อันจื่อเทาเคยเจอฮูหยินใหญ่สกุลหลัวเมื่อครั้งเ้าสำนักอี้หย่งมาเยี่ยมเมื่อครานั้น นอกจากถูกนางมองด้วยสายตาแปลกๆกับเหน็บแหนมไม่กี่ประโยคก็แทบไม่ได้พูดคุยกับนางเป็กิจลักษณะสักครั้ง
“ขออภัยเ้าค่ะ วันหน้าข้าจะระวังมากกว่านี้”เฉินซือเยว่ผสานมือผงกศีรษะขออภัย เื่นี้นางผิดจริงหลายวันมานี้กลับเลยเวลาทุกวัน วันนี้ก็เลยเวลาไปมากไม่แปลกหากฮูหยินใหญ่จะไม่พอใจ
“ยังคิดจะมีวันหน้าอีก!"นางกดเสียงต่ำ ดวงตาของนางค่อนข้างปูดโปนทำให้ดูดุดันแม้จะไม่มีอารามโกรธขึง แค่ปรายมองผู้ใดก็พาให้คนกริ่นเกรงไม่กล้าสู้หน้าผนวกกับความเฉียบขาดเฉกเช่นคนผ่านโลกมามากยิ่งส่งให้นางน่าเคารพยำเกรงขึ้นไปอีก"มีสกุลอี้หย่งหนุนหลังไม่เห็นหัวข้าก็ได้ใช่ไหม”
เฉินซือเยว่สะดุ้งก้มหน้าน้ำตาคลอไม่กล้าเอ่ยวาจาต่อแม้ครึ่งคำ
หลัวเจี้ยนฮ่าวกัดฟันกำมือแน่น มีเพียงคนผู้นี้ที่เขายังไม่อาจต่อปากต่อคำใดๆด้วยได้ ทำได้เพียงสะกดกั้นความไม่พอใจไว้เท่านั้น
“พาท่านแม่ไปพักในเรือนก่อน”หลัวเจิ้งเหยียนหันไปบอกกับพี่สาวเมินเฉยสายตาดุดันที่ปรายมองมา
หลัวผู่เยว่ลังเลประคองมารดาไว้แต่ยังมิกล้าขยับไปไหนเพราะหวั่นเกรงฮูหยินใหญ่ที่เพียงปรายตามองมานางก็ตัวสั่นไปทั้งร่างแล้ว
“พี่สาวพาท่านแม่เข้าเรือนก่อน ยามดึกน้ำค้างแรงท่านแม่สุขภาพไม่ดีตากน้ำค้างนานๆจะล้มป่วยเอาได้"อันจื่อเทาไม่แยแสทุกสายตาที่มองมา เขาเอ่ยกับหลัวผู่เยว่เสียงอ่อนพร้อมรอยยิ้มบางเบาต่างจากเวลาต่อมาที่ทั้งสีหน้าและแววตานิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์"ท่านแม่ใหญ่ใจกว้างย่อมเข้าใจ”
สองแม่ลูกขาสั่นก้าวไม่ออกเมื่อถูกฮูหยินใหญ่มองมาตรงๆ อันจื่อเทาก้าวหน้ามายืนบังมองนางกลับด้วยสายตาแบบเดียวกัน
“เจียเจี่ยพาท่านแม่ไปพักได้แล้ว”หลัวเจิ้งเหยียนย้ำคำพร้อมดันหลังสองสตรีอันเป็ที่รักเบาๆ พวกนางถึงค่อยๆเดินเข้าไปในเรือนพลางก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบกับฮูหยินใหญ่แม้เพียงอึดใจ
“เลี่ยงชิง”
เลี่ยงชิงเห็นเ้านายผินหน้ามองมา เข้าใจในความหมายแต่ลังเลที่จะปฏิบัติตาม บ่าวน้อยตัวสั่นทว่าเมื่อถูกสายตาเ็าของเ้านายวาบผ่านอีกครั้งก็หลับหูหลับตาลากเจี้ยนฮ่าวตามหลังสองแม่ลูกเข้าไปโดยเร็ว
