จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกทันทีที่เขาตั้งท่าจะจบหัวข้อสนทนานี้ โทรศัพท์มือถือก็สั่นแจ้งเตือนขึ้นมาเขาจึงหลุบสายตาลงมองหน้าจอ มันเป็นข้อความจากสวีเหริน
[ขออภัยครับประธานจี้ พอดีหัวหน้าภาควิชานัดผมพบเป็นการด่วนช่วงบ่ายผมอาจจะเข้าไปช้าหน่อยนะครับ]
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกเล็กน้อยพลางนึกถึงเรื่องที่ทนายหลิวติดต่อเขามาเมื่อวานซืนว่าทางมหาวิทยาลัยมีท่าทีจะประนีประนอมแบบขอไปทีดูท่าคงไม่พ้นจะกล่อมให้สวีเหรินยอมความ...
เดี๋ยวก่อนสิจี้เยี่ยนจื๋อชะงักงันในใจ
การที่สวีเหรินค้นพบวัสดุใหม่นี้ได้ส่วนหนึ่งได้รับคำชี้แนะและแรงบันดาลใจมาจากจี้ทิง ดังนั้นตามหลักการแล้วจี้ทิงย่อมมีส่วนในสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญากึ่งหนึ่ง
ของของจี้ทิงก็คือของตระกูลจี้หวังเจี้ยนหมิงไอ้สารเลวนั่นกล้าดียังไงถึงมาขโมยของของคนตระกูลจี้แบบนี้เห็นทีคงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ
สถานการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนไปในพริบตาจี้เยี่ยนจื๋อคว้าผ้าเช็ดปากบนตักโยนลงโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้นทันที
พ่อบ้านตกตะลึง“คุณชายใหญ่ครับ จะไม่ทานต่อแล้วหรือครับ?”
“ไม่ทานแล้ว ทางสวีเหรินมีเรื่องด่วน ฉันจะออกไปข้างนอกหน่อย”
จี้ทิงได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน“เขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อครุ่นคิดครู่หนึ่งเขารู้สึกว่าการปล่อยจี้ทิงไว้ที่บ้านตามลำพังนั้นดูจะอันตรายเกินไป จึงเอ่ยว่า“นายถามสวีเหรินดูว่าเขาอยู่ที่ไหนเรื่องอื่นค่อยไปคุยกันระหว่างทาง”
ก่อนจะพ้นประตูบ้านจี้ทิงปลีกตัวกลับขึ้นไปหยิบของบางอย่างบนห้องจากนั้นทั้งคู่จึงมุ่งหน้าออกเดินทาง
เมื่อขึ้นรถจี้ทิงก็ต่อสายโทรศัพท์ออกไปสวีเหรินแจ้งว่าหัวหน้าภาควิชานัดพบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้กับมหาวิทยาลัย
“บอกเขาว่า อย่าเพิ่งเข้าไปจนกว่าเราจะไปถึง”
จี้ทิงถ่ายทอดคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อสวีเหรินจึงตอบตกลงว่าจะรออยู่บริเวณใกล้ๆ ร้านอาหาร
หลังจากวางสายจี้ทิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถ คล้ายกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดบางอย่าง
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางนั้นจึงเปรยขึ้น“นายไม่คิดจะถามฉันหน่อยเหรอว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
[ไม่ถามก็รู้ ที่ทางมหาวิทยาลัยนัดเจอข้างนอกสถานศึกษาแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าต้องการจะกล่อมให้สวีเหรินยอมจบคดีเพื่อรักษาชื่อเสียง]
จี้ทิงค่อยๆหันหน้ากลับมา ก่อนจะเอ่ยปากถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งจะได้ยินเสียงในใจจบพอเห็นเจ้าตัวแสร้งทำเป็นไขสือต่อหน้าเขาก็เกือบจะหลุดหัวเราะหยันออกมา
มิน่าล่ะอยู่ใต้จมูกเขามาตั้งหลายปีถึงไม่มีใครจับสังเกตได้ทักษะการแสร้งทำเป็นโง่เขลาเบาปัญญานี่เรียกได้ว่าเนียนกริบจนเป็นธรรมชาติจริงๆ
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ดีอยู่แล้วจี้เยี่ยนจื๋อก็คร้านจะอธิบาย “ไปถึงเดี๋ยวนายก็รู้เอง”
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมาณ ร้านกาแฟข้างร้านอาหารเป้าหมาย
“นายมาทำอะไรที่นี่?”
