ตอนที่ 2 ฮอร์วิทซ์ (5)
สถานการณ์ของจักรวรรดิตอนนี้กำลังวิกฤต เมื่อตอนที่เริ่มก่อตั้งจักรวรรดิ เมืองหลวงเป็ที่พำนักของผู้ก่อตั้ง ราชวงศ์ และชนชั้นสูง ส่วนขุนนางที่มีความดีความชอบก็ได้รับการอวยยศให้เป็ผู้ปกครองเมืองทั้งสี่โดยรอบเพื่อพิทักษ์เมืองหลวง แต่หลายสิบปีมานี้ เพราะความฟอนเฟะของจักรพรรดิและชนชั้นสูง อำนาจของศูนย์กลางถูกบั่นทอนลงอย่างมาก ถึงขั้นที่ผู้นำเมืองอื่นๆ ต่างมีท่าทีกระด้างกระเดื่อง
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นฮอร์วิทซ์ก้าวขึ้นมาเฉิดฉาย กำราบกองทัพผู้รุกรานที่บุกโจมตีเมืองหลวง นำทัพหน่วยรบที่สิบสามของเขาบดขยี้เหล่าผู้นำที่หวังฉวยโอกาส่ชิงอำนาจ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเมืองหลวงเหมือนอย่างทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ต่อให้จักรพรรดิและชนชั้นสูงจะขวางหูขวางตาเขาขนาดไหน อยากจะลากลงจากตำแหน่งอย่างไร ก็ยังต้องหวั่นเกรง ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม
เพราะพวกเขายังจดจำได้เป็อย่างดีว่าฉายา ‘วีรบุรุษแห่งจักรวรรดิ’ ของฮอร์วิทซ์นั้นได้มาอย่างไร เวลานั้นทั้งจักรพรรดิและเหล่าชนชั้นสูงต่างหดหัวอยู่หลังกำแพงเมือง ศึกสิบสองขั้นบันไดทำให้พวกเขาต้องถอยร่นไปยังทางหนีสุดท้ายกลางหุบเขา เผ่าเซิร์กก็ออกมาวนเวียนด้านนอกกำแพงไม่ขาดสาย คูเมืองด้านนอกถูกย้อมจนกลายเป็สีเื มีเศษซากแขนขามากมายที่ถูกเผ่าเซิร์กฉีกกระชากโยนเข้ามาในกำแพงเมือง
สุดท้ายก็เป็ฮอร์วิทซ์ที่ทะลวงฝ่าเส้นทางเืออกไป ทำให้เมืองหลวงกลับสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง ทำให้ทุกคนกลับมามีวิถีชีวิตอย่างในปัจจุบัน
แต่ก็เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ คนมากมายจึงเห็นความฟอนเฟะของระบบชนชั้นและชนชั้นสูง การกดขี่และความอยุติธรรมตลอดหลายปีที่ผ่านมาพลันปะทุออก เกิดความขัดแย้งในสังคม แต่คนสามัญธรรมดาโดยมากมีแต่พวกไร้พลังอำนาจ นอกจากการรวมตัวประท้วงกับคดีทำร้ายร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนจะสั่นคลอดชนชั้นสูงที่กลับมาสามัคคีกันอย่างเหนียวแน่นอีกครั้งไม่ได้เลย ตรงกันข้ามสามัญชนกลับถูกแผนการของชนชั้นสูงทำให้แตกคอกันเอง
ฮอร์วิทซ์ อดีตวีรบุรุษแห่งจักรวรรดิไม่เพียงต้องจัดการเื่ของผู้รุกราน ใน่หลายปีที่ผ่านมาเขายังต้องเริ่มจัดการกับเื่วุ่นวายพวกนี้ด้วย แต่พวกชนชั้นสูงเหล่านี้กลับชอบใจเป็อย่างยิ่งที่เห็นฮอร์วิทซ์ตกอยู่ในสถานการณ์เหมือนดั่งเทียนที่ถูกไฟลนทั้งสองด้าน[1] เพราะมันทำให้คุณงามความดีของเขาเริ่มจางหาย คนทั่วไปเริ่มรู้สึกว่าวีรบุรุษของพวกเขาได้หักหลังประชาชนแล้ว ไม่ใช่วีรบุรุษที่ปกป้องพวกเขาจากเงื้อมมือของเผ่าเซิร์กในปีนั้นอีกต่อไป
มูนี่ย์นิ่งฟังแอรอนบ่นไปเรื่อยๆ พลางละสายตาออกจากรปภ.กับนักเรียนที่กำลังยื้อยุดกันอยู่นอกหน้าต่าง