หลัวเม่ยหลินแม้จะร้ายกาจสักแค่ไหนแต่เมื่อเผชิญหน้ากับอดีตมาเฟียแรงกดดันย่อมต่างกัน ถึงยอมปล่อยคนไปได้ง่ายๆ หรือจะพูดให้ถูกคือพูดไม่ออกจนค้านไม่ทันต่างหาก
อี้หย่งเพ่ยซานอย่าว่าแต่กล้าท้าทายนางเช่นนี้เลย แม้แต่เงยหน้ามองตรงๆยังไม่กล้าทำ ใครจะคิดมาวันหนึ่งจะกล้าข่มนางด้วยสายตาต่อหน้าบ่าวรับใช้มากมาย ฮูหยินใหญ่แห่งสกุลหลัวผู้ใดเห็นย่อมต้องน้อมนอบกลับถูกลูบคมด้วยเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ซ้ำยังเป็ต้วนซิวน่ารังเกียจที่บังอาจทำให้ลูกชายคนเดียวของนางเสียชื่อเสียง
แววตาหญิงวัยกลางคนพลันดุร้ายจ้องเขม็งไม่ลดละ เพราะดูเบามันเกินไปถึงรอดมาลอยหน้าลอยตาท้าทายนางเช่นนี้!
“ปีกกล้าขาแข็ง เห็นคำสั่งสอนของข้าเป็แค่ลมพัดไปแล้ว”แม้ไม่พอใจแต่ฮูหยินใหญ่ก็ยังวางท่าสงบ หากแต่ดวงตาฉายแววอำมหิตขึ้นมาชั่วครู่เพียงกระพริบตาก็หายไป กระนั้นก็ยังดูน่ากริ่นเกรงสมกับอำนาจที่นางมี
เพราะคลุกคลีกับคนมาหลากหลายประเภทอันจื่อเทาจึงค่อนข้างความรู้สึกไวกับสายตาด้านลบของผู้คน ครั้นได้สบกับแววตาไม่ประสงค์ดีของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าสัญชาตญานร้องเตือนว่าคนผู้นี้ซ่อนเจตนาบางอย่างไว้ “หากท่านมาเพียงตำหนิเื่กลับดึก ท่านแม่ใหญ่สบายใจได้จักมิมีครั้งหน้าอีก”
ทุกสายตาจับจ้องมายังสะใภ้คนรองไม่เว้นแม้แต่ฮูหยินใหญ่ที่มีท่าทางแปลกใจเล็กน้อยกับคำเรียกขานที่เปลี่ยนไปของบุรุษตัดแขนเสื้อตรงหน้า
ที่ผ่านมาอี้หย่งเพ่ยซานจะเรียกนางว่าท่านแม่ ไม่ว่านางจะเอ็ดไปกี่รอบบุรุษหน้าไม่อายผู้นี้ก็ไม่เคยฟังเรียกขานนางว่าท่านแม่ไม่ขาดปากจนนางคร้านจะใส่ใจ มายามนี้แม้กิริยาวาจาจะน้อบน้อมอยู่บ้างทว่าสีหน้าแววตากลับเรียบเฉยมิมีกริยาประจบประแจงนางเช่นที่ผ่านมา