จี้เยี่ยนจื๋อมองไปยังลู่เหยียนชูที่ยืนอยู่ข้างสวีเหรินทั้งสีหน้าและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่คิดปิดบัง
ลู่เหยียนชูละสายตาจากข้างกายอีกฝ่ายพลางคลี่ยิ้มตอบ “ผมเพิ่งได้ยินเรื่องของเสี่ยวสวีเลยตั้งใจมาช่วยน่ะครับ” พูดจบเขาก็หันไปทักทายจี้ทิง“จี้ทิง เราพบกันอีกแล้วนะ”
จี้ทิงยังไม่ทันจะอ้าปากจี้เยี่ยนจื๋อก็แค่นเสียงเย็น “คนอย่างนายจะช่วยอะไรเขาได้เรื่องพวกงานวิจัยหรือวิชาการน่ะ นายมีความรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?”
มุมปากของลู่เหยียนชูยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม“ผมจะรู้หรือไม่รู้น่ะไม่สำคัญหรอกสำคัญที่ทนายของผมเขารู้เรื่องดีก็พอ”
จี้ทิงเห็นทั้งคู่เริ่มเปิดศึกฝีปากกันอีกครั้งจึงส่งสัญญาณให้สวีเหรินเดินเลี่ยงไปคุยกับเขาที่ด้านข้าง
“อาจารย์จี้ ทำไมอาจารย์ถึงมาด้วยล่ะครับ” สวีเหรินมักจะรู้สึกเสมอว่าเวลาของจี้ทิงนั้นมีค่ามหาศาลไม่ควรจะมาเสียเวลาทิ้งกับเรื่องของเขา
จี้ทิงไม่ตอบแต่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาแล้วติดมันลงที่ปลายแขนเสื้อไหมพรมของสวีเหรินอย่างเบามือ
เมื่อติดเสร็จสวีเหรินก็ยกแขนขึ้นมาดูด้วยความสงสัย “นี่คืออะไรเหรอครับ?”
จี้ทิงเอ่ยเรียบๆ“เครื่องดักฟัง อย่าถอดออกล่ะ”
สวีเหรินเข้าใจเจตนาได้ในทันทีเขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ครับผมจะซ่อนมันไว้ให้มิดชิดที่สุด”
เลยเวลาที่นัดไว้มาสิบห้านาทีแล้วสวีเหรินจึงเอ่ย “อาจารย์จี้ครับผมต้องรีบไปที่ร้านอาหารแล้ว”
จี้ทิงได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองชายหนุ่มสองคนที่ยังทะเลาะกันไม่เลิกราแล้วคิดในใจเงียบๆ [ไม่อยากอยู่กับสองคนนี้เลยแฮะฉันเข้าไปเป็นเพื่อนสวีเหรินดีกว่า]
จี้เยี่ยนจื๋อและลู่เหยียนชูที่ได้ยินเสียงในใจนั้นพลันชะงักกึกพร้อมกัน
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มลงทันทีเขาตะโกนเรียกเสียงเข้ม “เจ้าหูน้อยจี้ มานี่!”
ชื่อเล่นของจี้ทิงคือเจ้าหูน้อยงั้นเหรอลู่เหยียนชูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ช่างเป็นชื่อที่ดูน่ารักไม่เบา
จี้ทิงเดินตรงเข้ามา“ผมจะไปเป็น...”
“นายไม่ต้องไปยุ่งเลย” จี้เยี่ยนจื๋อคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเขาแล้วดึงมาไว้ข้างกายก่อนจะหันไปสั่งสวีเหริน “คุณเข้าไปคนเดียวจำไว้ว่าต้องอัดเสียงมาให้ได้”
สวีเหรินยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง“เอ่อ... ครับ งั้นผมขอตัวเข้าไปก่อนนะครับ”
หลังจากมองตามแผ่นหลังของสวีเหรินที่หายเข้าไปในร้านจี้เยี่ยนจื๋อก็ถอนสายตากลับมาแล้วเอ่ยเสียงกร้าว “ลู่เหยียนชูเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย นายกลับไปได้แล้ว”
หมอนี่เองก็เป็นอีกคนที่ได้ยินเสียงในใจของเจ้าหูน้อยจี้ขืนปล่อยให้อยู่ที่นี่ต่อไปต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่
ลู่เหยียนชูยกยิ้มบางๆมีหรือที่เขาจะยอมถอยง่ายๆ “เสี่ยวสวีนั่งรถผมมาผมก็ต้องรอรับเขากลับสิครับ จริงไหมจี้ทิง?”
จี้ทิงที่กำลังใจลอยอยู่พอถูกเรียกชื่อกะทันหันก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮะ?...ครับ?”
