บ้านถานใหญ่มีคนอยู่กันหลายคนมีท่านพ่อสามี ถานหลัวจง อายุ 44 ปี แม่สามีเป็เกอ ถานซิ่วอิง (แซ่เดิมหลี่) อายุ 43 ปี ถึงอายุท่านทั้งสองเข้าหลักสี่สิบกันแล้วแต่ยังดูหนุ่มกันอยู่เลยเหมือนคนอายุสามสิบกว่าๆ เองโดยเฉพาะแม่สามีที่ยังงดงามอยู่เลยจึงไม่แปลกใจว่าทำไมลูกหลานบ้านถานหน้าตางดงามกันทุกคนเพราะมีต้นแบบความหล่อสวยมาจากท่านทั้งสองนี้เอง นอกจากท่านพ่อถานและท่านแม่ถานแล้วบ้านถานใหญ่ยังมีสมาชิกที่อยู่รวมกันอีกหลายครอบครัว
ครอบครัวพี่ใหญ่ลูกชายคนโตถานหลัวเฟย อายุ 28 ปี พี่สะใภ้ใหญ่ ถานฟางจิน (แซ่เดิมเฉา) เป็เกออายุ 27 ปีมีลูกด้วยกันสามคน ลูกเกอแฝดผู้พี่เฟยหย่า แฝดน้องเฟยฮุ่ย ทั้งคู่อายุ 10 ขวบและลูกชายคนเล็ก เฟยหยาง 8 ขวบลูกเกอแฝดของพี่ใหญ่หลัวเฟยฉายแววความงดงามเหมือนผู้เป็แม่ ถือว่าได้แม่มาเต็ม ๆถ้าเลย่ปักปิ่นต้องงามขึ้นมากไปอีกแน่ ๆ ส่วนลูกชายก็มีหล่อคล้ายผู้เป็พ่อมากแต่นิสัยมีความขี้เล่นและฉลาดมาก
ครอบครัวพี่รอง ถานหลัวถ่ง อายุ 27ปี พี่สะใภ้รอง ถานเจียิ (แซ่เดิมหยุน) เป็เกออายุ 26 ปี ลูกสาวคนโต ถ่งลี่ 11 ขวบ ลูกเกอคนรอง ถ่งิ 9ขวบ และลูกชายคนเล็ก ถ่งกุ้ย 7 ขวบสาวน้อยถ่งลี่พี่ใหญ่ของบ้านหลานคนแรกของบ้านถานอีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่นท่านย่าท่านแม่และป้าสะใภ้ต่างก็ช่วยสอนงานบ้านงานเรือนหรือศาสตร์ต่าง ๆ ที่สตรีและเกอต้องเรียนรู้ก่อนออกเรือน
ด้วยความที่ว่าสมาชิกในบ้านเยอะตัวบ้านท่านพ่อถานจึงสร้างและออกแบบมาค่อนข้างใหญ่กว่าบ้านครอบครัวอื่นในหมู่บ้านอีกทั้งบ้านถานอาชีพหลักเกษตรกรรมและเป็นายช่างรับสร้างบ้านจึงมีเงินจำนวนมากในการที่จะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ลูก ๆ อยู่รวมกันหลายคนได้
นอกจากจะมีบ้านถานใหญ่ที่มาเยี่ยมหลัวฟางแล้วยังมีครอบครัวพี่สามพี่สี่และพี่ห้าอีกด้วยทั้งสามคนนั้นแต่งงานออกเรือนไปกับคนในหมู่บ้านถงหยางบ้านทั้งสามคนก็อยู่ใกล้กันกับบ้านถานรองจึงไม่แปลกที่ทั้งสามมักจะแอบเอาขนมมาให้หลานบ่อย ๆ
ครอบครัวพี่สามที่มาเยี่ยมก็มีพี่เขยสวีฉางฝู อายุ 27 ปี พี่สามลูกเกอคนที่สาม ถานหลัวหนิง อายุ 26 ปี ลูกชายคนโตฝูชุน อายุ 10 ขวบ ลูกเกอคนเล็ก ฝูอัน อายุ 8 ขวบครอบครัวพี่สามอยู่ไม่ห่างจากบ้านถามรองเท่าไหร่จึงไปมาหาสู่กันได้ง่าย
ส่วนครอบครัวพี่สี่เองก็มาเยี่ยมกันหมดเช่นกันมีพี่เขย อู๋อี้ฟาน อายุ 27 ปี พี่สี่ถานหลัวเหมยเป็แฝดคนพี่และเป็ลูกสาวคนเดียวของบ้านถาน พี่สี่กับพี่เขยมีลูกด้วยกันสองคน มีลูกสาวคนโต ฟานปิง 9 ขวบ ลูกชายคนเล็ก ฟานเฉิง 7 ขวบครอบครัวพี่สี่เองก็อยู่ไม่ห่างจากบ้านถานรองเช่นกันอยู่ติดกับบ้านพี่สาม
พี่ห้าวันนี้ก็พาครอบครัวมาด้วยเช่นกันครอบครัวพี่ห้ามีพี่เขย จูซีห่าว อายุ 27 ปี พี่ห้าถานหลัวิ อายุ 25 ปีเป็แฝดน้องชายเกอของพี่สี่ มีลูกแฝดด้วยกันสามคนแฝดพี่ลูกชายคนโตชื่อห่าวเหรินอายุ 7 ขวบ แฝดคนรองเป็สตรีชื่อห่าวอี้ 7 ขวบคนสุดท้องแฝดน้องเล็กเป็เกอชื่อห่าวเหมย 7 ขวบบ้านของตระกูลจูเป็บ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน
"พ่อได้ฟังเื่สะใภ้เล็กจากแม่อาฟางแล้วละพ่อขอบใจเ้ามากนะที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองและยังได้วิชาแพทย์ที่มีค่ามาช่วยรักษาอาฟาง พ่อขอบใจเ้ามากจริง ๆ " หลัวจง
แม่สามีได้เล่าเื่ราวต่าง ๆที่เกิดตามที่ไป๋หลินบอกให้ทุกคนในบ้านฟังอย่างละเอียดทุกดีใจมากและยินดีกับน้องเล็กอย่างหลัวฟางที่ครอบครัวจะสมบูรณ์สักทีแต่แม่สามีไม่ได้เล่าเื่โสมป่าตามที่สะใภ้เล็กขอร้อง