“เื่ทั้งหมดมิใช่เพราะเ้าหรอกรึ?”เข็มความไม่พอใจแบนมายังอันจื่อเทาแทน เข้าข้างหลัวเจิ้งเหยียนหักหน้านางเมื่อครู่ทำนางขุ่นเคืองไม่น้อยทั้งเื่ที่ล่อลวงหลี่ซูเซียนถึงขั้นเมามายไร้สติซ้ำบุตรชายคนโตสกุลอี้หย่งยังฉวยโอกาสอุ้มสะใภ้นางมาหยามถึงเรือน หากบุตรชายนางมิเห็นเสียก่อนไม่รู้จะเกิดสิ่งใดขึ้นกับซูเอ๋อร์บ้าง มาวันนี้ถือเป็โอกาสดีนางจะได้ชำระความ คืนความเป็ธรรมให้สะใภ้คนโปรด หลัวสุ่ยิบุตรชายนางจะได้คืนดีกับซูเอ๋อร์เสียที
“เกี่ยวอันใดกับข้าอีก?”อยู่ๆโดนกล่าวหาด้วยเื่อะไรก็ไม่รู้อันจื่อเทาไม่สบอารมณ์ขึ้นมาบ้างแล้วเสียงที่เอ่ยต่อมาจึงติดไปทางเย็นเยือบ
“มิใช่เ้าหรอกหรือล่อลวงซูเอ๋อร์ของข้าดื่มสุราจนเมามาย คิดทำให้นางเสียชื่อเสียงหรืออย่างไร”
อันจื่อเทาเลิกคิ้วหันไปสบตากับหลี่ซูเซียนซึ่งเ้าตัวมองอยู่ก่อนแล้วเมื่อสบสายตาศีรษะส่ายเบาๆ ปากอิ่มดั่งผลเชอรี่ขยับใจความว่า ผมไม่ได้พูดนะ
ไม่รุ้ว่าเป็คำแก้ตัวหรือมันไม่ได้ทำจริงๆ ได้พูดคุยกันไม่นานยังตัดสินถึงนิสัยใจคอไม่ได้ แต่ถึงเื่ที่หลัวเหม่ยหลินกล่าวมาจะเกิดจากความเข้าใจผิดหรือจากปากไอ้เด็กเกรียนมันก็ไม่ได้ต่างกันมากนักหรอก
“เหตุใดข้าต้องเปลืองแรงทำเื่ไร้ประโยชน์เช่นนั้นด้วย”
หลัวเหย่ยหลินเค้นเสียงหยัน ไม่ต้องเอ่ยออกมาก็รู้ได้ถึงประโยคต่อไป
อันจื่อเทาี้เีจะเยิ่นเย้อต่อ เดินออกไปเสียเฉยๆท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คน หลัวเหม่ยหลินโกรธจนหน้าแดงจัด ตวาดเสียงดังดึงไหล่คนก่อนเดินผ่านหน้าตนไว้
“ไร้มารยาท ผู้ใหญ่สั่งสอนเ้าคิดจะไปก็ไปได้หรือ!”
อดีตมาเฟียหยุดฝีเท้าผินหน้ามองด้วยสายตาเ็า แรงกดข่มหนักหน่วงกว่าก่อนหน้าถึงขั้นมือที่ดึงไหล่หดกลับไป หลัวเหม่ยหลินเหงื่อตกม่านตาหดเล็กลง ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าตนจะเกิดความยำเกรงในคนผู้นี้ขึ้นมา
“ยามนี้ก็ดึกมากแล้วหากแม่ใหญ่ไม่มีอันใดจะกล่าวต่อพวกเราคงต้องขอตัวไปนอนแล้ว”หลัวเจิ้งเหยียนเข้าไปหาภรรยาแตะมือบนไหล่ของเขาแรงกดข่มถึงลดลง ทั้งสองหันกลับมาผสานมือคำนับพอเป็พิธี“ท่านแม่ใหญ่เดินกลับดีๆนะขอรับ”
มือที่แตะไหล่เลื่อนมากุมมือจับจูงกันเดินเข้าเรือนไป
หลัวเหม่ยหลินยืนนิ่งจนน่ากลัว สายตามองตามหลังลูกเลี้ยงฉายแววมาดร้ายขึ้นมาอย่างไม่คิดปิดบัง ไม่มีใครกล้าหักหน้านางถึงเพียงนี้ แม้แต่เ้าบ้านสกุลหลัวยังต้องเกรงใจนางอยู่หลายส่วน