ลู่เหยียนชูกำลังจะพูดต่อแต่กลับถูกจี้เยี่ยนจื๋อตวัดสายตาพิฆาตใส่เสียก่อนจากนั้นเขาก็ลากจี้ทิงก้าวเข้าไปในร้านอาหารทันที
ห้องรับรองของสวีเหรินตั้งอยู่บนชั้นสองที่ชื่อว่าหอชมสมุทร ส่วนพวกเขาทั้งสามคนนั่งรอกันอยู่ในห้องหอชมลม ซึ่งอยู่ติดกัน
ทันทีที่ก้าวเข้าห้องมาจี้เยี่ยนจื๋อก็เห็นโต๊ะเก้าอี้ที่มันวับไปด้วยคราบน้ำมันจนหัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น
ร้านอาหารแถวมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นร้านราคาย่อมเยาสภาพสุขอนามัยย่อมเทียบไม่ได้กับคลับระดับสูงที่จี้เยี่ยนจื๋อเข้าออกเป็นประจำดังนั้นพออีกสองคนจะนั่งลงเรียบร้อยแล้วเขาก็เลยกลายเป็นคนเดียวที่ยืนค้างอยู่ตรงนั้นอย่างขัดหูขัดตา
จี้ทิงเงยหน้ามองเขาด้วยความไม่เข้าใจ“พี่ไม่นั่งเหรอครับ?”
ถามจบเขาก็พลันนึกขึ้นได้[อ๋อ จี้เยี่ยนจื๋อเป็นพวกคลั่งความสะอาดนี่นา]
ลู่เหยียนชูได้ยินดังนั้นจึงเท้าคางเอ่ยด้วยท่าทีเป็นมิตร“ถ้าประธานจี้มีธุระด่วนก็เชิญไปจัดการก่อนได้นะครับทางนี้ผมดูแลเองได้”
จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่เขาหนึ่งทีก่อนจะกัดฟันกรอดแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายจี้ทิง
จี้ทิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเขารู้ดีว่าการก้าวข้ามอุปสรรคทางจิตใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย“พี่ไม่รู้สึกแย่เหรอครับ?”
นิ้วมือของจี้เยี่ยนจื๋อขยำเข้าหากันแน่นตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกแย่จนอยากจะออกไปจากที่นี่เต็มที
เมื่อเห็นแบบนั้นจี้ทิงจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา “ผมแอบติดเครื่องรับเสียงไว้ที่ตัวสวีเหรินเรามาลองฟังกันเถอะว่าทางนั้นคุยอะไรกันบ้าง”
[บางทีถ้ามีเรื่องให้เบี่ยงเบนความสนใจจี้เยี่ยนจื๋ออาจจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง]
หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบนวดเบาๆความรู้สึกอุ่นซ่านแกมหัวใจพองโตอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแผ่กระจายไปทั่วอกทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปมองจี้ทิงริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “อืม...ลองฟังดู”
ลู่เหยียนชูเหลือบมองทั้งสองคนสลับไปมาก่อนจะลดสายตาลงเงียบๆ โดยไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดสิ่งใดอยู่
จี้ทิงวางโทรศัพท์ลงกลางโต๊ะหมุนแล้วแตะที่หน้าจอเบาๆ จากนั้นเสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังรอดออกมาทันที
"ครั้งนี้ฉันมาคุยกับนายในนามของมหาวิทยาลัย อยากจะเปิดอกคุยกันตรงๆนายมีข้อเรียกร้องอะไรเสนอมาได้เลย ไม่ต้องห่วง ฉันปิดมือถือไปแล้วไม่มีการอัดเสียงแน่นอน"
ทางนั้นเงียบไปครู่หนึ่งมีเสียงขยับสิ่งของดังขึ้นตามมา ก่อนจะเป็นเสียงของสวีเหรินที่เอ่ยว่า"ผมก็ปิดแล้วเหมือนกันครับ"
ดูเหมือนอาจารย์อู๋จะพอใจกับการกระทำของเขามากจึงหัวเราะออกมาเบาๆ "อาจารย์มองคนไม่ผิดจริงๆนายเป็นเด็กดีและหนักแน่นมาก"
"อาจารย์อู๋ครับ ที่คุณบอกว่ามาคุยในนามมหาลัยถ้าอย่างนั้นสิ่งที่คุณพูดในวันนี้ ถือเป็นตัวแทนจากทางมหาลัยทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ?"
อาจารย์อู๋เป็นพวกเขี้ยวลากดินเขาจึงตอบเลี่ยงอย่างมีชั้นเชิง "ในเมื่อฉันมาคุยเองขนาดนี้แล้วนายคิดว่ามันหมายความว่ายังไงล่ะ มีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามาทางเราจะพยายามจัดการให้ตามความเหมาะสม"
สวีเหรินเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและทรงพลัง "หวังเจี้ยนหมิงขโมยผลงานวิจัยของผมไป ผมไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นนอกจากให้เขาได้รับบทลงโทษที่เขาสมควรจะได้รับครับ!"