ตอนที่ 15
ณ บายไนท์บาร์
ภายในบาร์ที่ตกแต่งสไตล์เรียบๆ แต่เป็ที่นิยมของเหล่ายมทูตและผู้นำทางิญญาเพราะราคาเครื่องดื่มเป็มิตรต่อกระเป๋าตังค์น้อยๆ ของพวกเขา ซึ่งบาร์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่หัวมุมถนนแห่งหนึ่งภายในย่านบันเทิงของมิติกึ่งกลางอันคึกคัก
ในวันที่เงินเดือนของสำนักงานิญญามิติกึ่งกลางออกแบบนี้ ทำให้ทุกโต๊ะภายในบาร์เต็มไปด้วยกลุ่มคนในชุดสูทสีเทาที่มาดื่มฉลองกันตามประสาคนมีเงินเข้ากระเป๋า
ซึ่งหนึ่งในมนุษย์เงินเดือนเ่าั้ย่อมรวมถึงกลุ่มของแซ็กที่นั่งดื่มกันอยู่ที่โต๊ะริมระเบียงซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหัวมุมถนนอันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากมิติต่างๆ ที่สัญจรไปมาได้จากชั้นสอง
“รักนายจังเลยแซ็ก นายยังเป็คนที่รู้ใจฉันที่สุดเหมือนเดิม” ฟอร์เรสท์ใช้ท่อนแขนล่ำๆ คล้องคอของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเข้มที่กำลังเทเครื่องดื่มใส่แก้วให้เขาอย่างรู้ใจ พลางพร่ำเพ้อด้วยท่าทางอันเสเพลไปด้วย
“พูดแบบนี้ฉันหึงนะ” ลุคที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างกันหันมาเอ่ยเสียงเย็นพลางคว้าเอาแก้วเบียร์ของฟอร์เรสที่แซ็กพึ่งจะเติมเบียร์เสร็จ ไปดื่มเป็การประชด
“ก็แหงล่ะ นายเอาแต่ติดมือถืองี่เง่านั่นแทนที่จะติดฉัน” ฟอร์เรสท์ยู่หน้าพลางบ่นกระปอดกระแปดด้วยท่าทางงอนๆ
“มันเป็ความผิดของฉันเหรอ?” อีวานมองชายสองคนที่กำลังทะเลาะกันโดยไม่วายเอาแซ็กเข้าไปพัวพัน แล้วถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ
อันที่จริงชายหนุ่มพอจะเดานิสัยของฟอร์เรสท์ออกอยู่หรอกเพราะพวกเขามักจะเจอกันที่สำนักงานิญญาสาขาเมืองนาฟรี่ย์อยู่บ่อยๆ แต่กระนั้นแล้วเขาก็ไม่คิดว่า จะเจอเื่จุกจิกของคู่รักอันน่าหน่ายในปาร์ตี้ฉลองเงินเดือนออกแบบนี้
“ดีจังเลยนะ ในที่สุดเขาก็ได้อยู่กับคนที่เขาอุตส่าห์วิ่งวุ่นไปดูที่ร้านขายกระจกทุกเดือนสักที” ขณะที่อีวานกำลังแอบฟังคู่รักทะเลาะกันเงียบๆ แคร์ลที่นั่งอยู่ใกล้กันก็หันมาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอันสดใส
“คุณพูดถึงอะไรเหรอ?” อีวานกะพริบตาปริบๆ ด้วยความไม่เข้าใจ แล้วหยิบแก้วเบียร์ขึ้นมากระดก
“ก็แซ็กน่ะสิ ก่อนที่คุณจะมาน่ะ เขาชอบไปที่ร้านขายกระจกประจำเลยล่ะ” แคร์ลเอ่ยถึงเด็กหนุ่มคลั่งรักที่ใช้เวลาว่างไปกับการแวะเวียนไปดูโซลเมทของเขาที่ร้านขายกระจกด้วยสุ้มเสียงอันเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ผมถามได้ไหมว่า เขาไปทำอะไรที่นั่น?” อีวานไม่เข้าใจว่า ร้านขายกระจกเกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างไร ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกตามประสาคนที่ยังท่องไปไม่ทั่วมิติกึ่งกลาง
คนที่เที่ยวเล่นในมิติกึ่งกลางจนครบทุกซอกทุกมุมแล้วต่างก็รู้กันดีว่า ร้านขายกระจกมีเครื่องมือเวทย์ชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้คนที่อยู่มิติกึ่งกลางสามารถมองเห็นโซลเมทที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ที่โลกคนเป็ได้
ด้วยความที่เครื่องมือเวทย์นี้มีเพียงชิ้นเดียวในมิติกึ่งกลาง จึงทำให้ราคาค่าใช้บริการในแต่ละครั้งค่อนข้างสูง
“ก็ไปดูโซลเมทของเขาน่ะสิ นายไม่รู้หรอกว่าค่าใช้จ่ายสำหรับดูแต่ละครั้งน่ะ ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ ปกติก็ไม่มีใครไปเสียเงินกับเื่ไร้สาระแบบนั้นหรอก จะมีก็แต่เ้าหมอนั่น” ไซม่อนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หันมากเผาเ้าเด็กข้างห้องให้อีวานฟังพลางกระดกเบียร์ด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
“พวกนายพูดเื่อะไรกันอ่ะ?” ก่อนที่อีวานจะได้ถามต่อ แซ็กที่สะบัดตัวหลุดจากท่อนแขนล่ำๆ ของฟอร์เรสท์ก็ะโเข้ามาในวงสนทนาเสียก่อน
“เปล่าหรอก แค่กำลังคุยกับอีวานเื่ที่ว่า ถ้านายบังเอิญได้กลับไป พวกเราคงจะเหงาแย่เลยน่ะสิ” ไซม่อนเอ่ยปัดยิ้มๆ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างแเี อย่างกับว่าเมื่อครู่นี้พวกเขาไม่ได้กำลังนินทาแซ็กอยู่อย่างไรอย่างนั้น!