“ท่านแม่อย่าได้มีโทสะเลยนะเ้าคะ”หลี่ซูเซียนเข้าไปประคองแม่สามีอย่างรู้งานกล่าวประโลมมิให้นางเอาเื่ในยามนี้ เฮียนะเฮียไม่รู้จักประณีประนอมเอาซะเลย ตัวละครหลัวเหม่ยหลินสร้างมาเพื่อเป็กันชนให้กับพระเอกนางเอก เรียกได้ว่าไม่ต้องทำอะไรแค่มีหลัวเหม่ยหลินทุกอย่างจะราบรื้นตามที่หวัง หักหน้านางขนาดนี้จะอยู่สงบสุขได้กี่วันกันล่ะเนี่ย
“หึ! ดูเอาไว้เถิดซูเอ๋อร์กิริยาหยาบช้าเช่นนี้ หากยังอยู่ในจวนสกุลหลัวต่อจักต้องนำความเสื่อมเสียมาสู่ตระกูลเป็แน่”นั่นประไร งานเข้าแล้วเฮียเอ้ย เล่นกระตุกหนวดเจ๊ใหญ่ชีวิตสงบสุขจะเหลืออีกกี่วัน
“เ้าค่ะซูเอ๋อร์จะจำไว้ แต่ตอนนี้น้ำค้างเริ่มแรงแล้วเรากลับเรือนกันก่อนดีกว่านะเ้าคะ"แสร้งตัวสั่นอย่างกับว่าหนาวเต็มที หลัวเหม่ยหลินใรีบประคบประหงมลูกสะใภ้พากลับเรือนทันที หลี่ซูเซียนแอบโล่งใจ ต้องหาโอกาสมาเตือนเฮียไว้ก่อนแล้ว
.
.
.
อีกด้าน
“หักหน้าแม่ใหญ่เช่นนั้นเ้ามิกลัวนางโกรธเ้าหรือ”ร่างใหญ่เอนกายพิงขอบหน้าต่างสายตาทอดมองตามหลังสตรีผู้มีอำนาจรองจากเ้าบ้านสกุลหลัวจนลับสายตาแล้วจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเ้าของห้อง
“โกรธแล้วยังไง เื่ของนางสิ”เท้าเปล่าขาวนวลแช่ในอ่างน้ำอุ่น อันจื่อเทาเท้าสองแขนไปด้านหลังหลับพริ้มด้วยความผ่อนคลาย
หลัวเจิ้งเหยียนเกิดความลังเลขึ้นมาชั่วขณะ แต่ความอยากรู้ก็มีมากกว่าอยู่ดี “ตอนนี้…..เ้ายังมีใจให้พี่ใหญ่อยู่มากน้อย?”
“ไม่รู้สึกอะไรเลย”กล่าวด้วยท่าทีไม่ยี่หระ เขารับผ้าจากบ่าวน้อยมาซับตามใบหน้า “เ้าไปนอนเถอะ ข้าจัดการเองได้”
“ขอรับฮูหยิน”บ่าวน้อยรับคำวางอ่างน้ำอุ่นไว้โต๊ะข้างเตียง ผ้าชุบน้ำอุ่นอีกผืนวางบนขอบอ่างจากนั้นค่อยๆถอยออกไปแล้วปิดประตู
ประตูปิดลงอันจื่อเทาจึงหันมองอีกคนในห้อง “เ้าไม่ไปพักผ่อนหรือ?”
หลัวเจิ้งเหยียนเดินมาหยุดหน้าเตียงหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นอีกผืนขึ้นมาซับใบหน้าบ้าง "เรือนหลังนี้พึ่งสร้างใหม่ เดาว่าคงไม่มีส่วนของห้องข้า?”