"มันเป็หน้าที่ที่ข้าควรทำตั้งนานแล้วขอรับท่านพ่อ" ไป๋หลิน
ทุกคนต่างก็ถือขนม ผลไม้ของกินบำรุงมาฝากบ้านถานรองเยอะมาก ดูแล้วคงเก็บไว้ให้เด็ก ๆ กินได้อีกหลายวันพอทุกคนได้ผู้พูดคุยกันสักพักก็พากันแยกย้ายกันกับบ้านในยามซื่อเมื่อทุกคนกลับไป๋หลินก็กลับมาทำงานบ้านและทำยาสมุนไพรไว้ให้สามีต่อเขาทำงานบ้านเพลินจนถึงยามอู่ ไป๋หลินจึงเตรียมอาหารที่ญาติพี่น้องสามีเอามาฝากจัดการอุ่นให้ลูก ๆ ทานเป็มื้อเที่ยง
"อาเซียน อาตง อาเฉินพาอาถิงมากินข้าวเที่ยงได้แล้วลูก" ไป๋หลิน
เมื่อได้ยินเสียงหวานของแม่เรียกทานข้าวเที่ยงเด็กๆ ก็พากับวิ่งเข้ามาที่ข้าวโต๊ะอาหารด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความสุขั้แ่แม่ใจดีเขาได้กินอิ่มมีความสุขได้เล่นสนุกไม่ต้องค่อยหวาดระแวงเมื่อแต่ก่อนว่าแม่จะดุด่าทุบตีไม่ต้องคอยห่วงว่าจะทำงานบ้านถูกใจแม่หรือไม่ ถึงแม่จนทำงานบ้านทุกอย่างเองแต่อะไรที่พวกเขาพอช่วยแม่พวกเขาก็ยังอยากช่วย
"อาหารน่ากินทั้งนั้นขอรับ"ลู่เซียน
ลู่เซียนเห็นอาหารมีทั้งจานเนื้อจานผักก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สดใสจนผู้เป็แม่อดใจไม่ไหวลูบหัวด้วยความเอ็นดูแต่เพื่อไม่ให้เป็การลำเอียง ไป๋หลินลูบหัวลูกทั้งสี่ด้วยความเท่าเทียมกัน
"กินข้าวเที่ยงเสร็จเดี๋ยวแม่จะทำขนมชนิดใหม่ให้กิน ส่วนขนมที่พวกลุงท่านนำมาฝากเอาเก็บไว้กินพรุ่งนี้ขนมใหม่ที่แม่จะทำให้กินต้องถูกใจลูก ๆ แน่นอน" ไป๋หลิน
"ขอรับท่านแม่"
ทั้งสี่ลู่รับคำท่านแม่พร้อมกันด้วยท่าทางน่ารักมากจนไป๋หลินอดใจไม่ไหวไล่หอมแก้มลูกทีละคนให้ชื่นใจ ดูสิลูกน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ยังใจร้ายได้ลงคอ
"ท่านแม่ไม่กินกับพวกเราหรือขอรับ" ลู่ตง
ลู่ตงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้นั่งทานข้าวกับพวกเขา
"พวกลูกกินไปก่อนเลยแม่ยังไม่ค่อยหิวเดี๋ยวไปต้มโจ๊กให้พ่อก่อนนะ" ไป๋หลิน
ไป๋หลินจึงหันไปต้มโจ๊กต่อเมื่อเสร็จเขาจึงยกทั้งโจ๊กและยาสมุนไพรที่ต้มไว้เข้าไปในห้องนอนของสามีและปลุกคนป่วยที่นอนอยู่ลุกขึ้นมาทานข้าวเที่ยง
ไป๋หลินป้อนข้าวป้อนยาหลัวฟางจนหมดจึงออกจากห้องมาเพื่อที่จะทำขนมให้ลูกขนมที่จะทำวันนี้เขาจะทำเป็บัวลอยไข่หวาน เพราะบ้านเดิมพี่สามได้เอานมวัวมาฝาก เขาจึงคิดว่านมวัวน่าจะแทนกะทิได้ไป๋หลินไม่รู้ว่าจะไปหาต้นมะพร้าวหรือลูกมะพร้าวมาจากไหนถึงมีกว่าจะปลอกได้กว่าจะขูดเอาเนื้อมะพร้าวมาทำน้ำกะทิก็นานไว้มีเวลาค่อยไปสำรวจบนเขาหรือในป่าอีกทีหากโชคดีเผื่อเจอต้นมะพร้าวจะได้ลองเอามาปลูกไว้ที่บ้านดู
เพราะตอนยังเป็ภัสกรเขาชอบอาหารที่ทำมาจากกะทิมาก ไม่ว่าจะเป็แกงเขียวหวานพะแนงหรือแม้แต่ขนมจีนน้ำยากะทิล้วนแต่เป็ของโปรดทั้งนั้นพูดมาแล้วก็อยากกินสงสัยต้องหาลูกมะพร้าวมาปลูกไว้แล้วละ
ไป๋หลิวจะทำบัวลอยสามสีจากเผือกฟักทองและแครอท ตอนขึ้นเขาได้ไปเจอเผือกกับฟักทองระหว่างทางจึงเก็บมาด้วยส่วนแครอทก็หาได้จากสวนหลังบ้านที่สามีปลูกไว้ไป๋หลินนำแป้งข้าวเหนียวและแป้งมันที่หาเจอในห้องครัวมาผสมกัน แล้วแบ่งแป้งออกเป็3 ส่วน นำเนื้อเผือกสุก ฟักทองสุกและแครอทสุก มาบดผสมกับแป้งแล้วนวดแป้งแต่ละสีให้เนียนก่อนจะนำมาปั้นเป็รูปร่างตามที่้า