“ฉันไม่กลับหรอกน่า” แซ็กคลี่ยิ้มกวนๆ พลางเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจ จากนั้นจึงยกแก้วเบียร์ขึ้นมากระดกลงท้องไปอึกใหญ่
“ถ้ากลับได้นายก็ควรกลับ” คำตอบของแซ็กทำให้อีวานต้องเอ่ยกับคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันตรงๆ ด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม
“ใช่แล้วล่ะ กลับไปใช้ชีวิตให้คุ้มแล้วค่อยไปที่แท่นตัดสินชะตากับอีวาน ฉันสัญญาเลยว่า ฉันจะเป็คนไปรับนายเอง” ฟอร์เรสท์ที่ไม่รู้ว่าทะเลาะกับลุคเสร็จตอนไหนหันมาขยิบตาให้แซ็ก โดยไม่วายที่จะใช้ฝ่ามือใหญ่ๆ ของเขาตบไปที่หลังของเด็กหนุ่มจนเกิดเสียงดัง ‘พลั่ก’ อีกสองสามที
“แค่แวะไปเยี่ยมเขาก็ได้ไม่ใช่เหรอ?” อีวานเอ่ยด้วยสุ้มเสียงที่มีความสงสัยเจืออยู่ เนื่องจากเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมเพื่อนร่วมโต๊ะถึงพูดเหมือนกับจะไม่ได้เจอแซ็กอีก
“ไม่ได้หรอกอีวาน” แซ็กส่งยิ้มบางๆ ให้อีวานพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลาย จากนั้นเขาก็ยกเบียร์ขึ้นมาซดอีกหนึ่งอึก
“คนเป็ที่เคยมาเยือนมิติกึ่งกลางแล้ว จะไม่สามารถมองเห็นกายเนื้อของพวกเราได้ จนกว่าพวกเขาจะหมดอายุขัย” อีริคที่นั่งฟังพวกเขาเงียบๆ มาโดยตลอดเอ่ยข้อเท็จจริงที่เขาเคยเห็นผ่านตา เมื่อนานมาแล้วให้อีวานฟังเสียงขรึม จากนั้นเขาก็หยิบไก่ทอดบนจานเบื้องหน้าไปวางไว้บนจานของไซม่อนด้วยท่าทางอันนุ่มนวล
“ใช่ พอนายกลับไปเป็คนเป็แล้ว นายก็จะเหงาเพราะมองไม่เห็นพวกเรา” ฟอร์เรสท์เอ่ยเย้ากึ่งหัวเราะพลางพาดแขนลงไปบนไหล่ของแซ็กแล้วออกแรงเขย่าเด็กหนุ่มเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
“พูดอะไรของนายเพ้อเจ้อชะมัด! ก็บอกแล้วไงว่า ฉันไม่กลับไปหรอก” แซ็กปล่อยให้ฟอร์เรสท์โยกไปมาพลางหัวเราะขันไปด้วย จากนั้นเขาก็โยนถั่วที่อยู่ในถ้วยใกล้ๆ เข้าปากด้วยท่าทางกวนๆ
อีวานนิ่งมองแซ็กครู่หนึ่ง จากนั้นจึงก้มลงหยิบแก้วเบียร์ขึ้นมาด้วยความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ เมื่อรู้ว่า หากวันใดวันหนึ่งที่แซ็กกลับไป พวกเขาจะไม่ได้เจอกันอีกจนกว่าแซ็กจะหมดอายุขัย
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พวกเขาจะพบกันอีกครั้งที่แท่นตัดสินชะตา จากนั้นก็หลงลืมกันไปตลอดกาลเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
..ไม่มีแซ็ก ไม่มีอีวาน กลายเป็มนุษย์คู่หนึ่งที่ตัวเขาในตอนนี้ไม่รู้จักอีกต่อไป
สามวันต่อมา
เนื่องจากการใช้บัตรผู้นำทางิญญาไปใช้จับจ่ายที่ร้านสะดวกซื้อทำให้อีวานรู้สึกแปลกๆ ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจึงตัดสินใจไปทำบัตรกดเงินในที่สุด
ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีดำสนิทนั่งมองบัตรเอทีเอ็มในมือที่เขาบังคับแซ็กให้พาไปทำที่ธนาคารกลางของมิติกึ่งกลาง แล้วคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความพึงพอใจอยู่บนโซฟา จนกระทั่งแซ็กเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับถุงขยะในมือ
ท่าทีของอีกฝ่ายที่เหมือนกับอยากจะพูดอะไร แต่ไม่ยอมพูดออกมา ทำให้อีวานมองแซ็กในชุดผ้ากันเปื้อนสีแดงสดที่วันนี้วุ่นวายอยู่กับการเก็บกวาดระเบียงด้านหลังแล้วเลื่อนสายตาไปมองถุงขยะที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายเงียบๆ จากนั้นเขาก็ฉวยถุงขยะในมือของแซ็กเพื่อเอาไปทิ้งที่ถังขยะส่วนกลางที่อยู่ด้านข้างอาคารอย่างมีน้ำใจ
“ไง” ทันทีที่ก้าวออกมาจากห้องไซม่อนที่พึ่งจะกลับมาจากการออกไปเดินสูดอากาศยามบ่ายก็หันมาทักไปพลางควานหากุญแจในกระเป๋ากางเกงวอร์มสีน้ำเงินไปด้วย
“ไง” อีวานขานรับ เขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องด้วยความลังเลราวกับว่า มีบางเื่ที่้าถามอีกฝ่าย
ั้แ่ที่อีวานรู้ว่า เขากับแซ็กเป็โซลเมทกัน ก็มีความสงสัยหนึ่งผุดขึ้นมาในส่วนลึกของจิตใจที่ยังคงติดตรึงอยู่กับเขามาโดยตลอด
อีวานลังเลอยู่เพียงเสี้ยววินาที จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปหาไซม่อนที่ตอนนี้หากุญแจห้องในกระเป๋ากางเกงเจอแล้ว
“เอ่อ ฉันถามได้ไหม?” เนื่องจากการได้ไปดื่มกันเมื่อสามวันก่อน ทำให้อีวานรู้ว่า ไซม่อนอยู่ที่นี่มานานพอที่จะไขข้อข้องใจของเขาได้ ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจึงตัดสินใจเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยสุ้มเสียงที่มีความหวังอยู่ในที
“ว่ามาสิ” ไซม่อนพยักหน้าเบาๆ เป็เชิงรอฟังว่า ชายหนุ่มที่ยืนถือถุงขยะอยู่ข้างกันจะถามเื่อะไร พลางเอากุญแจไปเสียบไว้บนตัวล็อกไปด้วย
“เื่โซลเมทน่ะ มันยกเลิกได้ไหม?” อีวานเอ่ยถามเสียงขรึมด้วยสีหน้าอันจริงจัง ั้แ่ที่รู้ว่าแซ็กเป็โซลเมทของเขา ชายหนุ่มก็อดคิดหาวิธีการยกเลิกพันธะบ้าๆ นี้ไม่ได้
ถึงแม้ว่า ตอนนี้แซ็กจะเป็คนที่ดีขึ้นกว่าในสมัยมัธยมปลาย แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่คิดหาทางออกจากพันธะนี้
“ไม่ได้หรอก จากประสบการณ์ของฉันอยู่ที่นี่มาห้าร้อยปี แถมยังเจอเื่แปลกๆ มาตั้งเยอะ บอกตามตรงเลยว่า ต่อให้ิญญาของนายแตกสลายสถานะโซลเมทก็จะคงอยู่ ทำใจเถอะ เื่ยกเลิกมันน่ะ ไม่มีใครทำสำเร็จเลยแม้แต่คนเดียว” ไซม่อนเอ่ยเสียงขรึมพลางเอื้อมมือไปตบไหล่อีวานเป็การให้กำลังใจหนึ่งทีด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็ผลักประตูก้าวเท้าเข้า ‘บ้าน’ ไป
ััหนักๆ บริเวณที่ไซม่อนตบลงมายังคงตกค้างอยู่บนหัวไหล่ อีวานได้แต่ยืนอึ้งมองบานประตูที่ปิดสนิทของห้องข้างๆ แล้วถอนหายใจออกมาราวกับ กำลังไว้อาลัยให้กับความสงบสุขที่จะไม่มีทางหวนกลับมาอีกของตน
เดิมอีวานคิดว่า สถานะโซลเมทของเขากับแซ็ก แค่รับรู้เอาไว้ แล้วคิดหาทางออกก็ไม่นับว่าเป็ปัญหาอะไร แต่เมื่อได้คำตอบจากปากของคนที่อยู่มานานอย่างไซม่อนว่า พวกเขาไม่สามารถยกเลิกมันได้ บางทีเขาคงจะต้องพยายามทำใจยอมรับ และ มองว่าแซ็กคือโซลเมทของเขาจริงๆ
…อา แค่คิดก็รู้สึกแปลกๆ แล้ว!
ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไปด้วยกัน อ่านต่อไปได้ในวันพรุ้งนี้ เวลา 10.00 น้าทุกคน
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 167 (หน้า 172 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ
