมาตรวจดู เมื่อเห็นว่าไม่มีาแใด ๆ นางจึงถอนใจโล่งอก และวางเด็กน้อยลงตรงหน้าเ้าสุนัขดำอีกครั้ง
สุนัขดำตัวใหญ่นอนหมอบอยู่ที่เดิม ยกเว้นหางที่ยังคงกระดิกไปมา
ซ่งจินเหยากลับไปนั่งวาดแบบต่อ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเ้าสุนัขดำตัวใหญ่เป็ระยะ ๆ สุนัขตัวนี้ดูจะฉลาดไม่น้อย ราวกับรู้ว่านางกลัวมัน ทุกครั้งที่เห็นนาง มันก็จะนอนนิ่ง ๆ อย่างเชื่อฟัง
แม้แต่เสียงเห่าก็ไม่ค่อยมี และมักจะนอนอยู่เงียบ ๆ อย่างสงบ
ขณะที่นางกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ จู่ ๆ เสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกก็ดังมาจากด้านหลัง “ท่านพี่! ท่านพี่…”
ตามมาด้วยเสียงโหวกเหวกวุ่นวาย ราวกับมีคนพูดกันหลายคน ฟังไม่ได้ศัพท์
แต่ซ่งจินเหยาจำได้ชัดเจน เสียงกรีดร้องนั้นเป็เสียงของโม่เจิ้งหนาน
นางอุ้มโม่ซีซีขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปทางด้านหลัง พลันเห็นหญิงสองคนกำลังช่วยกันกึ่งประคองกึ่งลากโม่เจิ้งตง พยายามจะพาเขาไปที่อื่น ในขณะที่โม่เจิ้งหนานน้ำตานองหน้าเดินตามไปติด ๆ
ผู้คนรอบข้างพูดคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่
“รับไม่ได้จริง ๆ ปล่อยให้เด็กเล็กตัวแค่นี้มาดูแลสวนผักกันเอง นางคิดได้ยังไง…”
“อาเชินช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่มีภรรยาเช่นนี้”
“เจิ้งตงเป็อะไรไป?”
ซ่งจินเหยารีบวิ่งเข้าไปดูใกล้ ๆ ใบหน้าของโม่เจิ้งตงซีดเซียว ดวงตาปิดสนิท หน้าอกไม่เคลื่อนไหวราวกับไม่หายใจ
เมื่อเห็นนางมาถึง เสียงวิจารณ์รอบข้างก็เงียบลง โม่เจิ้งหนานก้าวออกมาเพื่ออธิบายด้วยความกระวนกระวายใจ
“ท่านน้า เมื่อครู่เราทำงานอยู่ดี ๆ...แล้วจู่ ๆ พี่ชายก็…”
ซ่งจินเหยากวาดตามองไปรอบ ๆ ในเวลาไม่ถึงสองก้านธูป เด็กทั้งสองทำงานเสร็จไปแล้วเกือบครึ่ง ชัดเจนว่าพวกเขาทำงานโดยไม่หยุดพักเลยแม้แต่น้อย
สตรีคนหนึ่งที่ค่อนข้างมีอายุที่ช่วยประคองโม่เจิ้งตง ทำสีหน้าจริงจังและดูไม่พอใจอย่างมากออกมา ตอนนี้นางมองซ่งจินเหยาด้วยความไม่สบอารมณ์เป็อย่างยิ่ง
“เด็กตัวเล็กแค่นี้…รีบไปตามหมอเถอะ!”
ซ่งจินเหยาไม่รู้ว่าหมอประจำหมู่บ้านอยู่ที่ไหน จึงถามนางว่า “ท่านป้า ไม่ทราบว่าหมอประจำหมู่บ้านอยู่ที่ไหนหรือ? ข้าจะให้เจิ้งหนานรีบไปตามเขามา”
ถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม แต่พอพูดว่าจะใช้ให้โม่เจิ้งหนานไปตามหมอ ใบหน้าของสตรีผู้นั้นกลับยิ่งเดือดดาลขึ้น
ทว่าเขาก็ไม่ใช่ลูกของนาง จึงได้แต่ข่มกลั้นความโกรธเอาไว้แล้วเอ่ยตอบ “ข้าให้ลูกสาวข้าไปตามมาให้แล้ว ดูเจิ้งตงสิ ดูเด็กพวกนี้สิ ผอมแห้งอย่างกับไม้เสียบผี!”