จะว่าไปอันจื่อเทาลืมนึกเื่นี้ไปเลย เรือนใหม่แม้จะใหญ่กว่าเรือนเดิมมากแต่เน้นพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน ห้องหับจึงมีไม่มาก เรือนปีกซ้ายมีเพียง3ห้องปีกขวาเล็กกว่าปีกซ้ายมีแค่2ห้องคือห้องของเขากับบ่าวน้อย ไม่มีห้องของหลัวเจิ้งเหยียนจริงๆ
“แต่ละห้องในเรือนกว้างขวางเทียบได้กับสองห้อง ไปขอแบ่งกับน้องเ้าสิ”กล่าวพลางถอดเสื้อตัวนอกกับตัวกลางออกเหลือแค่ตัวใน สาปเสื้อแหวกออกกว้างค่อยๆซับผ้าชุบน้ำอุ่นไปตามเรือนกาย ทุกการกระทำเป็ธรรมชาติประหนึ่งทำกิจวัตรประจำวันอยู่ลำพังคนเดียว
โลกเดิมอันจื่อเทาเคยชินกับการอาบน้ำก่อนนอนหากไม่ใช่่นี้เป็่ปลายฤดูใบไม้ผลิอากาศหนาวเย็นคงอาบน้ำไปแล้ว ทำได้มากสุดแค่ใช้ผ้าเช็ดแก้ขัดไปก่อนไม่ให้เหนียวตัวเกินไป
หลัวเจิ้งเหยียนผินหน้าไปอีกทางเช็ดตามหน้าและลำคอตัวเองเงียบๆ อยู่นานสองนานก็ยังไม่เอ่ยสิ่งใด กระทั่งอันจื่อเทาเช็ดตัวให้ตัวเองเสร็จไปจนถึงเปลี่ยนเสื้อตัวในใหม่เรียบร้อยพร้อมนอน คนที่เช็ดหน้าเช็ดคอตัวเองจนแดงเถือกไปหมดวางผ้าไว้ขอบอ่างจากนั้นขึ้นมานอนบนเตียงหน้าตาเฉย
“….”อันจื่อเทานั่งอยู่ขอบเตียงมองคนคลานเข้าไปส่วนในของเตียงดึงผ้าห่มคลุมกายล้มตัวลงนอนราวกับกำลังทำเื่สมควรทำอย่างยิ่ง
“สามีภรรยาแต่งงานใหม่แยกห้องกันนอนประเดี๋ยวเป็ที่ขบขันของผู้คนเอาได้”
คนฟังเลิกคิ้ว "มิใช่ว่าก่อนหน้าแยกเรือนกันอยู่หรอกหรือ?"
หลัวเจิ้งเหยียนดวงตาล่อกแล่กอย่างคิดหาเหตุผลฟังขึ้นมาหักล้าง ทว่ายิ่งคิดยิ่งพบว่าไม่เข้าท่าเลยสักอย่าง สุดท้ายเขาผ่อนลมหายใจยกแขนสอดใต้ศีรษะเงยหน้ามองคนร่วมห้อง “กล่าวกับเ้าตามตรง ั้แ่จำความได้ บิดาของข้าไม่เคยแม้แต่จะอุ้มข้า เจียเจี่ย หรือ อาฮ่าว ไม่เคยยิ้มให้ ไม่เคยหยอกล้อ หรือแม้กระทั่งมาค้างคืนที่เรือนท่านแม่ ผิดกับลูกคนอื่น บิดาทั้งเอาใจ ถนุถนอม เลี้ยงดูเป็อย่างดี”
น้ำเสียงผ่อนหนักเบาไม่ได้มีเค้าของความโศกเศร้า ออกไปทางไม่แยแสมากกว่า
แม้จะไม่เข้าใจเหตุใดจู่ๆคนผู้นี้เล่าให้ตนฟังทำไมแต่อันจื่อเทาก็ไม่คิดขัด ร่างโปร่งเอนกายลงนอนบ้างผ้าห่มผืนเดียวกันถูกยกขึ้นมาคลุมกาย เขานอนหงานมองเพดานเตียงฟังเงียบๆ