ชีวิตในโลกก่อนถึงภัสกรจะเป็หมอของหน่วยพิเศษที่มือจับปืนอีกมือถือเข็มฉีดยาแต่เขาก็มีพร์ในด้านการทำขนมเขามักจะทำขนมไทยแจกจ่ายให้เพื่อนทหารชาวต่างชาติได้ลองชิมกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะสาว ๆในหน่วยแพทย์อาสาต่างก็ออกปากชมว่าอร่อยแบบนี้อยากได้ไปเป็สามีทำให้กินตลอดทั้งชีวิตแต่ตอนนี้ดูท่าจะเป็สามีใครไม่ได้ซะแล้วเพราะตอนนี้เขากลายเป็ภรรยาและเป็แม่ลูกสี่ไปแล้วอย่างสมบูรณ์คิดมาแล้วก็เสียดายเพราะในชีวิตพึ่งเคยมีแฟนเพียงแค่คนเดียวแต่ก็เลิกรากันไปเพราะอะไรหลาย ๆ อย่างไม่ตรงกันรวมถึงไม่มีเวลาให้กันด้วย
หากถามว่าทำไมเขาถึงทำขนมไทยเก่งก็คงเป็เพราะคุณยายที่เลี้ยงเขามาั้แ่เด็ก ๆท่านเป็ต้นเครื่องเก่าในวังมาก่อนจึงรู้สูตรขนมไทยทั้งหมดและทั้งต้นตำรับชาววังมากมาย ตอนเด็ก ๆภัสกรมักจะไปช่วยคุณยายทำขนมบ่อย ๆ เพื่อนำไปขายที่ตลาด จึงได้วิชาด้านการทำขนมติดตัวมาเยอะพอสมควรส่วนเื่การทำอาหารเขาก็พอทำเป็บ้าง
ปั้นแป้งบัวลอยเป็รูปต่าง ๆตามที่้าเรียบร้อย ก็ตั้งน้ำให้เดือดแล้วนำแป้งที่ปั้นไว้ลงไปต้มจนสุกจากนั้นก็ต้มน้ำเชื่อมแยกอีกหม้อ จะว่าไปครัวบ้านเขาก็มีเครื่องปรุงอุปกรณ์ทุกอย่างครบไม่ต้องเสียแรงไปหาที่ไหนเพิ่ม
เมื่อต้มน้ำเชื่อมได้ที่แล้วเขาจึงนำนมวัวมาอุ่นอีกรอบแต่สูตรบัวลอยสูตรนี้ของไป๋หลินไม่ได้ตอกไข่ลงไปเลยใช้วิธีนำไข่มาทำเป็ไข่น้ำแล้วเวลาทานค่อยตักทุกอย่างรวมกันทีหลัง
"เด็ก ๆขนมเสร็จมากินได้แล้วลูก" ไป๋หลิน
"น่ากินมากขอรับท่านแม่"ลู่ถิง
ลู่ถิงเมื่อเห็นหน้าตาของขนมที่ท่านแม่ทำให้กินก็ถึงกับกลืนน้ำลายสี่พี่น้องไม่รอช้ารีบตักขนมหวานหน้าตาแปลก ๆ แต่สีสันน่ากินเข้าปากกินคำแรกก็พากันเอ่ยปากว่าอร่อยมากอยากให้ท่านแม่ทำให้กินบ่อย ๆ
"กินเสร็จก็วางถ้วยไว้นะเดี๋ยวแม่มาเก็บเองเดี๋ยวจะพานอนกลางวัน" ไป๋หลิน
"แต่ปกติไม่เห็นนอนเลยนะขอรับ"ลู่ฉิน
"แม่เคยได้ยินว่าเด็กที่นอนกลางวันจะโตไวและฉลาดด้วย" ไป๋หลิน
"งั้นข้านอนขอรับ ข้าอยากโตไวๆ แล้วก็ฉลาด" ลู่ตง
"ข้านอนด้วย" ลู่เซียน
"ข้าด้วย" ลู่ถิง
"ข้าก็อยากนอนขอรับ" ลู่ฉิน
ไป๋หลินใช้เหตุผลหลอกล่อให้ลูกนอนกลางวันพอได้ฟังเหตุผลเด็กทั้งสี่คนก็เกิดรู้สึกอยากนอนกลางวันขึ้นมาบอกแม่ด้วยท่าทางน่ารัก ท่าทางของลูกทุกคนช่างน่าเอ็นดูเสียจริงถ้ายังอยู่โลกก่อนถ้าได้แต่งงานมีภรรยาจะมีลูกน่ารักแบบเด็กสี่คนนี้ไหมนะคิดมากไปก็เท่านั้นยังไงตอนนี้ก็มีลูกแล้วแต่อยู่ในฐานะภรรยามันก็ไม่ได้แย่นะ
ตีกับความคิดในหัวตัวเองสักพักไป๋หลินก็เห็นว่าลูกกินบัวลอยจนหมดเขาจึงนำถ้วยชามไปเก็บแล้วพาลูกๆไปนอนกลางวันในห้องของตนเองพร้อมกับเล่านิทานที่พอจำได้ให้ลูกฟังจนลูกผล็อยหลับไป
ไป๋หลินเดินเข้าไปดูสามีในห้องนอนเห็นว่าสามียังไม่หลับเขาจึงเข้าไปปรึกษาว่าตนเองสนใจอยากจะเปิดโรงหมอเพราะในเมืองิโจแห่งนี้ยังไม่มีโรงหมอมีเพียงสำนักหมอของทางการที่จะส่งหมอจากเมืองหลวงมาคอยรักษาคนในเมืองิโจสองครั้งต่อเดือนเท่านั้นหากใครป่วยก็ต้องรอนานเกือบถึงจะมีหมอมารักษาแต่ถ้ามีเงินหน่อยก็ต้องจ้างหมอจากเมืองหลวงมารักษาไม่ก็เดินทางไปรักษาในเมืองหลวงแทนด้วยเหตุนี้ไป๋หลินจึงอยากเปิดโรงหมอทำตามปณิธานของตัวเองที่เคยให้ไว้กับท่านเซียนว่าจะช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากแต่ถ้าเป็คนในหมู่บ้านหรือชาวบ้านยากจนเขาจะรักษาให้ฟรี
การพูดคุยและปรึกษาหารือของไป๋หลินกับหลัวฟางครั้งนี้ถือว่าเป็การคุยกันเป็เื่เป็ราวครั้งแรกในรอบ 6 ปี เกือบ 7ปีที่ไป๋หลินได้แต่งงานมาเป็สะใภ้เล็กบ้านถานด้วยเหตุผลจำเป็แต่ทั้งหมดก็เป็เพราะความคิดที่ไม่ดีมันส่งผลของการกระทำทั้งนั้นแต่ถ้าในคนคิดของไป๋หลินคนนี้ก็ต้องบอกว่าดีแล้วที่แผนไม่สำเร็จไม่งั้นคงได้อยู่กับคนเห็นแก่ตัวแบบคนบ้านลี่แน่