จิตใจเขาลอยละล่อง ในหัวมีแต่เสื้อโค้ตที่ฮอร์วิทซ์ทิ้งเอาไว้ นอกจากกลิ่นฟีโรโมนที่ฝังแน่นยาวนานไม่จางหายแล้ว ยังมีกลิ่นควันกับยาสูบเย็นเยียบ ถ้าอัลฟ่าผู้แข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวชวนให้หลงใหลคนนั้นหันมามองเขามากกว่านี้ก็คงจะดี มูนี่ย์คิดในใจ แอรอนยังคงบ่นไปเรื่อยๆ แต่กลับไหลผ่านหูของมูนี่ย์ไป
ตอนนั้นเอง อาเรย์อาเดินเข้ามาตบไหล่แอรอน ซึ่งเ้าตัวกำลังพูดอยู่จึงไม่ได้สังเกตเห็นอาเรย์อาเลยสักนิด พอถูกตบเข้าที่ไหล่จึงสะดุ้งโหยงรีบหันไปมอง ก่อนจะต้องร้องโอ๊ย เพราะจมูกไปกระแทกโดนไหล่ของอีกฝ่ายอย่างจัง อาเรย์อาประคองตัวแอรอนที่มีท่าทีจะล้ม อีกมือหนึ่งเชยคางอีกฝ่ายขึ้นเพื่อดูว่าจมูกหักหรือเปล่า
“เอ๊ะ นายเอาอะไรมาน่ะ” แอรอนลูบจมูกที่แดงเรื่อ ครั้นเห็นในมือของอาเรย์อามีกุหลาบแดงช่อเล็กๆ ช่อหนึ่งก็ถามขึ้น
กุหลาบนั่นยังมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ ใบสีเขียวสดใหม่ รวมกับดอกไม้ดอกเล็กชนิดอื่นๆ ห่อด้วยกระดาษสีสวยสองชั้น แถมผูกโบสีชมพูไว้ด้วย แค่มองก็รู้สึกชอบสุดๆ มูนี่ย์ไม่ค่อยเข้าใจเื่พวกนี้ จึงอดจ้องมองไม่ได้ จากนั้นก็พบว่าแก้มอมชมพูของแอรอนยิ่งแดงก่ำขึ้นจนจะเท่ากับจมูกที่เพิ่งโดนกระแทกมาอยู่แล้ว แม้แต่ใบหูก็แดงเรื่อตามไปด้วย เป็สีชมพูราวกับดอกท้อที่ผลิบานยามแรกวสันต์
จากนั้นอาเรย์อาก็ลูบศีรษะของแอรอนอย่างอ่อนโยน ทั้งสองคุยกันกระซิบกระซาบ มูนี่ย์ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงเป็คำพูดหวานๆ ระหว่างคนรัก ปกติเขาไม่มีทางใส่ใจอะไรแบบนี้ เขารู้ว่าทั้งสองเป็คู่รักกัน นี่แทบจะเป็กิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว อาเรย์อาเป็คนรักที่เอาใจใส่มากคนหนึ่ง
แต่อยู่ๆ วันนี้มูนี่ย์ก็เกิดนึกสนใจขึ้นมา เขาเงี่ยหูฟังอยากรู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกันบ้าง
เขานึกถึงดอกไม้ในแจกันที่ตัวเองผลัดเปลี่ยนทุกวันอย่างขยันขันแข็ง เขาต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยกว่าจะสืบรู้ว่า คุณพ่อโอเมก้าของฮอร์วิทซ์ชอบดอกทิวลิป แต่สิ่งที่เขาทำทุกวันกลับไม่ต่างจากสีซอให้ควายฟัง เขาเคยคิดที่จะยอมแพ้อยู่เหมือนกัน ทว่าส่วนหนึ่งในใจที่แสนดื้อด้านไม่ยอมให้เขาเปลี่ยนวิธีเอาใจเป็อย่างอื่น เอาแต่คิดว่าต้องมีสักวันที่ฮอร์วิทซ์อาจจะรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา เขาก็อยากเป็เหมือนอาเรย์อากับแอรอนบ้าง ไม่สิ ไม่ต้องเหมือนก็ได้ ขอแค่คล้ายคลึงสักนิดก็ยังดี แม้จะแค่วันเดียว ขอแค่ได้รับดอกไม้สักดอกเขาก็รู้สึกว่าชีวิตนี้สมบูรณ์แล้ว
ถ้าอย่างนั้นตัวเขาเองก็ต้องพยายามมากกว่านี้หน่อยแล้ว มูนี่ย์เบะปากเย้ยหยันตัวเอง
เชิงอรรถ
^ หมายถึง คนที่ต้องรับภาระพร้อมกันสองทาง