“ข้าเคยโหยหาความรักจากบิดา หวังว่าจะอยู่ในสายตาบิดาบ้าง ถึงขั้นคิดว่าเพราะข้าไร้สามารถหรือบิดาถึงไม่สนใจ จนใจเรือนของเราไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าสถานศึกษา ข้าไร้ความรู้ไม่อาจทำการค้าได้ ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวมีแค่กำลังที่มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน”เจิ้งเหยียนหยุดไปแขนข้างที่วางข้างตัวยกรองศีรษะสายตาหยุดวางยังเพดานเตียง “ข้าจึงฝึกฝนตนเองอย่างหนักคิดว่าหากแข็งแกร่งจะปกป้องสกุลหลัวได้ จะได้อยู่ในสายตาบิดาบ้าง แต่ลูกชังไม่ว่าจะดิ้นรนยังไงก็ไร้ประโยชน์ นอกจากทำให้บิดาหันมามองไม่ได้แล้วยังเป็จุดด่างพร้อยของตระกูลอีก”
“นับั้แ่ข้าตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้ ความปรารถนาลมๆแล้งๆในอดีตก็ค่อยๆเลือนหายไปเหลือเพียงความ้าพาครอบครัวของข้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้ในสักวัน ออกไปมีชีวิตในแบบของพวกเราเองไม่ต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาผู้ใดอีก"กล่าวถึงตรงนี้เจิ้งเหยียนพลิกกายตะแครงเข้าหาคนข้างกาย อันจื่อเทาแค่ปรายตามองแวบเดียว"และอีกหนึ่งความตั้งใจคือข้า้ามีภรรยาเพียงหนึ่งเดียว ไม่ต้องแบ่งใจไปหลายทางดีกับคนผู้เดียว มีลูกไม่ต้องแบ่งแยกว่าลูกแม่คนไหน ไม่มีแม่ใหญ่แม่รอง มีเพียงท่านแม่ผู้เดียว”
ความฝันวัยหนุ่มเป็สิ่งที่ชายหนุ่มหลายๆคนต้องเคยวาดฝันกันทั้งนั้น ทว่าความปรารถนาอันดีงามนี้ต่างอะไรกับถูกพังทลายไปแล้วล่ะ แต่งบุรุษกำเนิดทายาทให้ไม่ได้นับเป็ความอัปยศพอแล้วซ้ำบุรุษคนที่ว่ายังนิสัยไม่น่าเข้าใกล้ถึงที่สุด หลัวเจิ้งเหยียนต้องกล่ำกลืนความไม่เป็ธรรมขนาดไหนกัน อันจื่อเทารู้สึกเห็นใจขึ้นมาสายตาที่มองอีกฝ่ายจึงอ่อนลงเล็กน้อยตะแคงข้างหันสบตากันตรงๆ
“ถูกบังคับแต่งกับเ้าในตอนนั้นข้าคิดว่าเป็ความผิดพลาดสูงสุดในชีวิต โทษฟ้าดินยกใหญ่ไฉนไม่ให้ความเป็ธรรมกับคนอย่างข้าบ้าง แต่ถึงที่สุดข้าก็ไม่คิดแต่งภรรยาอีกให้เป็ทุกข์ของผู้ใด ความปรารถนาดอกท้อพังไปช่างหัวมัน สิ่งที่ข้า้าสูงสุดคือครอบครัวมีความเป็อยู่สุขสงบ แต่จนใจในครอบครัวของข้ามีเ้าด้วยอีกทั้งเ้าเปรียบดั่งดวงใจท่านเ้าสำนักจะปล่อยปะละเลยหาทำได้ไม่ ภายภาคหน้าชีวิตข้าคงไม่ราบรื้นแล้ว”เจิ้งเหยียนยื่นมือออกไปวางแนบกับแก้มคนอีกฝั่ง จุดรอยยิ้มอ่อนโยนตรงมุมปาก“ถึงตอนนี้ความตั้งใจข้ายังคงเดิม อี้หย่งเพ่ยซานขอร้องเ้า อย่าได้เปลี่ยนไปอีกเลย”