ไป๋หลินให้คำมั่นสัญญากับหลัวฟางว่าต่อไปเขาจะเป็แม่ที่ดีและเป็ภรรยาที่ดีจะไม่สร้างปัญหาอีกไม่อยากให้ครอบครัวและลูก ๆ เป็เหมือนในนิมิตที่เขาเห็น ส่วนเว่ยชุนนั้นไม่ต้องห่วงเลยเขาหมดรักเว่ยชุนไปนานแล้ว
หลัวฟางเองเมื่อเห็นภรรยาให้คำมั่นสัญญาเขาเองก็เริ่มเปิดใจที่จะมองไป๋หลินในแง่ที่ดีขึ้นในใจเขาคิดว่าอย่างไรก็แต่งงานอยู่กินเป็สามีภรรยาและมีลูกด้วยกันถึงสี่คนแล้ว ถึงในอดีตไป๋หลินไม่เคยดีกับลูกแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายทุบตีลูกจนเืตกอย่างออกสักครั้งแต่ตอนนี้ภรรยากลับใจเป็คนดีเขาก็ควรให้โอกาสแม่ของลูกสักครั้งอีกอย่างไป๋หลินเล่าสิ่งที่เว่ยชุนทำกับเขามันทำให้หลัวฟางคิดได้ว่าไป๋หลินคงไม่ได้รักเว่ยชุนอีกต่อไป หากเป็แบบนั้นหลัวฟางเองก็จะพยายามปรับตัวเข้าหาไป๋หลินเช่นกัน
พอถึงยามเซินไป๋หลินเข้าตรวจอาการของหลัวฟางอีกครั้งเห็นว่าอาการสามีดีขึ้นมากเขาจึงถามหลังฟางสามารถอยู่คนเดียวได้ไหมเขาจะพาลูกทั้งสี่กลับไปบ้านเดิมและบ้านใหญ่ถานไป๋หลินบอกเื่ที่เขาขายโสมได้เงิน 75000 ตำลึงทอง กับ 9000 ตำลึงเงินเขาเอาเป็เงินสดมาไว้ใช้จ่าย 15,000 ตำลึงทองแล้วตั้งใจจะมอบเงินที่ได้มาให้บ้านใหญ่กับบ้านเดิมด้วยหลัวฟางก็ไม่ว่าอะไรให้เป็การตัดสินใจของไป๋หลิน
"ข้าอยู่ได้เ้าพาลูกไปเถอะ" หลัวฟาง
"ข้าจะรีบไปรีบกลับนะท่านพี่"ไป๋หลิน
"อืม" หลัวฟาง
ไป๋หลินได้พาลูกทั้งสี่ไปบ้านใหญ่ก่อนไปถึงทุกคนก็กำลังทานข้าวท่านพ่อพี่ใหญ่และพี่รองก็พึ่งกลับมาถึงบ้านช่างเหมาะเจาะพอดีเลย
ท่านพ่อถานและพี่ใหญ่พี่รองบ้านถานเห็นว่าสะใภ้เล็กและหลานๆ มาก็รู้สึกแปลกใจ เมื่อทุกคนเข้ามาในบ้านเรียบร้อยแม่ถานจึงเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่โต๊ะทานข้าวบอกว่าสะใภ้เล็กมีเื่จะพูดคุยด้วย
พ่อสามีแม่สามีพี่ใหญ่พี่รองบ้านถานพอรู้ว่าสะใภ้เล็กจะมอบเงินให้ก็เกรงใจจะไม่รับเงินที่ไป๋หลินแบ่งให้แต่ไปหลินบอกว่าพวกเขานั้นมีบุญคุณที่ช่วยเหลือหลาน ๆตอนที่เขายังร้ายกาจแถม่ที่สามีเขาป่วยก็ยังคอยไปดูแลคอยหาข้าวหาน้ำให้ไหนจะ่ที่บ้านเขาเกิดภาวะเงินฝืดเคืองหรืออาหารขาดแคลนบ้านใหญ่ก็ช่วยเหลือเสมอพี่ใหญ่เวลาล่าสัตว์ได้ก็แบ่งให้บ้านถานรองเสมอพี่รองเองมีขนมหรือผลไม้ป่าที่หามาได้ก็มักจะมาแบ่งให้หลาน ๆในตรงนี้ไป๋หลินรู้สึกซาบซึ้งมาก
ไป๋หลินยังอธิบายต่อว่าพอเขาเปลี่ยนตัวเองแล้วจึงคิดได้ว่าบ้านทำใหญ่นั้นมีบุญคุณมากแค่ไหนเมื่อเขามีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณแล้วเขาจึงอยากตอบแทนให้เต็มที่
พ่อถานและพี่ใหญ่พี่รองบ้านถานพอได้ฟังคำอธิบายของไป๋หลินก็นึกชื่นชมใจในตัวของสะใภ้เล็กขึ้นมา พ่อถานจึงคิดในใจว่าสะใภ้เล็กคงเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ เพื่อคงหลัวฟางและหลานทั้งสี่เขาก็ควรที่จะให้โอกาสและมองสะใภ้เล็กคนนี้ใหม่ในทางที่ดีขึ้นพี่ใหญ่พี่รองเองก็มีความคิดคล้ายกับท่านพ่อ
หลังจากมอบเงินให้บ้านถานใหญ่เรียบร้อยแล้วไป๋หลินพาลูกๆทั้งสี่เดินไปบ้านเดิมต่อบ้านเดิมของไป๋หลินกับบ้านถานใหญ่ไม่ไกลกันมากใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว
เมื่อไปถึงไป๋หลินร้องเรียกหาท่านแม่ไม่นานก็เป็พี่สะใภ้รองมาเปิดประตูเมื่อเห็นว่าเป็ป้าสะใภ้รองมาประตูให้เด็ก ๆ ทักทายป้าสะใภ้ด้วยความเคยชิน เพราะใน่บางวันที่ไป๋หลินเข้าเมืองไปบ่อนพนันเหล่าสะใภ้ทั้งบ้านเดิมและบ้านถานใหญ่มักจะแอบทำขนมหรือกับข้าวไปฝากหลานทั้งสี่บ่อยๆ
พอเข้าไปในบ้านก็เจอทุกคนนั่งล้อมเตรียมทานข้าวบ้านเดิมไป๋หลินเองก็มีสมาชิกครอบครัวเยอะเหมือนกับบ้านถานใหญ่และอาจจะเยอะกว่าด้วยซ้ำ
เพราะนอกจากท่านพ่อท่านแม่แล้วยังมีครอบครัวของพี่ใหญ่พี่รองและพี่สาม ส่วนตัวของไป๋หลินนั้นเป็ลูกคนสุดท้องลักษณะรอบบ้านและตัวบ้านจะมีพื้นที่เยอะเพื่อรองรับสมาชิกที่มากของบ้านตระกูลจางพี่ชายทั้ง 3 ไม่คิดที่จะย้ายออกไปไหน
เพราะเป็ความประสงค์ของท่านพ่อท่านแม่ที่อยากให้ลูกๆ อยู่รวมกันเยอะๆและโดยพื้นฐานคนบ้านจางเดิมเป็คนนิสัยดีรักลูกสะใภ้และหลาน ๆเท่ากันไม่มีแบ่งแยกทุกคนในบ้านช่วยงานกันทุกคนจึงทำให้ไม่มีปัญหากระทบกระทั่งระหว่างสะใภ้ทั้งสาม
ครอบครัวตระกูลจางมีท่านพ่อไป๋เฉิงจาง อายุ 45 ปี ท่านแม่เป็เกอ จางรั่วอี้(แซ่เดิมหลิว) อายุ 43 ปีท่านพ่อท่านแม่ถึงจะอายุหลักสี่แต่ก็ยังดูหนุ่มหล่อและงดงามโดยเฉพาะท่านแม่ที่ดูเหมือนหนุ่มรูปงามวัยสามสิบเองไป๋หลินนั้นก็งดงามได้ท่านแม่จางนี้เอง
ส่วนพี่ชายทั้งสามก็หล่อมากตอนยังไม่แต่งงานมักมีแม่สื่อมาคอยทาบทามให้เป็เขยหลายบ้านอยู่เหมือนกัน แต่สาว ๆและเกอเ่าั้ก็ต้องอกหักเพราะเหล่าลูกชายบ้านจางนั้นหาภรรยาโดยไม่ต้องให้ใครมาเป็สื่อกลางให้
บ้านตระกูลจางทำอาชีพเกษตรกรรมและเก็บสมุนไพรขายส่วนลูกชายทั้งสามคนจะเข้าเมืองทำงานในเมืองหลวง สามวันต่อครั้งแล้วแต่นายจ้างจะจ้างกี่วัน
ครอบครัวพี่ใหญ่ จางไป๋อัน อายุ 27ปี พี่สะใภ้ใหญ่เป็เกอ จางหลิงฉี (แซ่เดิมหม่า) ลูกเกอคนโต อันหลิง 11 ขวบ ลูกสาวคนรอง อันหลาน10 ขวบ ลูกชายคนเล็ก อันเทียน 7 ขวบ
อันหลิงและอันหลานอีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่น ท่านย่า ท่านแม่ และท่านอาสะใภ้ทั้งสองต่างก็ช่วยกันสอนเื่ต่าง ๆ ที่เกอและสตรีควรรู้ให้ชำนาญเมื่อคราวออกเรือนจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดหรือข้อครหาได้
แต่เคยได้ยินพี่ใหญ่บ่นอยู่นะหากผู้ชายคนไหนไม่เข้าตาหรือนิสัยไม่ดี พี่ใหญ่จะไล่ตะเพิดหนีให้หมด ถ้าไม่มีใครดีสักคนเขายินดีเลี้ยงลูกเกอลูกสาวไปตลอด
ครอบครัวพี่รอง จางไป๋เฉิน อายุ 26ปี พี่สะใภ้รอง จางเถียนเหมย (แซ่เดิมเกา) 25 ปี ลูกแฝดเกอ 9 ขวบ แฝดพี่เฉินฮวา แฝดน้องเฉินเชียง ลูกชายคนเล็กเฉินตง 7 ขวบ
พี่รองเองก็หวงลูกเกอทั้งสองมากจนไม่อยากให้ออกเรือนกันเลย ยิ่งแฝดเกอหน้าตาเหมือนพี่สะใภ้พี่รองก็ยิ่งหนักใจถึงขั้นอยากไว้หนวด ไว้ขู่พวกผู้ชายที่จะมาจีบลูก ๆ ในอนาคต
ครอบครัวพี่สาม จางไป๋หลง อายุ 25ปี พี่สะใภ้สามเป็เกอ จางเซียวหรัว (แซ่เดิมกัว) อายุ 25 ปี ลูกชายคนโต หลงเป่า 10 ขวบ ลูกแฝดวัย 8 ขวบ แฝดพี่เป็เกอหลงซี แฝดน้องสตรี หลงหรู
พี่สามเองก็ไม่ต่างจากพี่ใหญ่พี่รองที่หวงลูกเกอลูกสาวมากแต่ลูกชายคนโตนิสัยต่างจากพี่สามผู้เป็พ่อมากหลงเป่ามีนิสัยคล้ายท่านลุงใหญ่มากกว่า พูดน้อยสุขุมฉลาดหัวไว
ท่านปู่จึงไว้วางใจให้เป็ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปต่อจากท่านลุงใหญ่บางครั้งคนในบ้านจางก็พูดแซวว่าสงสัยตอนจะมาเกิดหลงเป่าเข้าผิดห้องเลยได้เกิดเป็ลูกพี่สามแทน
"ทุกคนข้ามีบางอย่างอยากมอบให้ขอรับ" ไป๋หลิน
พูดเสร็จไป๋หลินก็ล้วงเอาถุงเงินที่เก็บในเสื้อตรงอกออกมาเพื่อจะมอบให้ทุกคนในบ้านตระกูลจางแน่นอนว่าทุกคนปฏิเสธแต่ไป๋หลินใช้ไม้ตายเด็ดไม่ว่าจะใช้กี่ครั้งก็ได้ผลตลอดนั้นคืนการอ้อนพร้มใช้เหตุผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธแล้วเงินที่มอบให้ทั้งบ้านเดิมและบ้านใหญ่ทำให้ทั้งสองครอบครัวใช้ได้ตลอดชาติเลยแหละ เปรียบกับเศรษฐีในเมืองได้เลยแต่ด้วยนิสัยพื้นเพของทั้งสองเป็ครอบครัวที่สมถะไม่ค่อยฟุ่มเฟือยและไม่ชอบโอ้อวด จึงทำให้ไป๋หลินสบายใจที่จะมอบเงินให้