ความหมายโดยนัยก็คือนางไม่ได้เลี้ยงดูพวกเขาอย่างเหมาะสม ทั้งยังปล่อยให้พวกเขาทำงานหนักเช่นนี้อีก
แม้นั่นจะไม่ใช่ความตั้งใจของซ่งจินเหยา และเด็ก ๆ ก็ยืนกรานจะทำงานกันเอง แต่นางก็ยอมรับว่าไม่ควรปล่อยให้เป็เช่นนี้จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่ได้โต้แย้ง เพียงแต่ก้มหน้ายอมรับเงียบ ๆ
หมอประจำหมู่บ้านมาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากให้โม่เจิ้งตงกินน้ำ และได้ยินผู้คนรอบข้างเล่าว่าเด็ก ๆ ต้องซักผ้ากองโตในตอนเช้า และถูกใช้ให้ทำสวนในตอนบ่าย เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น
“แค่เหนื่อยเกินไปน่ะ เด็กตัวเล็กและผอมแห้งขนาดนี้ จะทำงานหนักขนาดนั้นได้ยังไง? พักผ่อนให้มาก ๆ อาการก็จะดีขึ้นเอง”
ได้ยินดังนั้น สตรีคนเดิมก็ยิ่งไม่พอใจ “ภรรยาของอาเชิน ข้ารู้ว่าเด็กพวกนี้ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเ้า แต่ในเมื่อเ้าตกลงปลงใจแต่งเข้ามาในครอบครัวนี้แล้ว เ้าก็ต้องคำนึงถึงอาเชินให้มาก ๆ ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลที่เขาแต่งงานก็เพื่อให้มีคนมาดูแลเด็ก ๆ"
ซ่งจินเหยาไม่ได้สนใจคำพูดของนาง เพียงหันไปหาหมอแล้วเอ่ยถาม “เหนื่อยเกินไป? ท่านยังไม่ได้วินิจฉัยตามหลักการสังเกต ดมกลิ่น ซักถาม หรือจับชีพจรของเขาเลย ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาหมดสติไปเพราะความเหนื่อย?”
หมอผู้นั้นเริ่มไม่พอใจ เขาเป็หมอเท้าเปล่า[1] เพียงคนเดียวในหมู่บ้านแถบนี้ ทุกครั้งที่มีคนปวดหัวหรือเป็ไข้ ก็ล้วนต้องพึ่งพาเขาด้วยกันทั้งนั้น
แต่หญิงสาวผู้มาใหม่คนนี้ กลับกล้าตั้งคำถามกับเขา?
“ต้องตรวจละเอียดอะไรอีก? ข้าเคยเห็นคนเป็ลมเพราะทำงานหนักมานักต่อนักแล้ว”
ซ่งจินเหยารู้สึกว่าหมอผู้นี้ไม่น่าเชื่อถือ โม่เจิ้งตงอาจจะเหนื่อยก็จริง แต่การที่เขาสลบไปนานขนาดนี้ถือว่าผิดปกติ หากหมอไม่ตรวจดูอย่างละเอียด จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีปัญหาอื่นแอบแฝงอยู่?
ในใจของนางเริ่มคิดคำนึงถึงบางอย่าง
จากนั้น สตรีอีกคนที่อยู่ใกล้ ๆ ก็หัวเราะพลางประชดประชัน “จะไม่ใช่ได้อย่างไร? การเป็ลมเพราะความเหนื่อยถือเป็เื่ปกติมาก แต่ครอบครัวของเรา ผู้ใหญ่ล้วนทุ่มเททำงานหนักด้วยตัวเอง เพราะกลัวว่าลูก ๆ หลาน ๆ จะลำบาก ไม่เหมือนบางคน ที่ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ก็ไม่คิดสนใจไยดีอะไรเลย”
ได้ยินดังนั้น โม่เจิ้งหนานก็รีบแก้ตัวให้ซ่งจินเหยาทันที “ไม่จริง ท่านน้าไม่ได้บังคับให้เราทำงาน พวกเราอาสากันเอง…”
แต่ใครไหนเลยจะเชื่อ? ทุกคนคิดว่าที่โม่เจิ้งหนานออกหน้าปกป้องซ่งจินเหยา ก็เพราะหวาดกลัวนางเท่านั้น
ข้อกล่าวหาของพวกเขาจึงเป็เอกฉันท์
ทว่าซ่งจินเหยาไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย นางส่งโม่ซีซีให้โม่เจิ้งหนาน
“เ้าอยู่บ้าน ดูแลพี่ชายไปก่อน ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย”
.
.
.
[1] หมอเท้าเปล่า (赤脚医生) คือ เกษตรกรที่ได้รับการฝึกทักษะการแพทย์ขั้นพื้นฐานและทำงานในหมู่บ้านชนบทในประเทศจีน ซึ่งพื้นที่ชนบทมักจะไม่มีหมอมาตั้งถิ่นฐาน จึงเป็หน้าที่ของหมอเท้าเปล่าที่คอยดูแลเื่การสุขาภิบาลเบื้องต้นและอาการเจ็บป่วยสามัญ ชื่อนี้ได้มาจากเกษตรกรที่มักทำงานเท้าเปล่าในนาข้าว
.
.
.