ฝ่ามืออุ่นที่แนบลงมาราวกับช่วยลดทอนความเ็าในดวงตาคู่งามลง อันจื่อเทานิ่งฟังยังไม่ได้ตอบสิ่งใดออกไป
“เ้าที่เป็เช่นนี้ทำใจข้าลดทอนความหนักอึ้งลงไปมากกว่าครึ่ง ข้าไม่ปรารถนาให้เ้าดีเลิศกว่าใคร ขอเพียงเ้าดีกับแม่ข้า ดีกับพี่น้องข้า อยู่กันอย่างสงบไม่ตั้งแง่รังเกียจเดียดฉันท์กันเช่นกาลก่อน”รอยยิ้มชายหนุ่มละมุนขึ้นอีกขั้น แววตาห่างเหินที่ใช้มองกันตลอดมาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ก่อนหน้าข้าเคยบอกเ้าว่า มาทำความรู้จักกันใหม่ เ้าจะให้คำตอบข้าได้หรือยังเพ่ยซาน”
คนฟังหวนนึกไปถึงเมื่อตอนหัวค่ำ ตอนนั้นเขายังไม่รู้เจตนาอีกฝ่ายจึงไม่ได้ตอบสิ่งใดออกไปประจวบเหมาะกับผู่เยว่ตามไปกินข้าวพอดีบทสนทนาจึงถูกพับเก็บไป ไม่คิดว่าหลัวเจิ้งเหยียนจะนำมันกลับมาถกอีกครั้งซ้ำยังเกริ่นมาเสียมากมาย แต่ก็ดีเหมือนกันมันทำให้เขากระจ่างถึงเจตนาของคนผู้นี้
อันจื่อเทาวางมือลงบนมือที่แนบแก้มตน ขยับใบหน้าเข้าใกล้อีกนิด“ข้าในตอนนี้ไม่แน่ว่าจะดีกว่ากาลก่อน อาจเลวร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ เ้าคิดดีแล้วหรือที่จะผูกมัดกับคนอย่างข้า?”
“ข้าถึงบอกให้เรามาทำความรู้จักกันใหม่ไง ค่อยๆเรียนรู้กันไปเรายังมีเวลาอีกมาก”
อันจื่อเทาชักมือกลับพร้อมปัดมืออีกคนออกไป เมื่อครู่แค่อยากพิสูจน์ตนรู้สึกกับัับุรุษด้วยกันไปในทิศทางไหน ไม่ได้รู้สึกรังเกียจแต่ก็ไม่ได้ชมชอบทว่าแค่นี้จะวัดสิ่งใดได้ เอาเป็ว่าลองดูก่อนก็ไม่เสียหาย อย่างน้อยๆการมีสหายสักคนก็ไม่ได้แย่…
“อืม”
เจิ้งเหยียนใจเสียกับการปฏิเสธก่อนหน้า คิดไปแล้วว่าบุพเพดอกท้อในชาตินี้ของตนคงหมดหวังแล้ว ขณะกำลังปลอบใจตัวเองเสียงคล้ายมีคล้ายไม่มีจากอีกคนดึงความสนใจกลับไปอีกครั้ง ชายหนุ่มจากหลุบตาต่ำรีบเงยมองทันใด เห็นถึงรอยยิ้มบางๆตรงมุมปากคนตรงหน้ากับการพยักหน้าเบาๆสำทับคำ
“หากถึงที่สุดแล้วตัวข้าไม่เป็ดั่งเ้าคิด ความสัมพันธ์ฉันท์สหายก็ไม่ได้แย่ใช่ไหม”
อันจื่อเทาตัดสินใจเดิมพัน เสี่ยงดวงดูสักครั้ง สิ่งที่ไม่เคยวาดฝันในชีวิตก่อนหากจะลองดูสักครั้งถือเป็การเปิดหูเปิดตา อย่างน้อยๆความรักกลมเกลียวของครอบครัวนี้ได้สั่นคลอนดวงใจอันด้านชาของมาเฟียร้ายอย่างเขาไปนานแล้ว
**********************************