แน่นอนว่าไป๋หลินเองก็มีความคิดที่จะมอบเงินให้พี่สามีอย่างพี่สามพี่สี่แล้วพี่ห้าด้วยถึงแต่งออกไปแล้วแต่ทั้งสามคนเองก็คอยช่วยเหลือหลาน ๆ ทั้งสี่เสมอถึงเงินที่มอบให้อาจไม่เท่าครอบครัวอื่นแต่ก็สบายได้ทั้งชาติพรุ่งนี้เขาถึงจะไปเยี่ยมพี่สามีทั้งสามอีกที และมอบเงินให้ครอบครัวจำนวนหนึ่งเพราะทั้งสามบ้านนี้คนในครอบครัวก็นิสัยดีทุกคน เท่าที่ในความจำพอจำได้ว่าบ้านสามีของพี่สามพี่สี่และพี่ห้าสามบ้านนี้ไม่ขี้อิจฉาไม่เอาเปรียบ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่เท่าที่รู้จักบ้านสวี บ้านอู๋ และบ้านจู สามบ้านนี้ถือว่าจิตใจดีมีน้ำใจใช้ได้เลยถึงแม้ฐานะจะสู้บ้านถานไม่ได้ แต่พี่เขยทั้งสามบ้านก็ขยันมาก ด้วยเหตุนี้พ่อสามีจึงยอมให้พี่สามพี่สี่และพี่ห้าแต่งงานด้วย
เมื่อเสร็จจากธุระไป๋หลินก็พาลูก ๆกลับโดยมีพี่ใหญ่และพี่รองตามไปส่งด้วยเพราะว่าฟ้ามืดแล้วกลัวว่าห้าแม่ลูกบ้านถานรองจะเป็อันตรายถึงแม้คนในหมู่บ้านถงหยางจะไม่จิตใจร้ายกาจแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนนอกหมู่บ้านสัญจรผ่านอย่างที่ว่าเมืองิโจนี้ใกล้กับเมืองหลวงของต้าเว่ยย่อมต้องมีผู้คนแปลกหน้าเดินทางผ่านอยู่แล้วท่านพ่อจึงให้พี่ใหญ่พี่รองมาส่งน้องเล็กอย่างไป๋หลินเพื่อความสบายใจ
เมื่อกลับถึงบ้านไป๋หลินก็เข้าไปดูอาการสามีอีกครั้งปรากฏว่าอาการของหลัวฟางนั้นเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่กี่วันก็คงหาย เมื่อตรวจดูจากอาการหลัวฟางเสร็จไป๋หลินก็พาลูก ๆ เข้านอนพร้อมกับเล่านิทานให้ลูกได้ฟังเป็การกล่อมเด็ก ๆ นอนหลับง่ายขึ้นสี่พี่น้องที่ได้ฟังนิทานและเื่เล่าจากแม่เล่าให้ฟังเป็ครั้งแรกก็ตื่นเต้นและฟังเพลินจนเผลอหลับไป
เมื่อเห็นว่าลูก ๆหลับสนิทไป๋หลินก็ออกไปเตรียมของที่จะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรในวันพรุ่งนี้พร้อมกับเตรียมวัตถุดิบไว้ทำกับข้าวตอนเช้าให้ลูก ๆ และสามีเมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาจึงได้รีบเข้านอน
ไป๋หลินได้แต่ภาวนาในใจว่าพรุ่งนี้ขอเจอโชคหน่อยเถอะอาจจะไม่โชคใหญ่เท่าครั้งที่แล้วแต่ก็ขอให้ได้สักหน่อยเพื่อที่จะนำสมุนไพรที่มีค่าไปขายเพื่อมาเปิดโรงหมอตามที่ตั้งใจไว้
ด้วยความเคยชินไป๋หลินตอนที่ยังเป็ภัสกรตื่นนอนั้แ่ตอนฟ้ายังไม่สว่าง ลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมกับข้าวและยาไว้ให้สามีวันนี้ไป๋หลินตั้งใจไว้ว่าหลังจากลงมาจากเขาและเอาสมุนไพรไปขายเสร็จ ไป๋หลินจะพาลูก ๆไปบ้านพี่สามพี่สี่และพี่ห้าของสามีเพื่อจะมอบเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้พี่สามีทั้งสามไว้ใช้เพื่อเป็การตอบแทนบุญคุณที่เคยช่วยเหลือสามีและลูก ๆตอนที่ตนยังเป็มารดาใจร้ายอยู่
แล้วก็เช่นเคยไป๋หลินขึ้นเขาในเวลายามเหม่าแต่การขึ้นเขาคราวนี้ไปหลินเลือกจะไปอีกทางหนึ่งเพื่อให้สมุนไพรทางเดิมที่เขาเคยเก็บมาได้มีโอกาสเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นไป๋หลินเองก็อยากรู้ว่าป่าของเขาลูกนี้จะกว้างมากเท่าไหร่หรือว่ามีจุดไหนพอที่จะให้เขาได้เก็บสมุนไพรหรืออาจโชคดีเจอสมุนไพรหายาก
ั้แ่มาอยู่ในโลกยุคนี้ได้ไม่นานไป๋หลินมีความรู้สึกแปลกๆ ว่าตัวเองมาเกิดใหม่พร้อมดวงแห่งโชคลาภหรือเปล่าเพราะแค่มาอยู่ในร่างของไปหลินยังไม่ถึงหนึ่งวันขึ้นเขามาก็เจอโชคเลยและเป็โชคใหญ่ที่สามารถทำให้ครอบครัวไป๋หลินรวมถึงคนรอบข้างได้รับโชคไปด้วยแล้วความแปลกที่ว่าคือบางสถานที่หรือบางสิ่งบางอย่างที่ตัวไป๋หลินร่างเดิมและร่างใหม่ไม่รู้จักแต่เพียงแค่มองแล้วพินิจวิเคราะห์ดู จู่ ๆ ก็มีคำตอบไหลเข้ามาในหัวเอง
อีกทั้งไป๋หลินยังรู้สึกว่าในร่างกายของเขาเหมือนมีพลังงานบางอย่างกลุ่มหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ร่างกายแต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรบางทีก็อาจจะเป็ความผิดปกติทางร่างกายของไป๋หลินคนเดิมหรือเปล่าคงต้องหาคำตอบอีกเยอะเลย
ไป๋หลินเริ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆในป่าลึก และระดับความสูงชันขึ้น อากาศก็เริ่มเย็นขึ้นกว่าปกติเขาพยายามลองนึกว่าเคยมาตรงจุดแถวนี้หรือไม่ แต่ในความทรงจำของไป๋หลินนั้นไม่มีเลย เพราะไป๋หลินไม่เคยแม้จะขึ้นเขามีเพียงเดินป่าหลังบ้านเพื่อหาสมุนไพรเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นแต่มันเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างชักชวนดึงดูดให้เขามาตามเส้นทางนี้
ไป๋หลินขึ้นเขามาได้เกือบครึ่งชั่วยามก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยจึงหยุดพักตรงบริเวณที่คิดว่าน่าจะนั่งพักได้เป็ต้นไม้ใหญ่ประมาณสิบคนโอบและมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ใต้ต้นไม้มีก้อนหินขนาดพอประมาณให้นั่งพักเหนื่อยได้เขาจึงเลือกพักตรงจุดนี้
ไป๋หลินมองทัศนียภาพรอบ ๆยิ่งสูงขึ้นต้นไม้ก็เริ่มน้อยลง มองไปสักพักสายตาก็ไปสะดุดกับโขดหินขนาดใหญ่ที่ห่างจากตรงที่นั่งพักประมาณหกเจ็ดก้าวไป๋หลินเห็นว่าตรงข้างบนโขดหินมีดอกไม้สีขาวอยู่ข้างบนด้วยความอยากรู้ว่ามันคือดอกอะไรทำไมถึงเกิดบนที่สูงเช่นนี้ได้เพราะระหว่างที่ผ่านมาพอขึ้นเขามาได้ระยะทางที่สูงขึ้นก็ไม่เจอดอกไม้หรือต้นหญ้ามีเพียงต้นไม้ใหญ่อยู่เล็กน้อยแต่ทำไมบนโขดหินจึงมีดอกไม้เกิดได้ไป๋หลินไม่รอช้ารีบลุกขึ้นไปดูปรากฏว่าเป็บัวหิมะถึงเจ็ดดอกบัวหิมะสรรพคุณหลากหลายยังมีอีกความเชื่อของคนโบราณว่าดอกของบัวหิมะเป็ยาอายุวัฒนะถ้าใครได้กินก็จะอายุยืนแต่สำหรับภัสกรที่คนมาจากโลกอนาคต สรรพคุณที่ชอบมากก็คือเอามาสกัดผสมในครีมบำรุงมันช่วยให้ผิวเต่งตึงดีและถ้าเอามาสกัดเป็ยาบำรุงร่างกายจะดีมากของดีแบบนี้ไป๋หลินจะเก็บไว้ทำยาให้คนในครอบครัวกินดีกว่า
"ถ้าจะขายขายแค่ดอกเดียวก็มีเงินใช้ทั้งชาติแล้ว ที่เหลือเก็บไว้ใช้สกัดยาดีกว่าหากในวันข้างหน้าอาจมีโอกาสได้ใช้ช่วยคน" ไป๋หลิน
ไป๋หลินจึงรีบเก็บบัวหิมะห่อใส่ผ้าเอาใส่ไว้ในตะกร้าแยกไว้เพื่อไม่ให้บัวหิมะช้ำเสียหายไป๋หลินคิดว่าได้โชคแค่นี้ก็พอแล้วจึงกำลังจะลงเขาทันทีและระหว่างทางค่อยหาเก็บสมุนไพรและผลไม้ป่าต่าง ๆ เพิ่มอีกพอไป๋หลินเก็บบัวหิมะเสร็จกำลังจะเดินกลับไปยังต้นไม้ที่เขานั่งพักไป๋หลินเจอรอยเืที่หยดเป็ทาง เขาลองเพ่งมองดูดี ๆรอยเืนั้นหยดยาวเป็กลุ่มไปจนถึงหลังต้นไม้เลย
ด้วยความแปลกใจไป๋หลินจึงเดินตามรอยเืไปจนพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดเหมือนทหารหรือชุดองครักษ์ในราชสำนักจีน เพราะชุดคล้ายกับในภาพยนตร์จีนที่เขาชอบดูชายคนนี้มีรูปร่างใหญ่กำยำคล้ายกับทหารในโลกปัจจุบันแต่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยเืจนมองไม่เห็นว่าเป็ลักษณะอย่างไรบวกกับผมที่ยาวรกรุงรังจึงทำให้มองไม่ชัด
"เอาเข้าแล้วไงเจอเื่เข้าจนได้ไป๋หลิน เอาไงดีละทีนี้" ไป๋หลิน
ไป๋หลินก็ลังเลอยู่สักพักว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยดีแต่ถ้าช่วยแล้วเกิดคนคนนี้เป็คนไม่ดีขึ้นมาจะทำยังไงแต่ก็เหมือนไม่รู้อะไรโดนใจให้ไป๋หลินตัดสินใจช่วยคนเจ็บที่ร่างโชกไปด้วยเืคนนี้
"ช่วยก็ช่วยนี้คงเป็ชะตาฟ้าลิขิต ไม่ว่าจะเกิดชาติใดที่ไหน เป็หมอย่อมต้องช่วยเหลือผู้ป่วยเสมอมันคือจรรยาบรรณของหมอที่ดี" ไป๋หลิน
ระหว่างที่ไป๋หลินกำลังเตรียมตัวจะลงจากเขาพร้อมกับคนเจ็บร่างั์ก็มีความคิดแล่นเข้ามาในหัวบางอย่างหากเดินไปอีกสักหน่อยประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะเป็ทางไปป่าหลังบ้านของเขานั้นเองยิ่งทำให้ไป๋หลินถึงกับแปลกใจเข้าไปใหญ่ว่าทำไมเขาไม่รู้เลยว่าหลังบ้านมีทางที่เดินขึ้นมาบนเขาลูกนี้ได้
"นี่์จะให้มีความสามารถพิเศษก็มาทีเดียวเลยได้ไหมหรือของอะไรที่วิเศษที่เสกเงินเสกทองได้ก็ดี จะได้ไม่ลำบาก" ไป๋หลิน
ก็ได้แค่บ่นไปอย่างนั้นแหละเพราะรู้อยู่แล้วอะไรที่ได้มาง่ายๆ ไม่มีหรอก ต้องลงมือลงแรงก่อนถึงจะได้สิ่งที่้าอย่างโชคลาภวันนี้ถ้าเขาไม่ขึ้นเขาก็คงไม่เจอหรอก
แต่อย่างไรก็ช่างเถอะเขาไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรมากเพราะจากที่ตรวจดูอาการของคนเจ็บ ไป๋หลินพบว่าชายคนนี้น่าจะถูกทำร้ายาเ็มาไม่ต่ำกว่า2 ชั่วยาม าแตามร่างกายมีทั้งโดนของมีคมจำพวกดาบหรือกระบี่หลายจุดยังมีรอยถูกยิงจากธนูแต่ดูเหมือนมีการดึงลูกธนูออกไปแล้วด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีอาการเสียเืมากหายใจรวยรินบวกกับอาการอ่อนเพลียจากพิษาแถ้ายังชักช้ามีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูง แต่ที่ยังรอดมาได้ดูจากลักษณะร่างกายคนเจ็บน่าจะแข็งแรงพอตัวและยังเห็นร่องรอยของการห้ามเืด้วยสงสัยจะห้ามเืก่อนที่จะหมดสติจึงทำให้ยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงขนาดนี้ได้
ไป๋หลินวันนี้ไม่ได้เอาตะกร้าสมุนไพรใบใหญ่มาด้วยเขาเอามาเพียงใบขนาดกลางมาพอดีเขานำมาสะพายไว้ด้านหน้าแทนแล้วแบกคนเจ็บขึ้นด้านหลังถึงแม้ว่าตัวของไป๋หลินจะตัวเล็กแบบเกอทั่วไปแต่ก็ได้พลังความแข็งแรงและพละกำลังจากจิติญญาของภัสกรจึงทำให้เขาสามารถแบกได้ทุกอย่าง ทำงานได้ราวกับผู้ชายอกสามศอกเลยทีเดียว
ถึงแม้ภัสกรจะเป็คุณหมอแต่อย่าลืมว่าเขาก็เป็ทหารเรือด้วยและยังเป็หัวหน้าหน่วยรบพิเศษอีกทั้งเขายังเรียนด้านนิติเวชมาด้วยจึงไม่แปลกที่ภัสกรจะสามารถวินิจฉัยาแหรือโรคได้ด้วยตาเปล่าเพียงแค่มองก็รู้ได้ทันทีบวกกับตอนสมัยที่เขาไปฝึกในหน่วยรบพิเศษของกรมต่าง ๆ เขาต้องแบบสัมภาระหนักเกือบ20 กิโลกรัมเดินทางระยะไกลหลายกิโลเขาฝึกทั้งะเืน้ำะเืบกของหน่วยรบพิเศษสี่เหล่าทัพหน่วยไหนที่คิดว่าเจ๋งคิดว่าฝึกยากผู้กองหมอภัสกรคนนี้ผ่านมาหมดแล้วจึงไม่แปลกใจที่ผู้ใหญ่แต่งตั้งให้เขาเป็หัวหน้าหน่วยรบพิเศษที่ปฏิบัติการในต่างแดนในครั้งนี้ก่อนที่เขาจะสละชีพในหน้าที่ของลูกผู้ชาย
ขอบคุณ์ที่ถึงแม้เขาตายแล้วให้มาอยู่ในร่างของคนอื่นแต่พละกำลังและสติปัญญาความรู้ความสามารถก็ตามมาด้วยรู้สึกเหมือนจะมีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกหลายอย่างเลย เขาคงต้องค่อย ๆหาคำตอบไปเรื่อย ๆ ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง แต่ตอนนี้ต้องรีบพาคนเก็บลงเขาไปที่บ้านให้โดยเร็วที่สุดอย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้ชีวิตคนคนหนึ่งให้มีชีวิตรอดถึงแม้ว่าเขาจะเป็คนดีหรือไม่ดีก็ต้องรอดูกันอีกที
ไป๋หลินคิดไปคิดมาแล้วก็ปวดหัวได้แต่บ่นในใจว่าขึ้นเขาคราวนี้เจอทั้งโชคดีและคนโชกเืเลย