ปรมาจารย์ ไร้เดียงสา
บทที่ 3 จุดรวมพล
เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำให้อี้เฉินถึงตกตะลึง แค่เอาสมุนไพรโปะแผลห้ามเืก็เท่ากับช่วยหนึ่งคนแล้วหรือนี่ เช่นนั้นหากเขาให้แม่หนูน้อยนี่เอาสมุนไพรไปไล่โปะแผลเด็กที่หกล้มสัก 100 คนก็ไม่น่าใช่เื่ยากกระมัง เขาจึงตั้งปณิธานไว้ในใจว่า จะต้องให้นางพกสมุนไพรติดตัวไว้ตลอด เจอใครล้มปุ๊บโปะปั๊บ ความฝันที่จะคืนร่างเดิมของเขาคงอยู่ไม่ไกลแล้วจริงๆ
จางซื่อที่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ก็รีบวางมือจากงานที่ทำอยู่ มาดูพวกเด็กๆที่เล่นกันด้านล่าง เมื่อเห็นสมุนไพรที่โปะอยู่ที่หัวเข่าของเสี่ยวเปาก็อดถามขึ้นอย่างสงสัยไม่ได้ว่า
"นี่ใครเป็คนเอาฉั่งฉิกมาโปะแผลให้หนูจ๊ะ"
เสี่ยวเปาที่ได้ยินคำถามของจางซื่อจึงชี้นิ้วไปทางเด็กหญิงตัวน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า
"มี่มี่เป็คนทำให้ข้าขอรับ"
จางซื่อผู้เป็แม่ถึงกับตกตะลึง นี่เป็แค่ความบังเอิญหรือบุตรสาวของนางรู้เื่สมุนไพรจริงๆกันแน่ แต่บุตรสาวของนางเพิ่งจะอายุ 3 ขวบเองนะ นางจึงหันไปถามกับเด็กสาวตัวน้อยขึ้นว่า
"มี่มี่ ใครเป็คนบอกหนูให้เอาสมุนไพรมาทำแบบนี้จ๊ะ"
"มาวมาวบอกเ้าค่ะ"
ดวงตาใสซื่อเอ่ยตอบอย่างจริงจัง แต่จางซื่อผู้เป็แม่กลับส่ายหน้า บุตรสาวของนางอาจจะแค่บังเอิญมองไปเห็นแมววิ่งเล่นไปมาที่ต้นสมุนไพรแล้วเก็บมาคิดไปเองเป็ตุเป็กระมัง นางได้แต่คิดในใจ หลังจางซื่อพาเสี่ยวเปามาทำแผลเรียบร้อยก็พาเสี่ยวเปาไปส่งที่บ้าน ก่อนจะกลับมารับประทานอาหารกลางวัน
อี้เฉินที่นั่งกระหยิ่มยิ้มย่อง กำลังคิดวางแผนสำหรับช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้โดยเร็วด้วยการใช้สมุนไพรรักษาาแ สงสัยเขาต้องยุยงแม่หนูหนูน้อยให้ออกไปข้างนอกเสียแล้ว
-------------
วันต่อมาเป็วันที่อากาศแจ่มใสเช่นเคย วันนี้อี้เฉินได้พูดกรอกหูให้มี่มี่ขอออกไปเล่นข้างนอก มี่มี่เห็นด้วยกับอี้เฉิน นางเองก็อยากออกไปเดินนอกบ้านบ้างเช่นกัน มี่มี่ที่อายุยังน้อยไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปนอกบ้านเพียงลำพัง ดังนั้นนางจึงต้องมีพี่ชายอย่างจางจือตามออกมาดูแลด้วยอีกคน พี่ชายของนางอายุห่างกันห้าปี ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีอายุได้ 8 ปีแล้ว เด็กในชนบทอายุเท่านี้ถือว่าเป็เด็กโตพอที่จะดูแลรับผิดชอบตัวเองได้และยังสามารถพาน้องสาวอย่างมี่มี่ออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านได้ด้วย
ผู้คนในหมู่บ้านอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัย และไม่เคยมีเหตุร้านหรือเื่ราวร้ายแรงใดๆเกิดขึ้นเลย เพราะคนในหมู่บ้านมีความสมัครสมานสามัคคีกันเป็อย่างดี ระหว่างทางที่สองพี่น้องเดินผ่านพวกเขาจะกล่าวทักทายผู้คนที่เดินไปมาตลอด โดยมีแมวน้อยสีขาวคอยเดินตามไปติดๆ
ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆโดยมีจุดมุ่งหมายเป็ต้นไม้ใหญ่ที่กลางหมู่บ้าน ที่นั่นมักเป็ที่ชุมนุมของบรรดาผู้คนและยังเป็ที่นัดพบสำหรับผู้ที่้าจะออกจากหมู่บ้าน มี่มี่ที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านมากนักก็ถึงกับตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ของต้นไม้ต้นนี้ มันเป็ต้นไม้ประจำหมู่บ้านที่มีอายุเกือบร้อยปี ดังนันจึงมีลำต้นขนาดใหญ่มากๆ อี้เฉินที่มองซ้ายมองขวาเห็นผู้คนมากมายถึงกับตาลุกวาว คราวนี้แหละเขาจะเก็บคะแนนความช่วยเหลือให้ได้ชุดใหญ่เลยทีเดียว
"สมุนไพรที่ข้าบอกให้เอามา เ้าพกมาแล้วใช่ไหม"
"อ้าว ข้ามัวแต่ดีใจที่ได้ออกจากบ้านจนลืมไปเลย แหะๆ"
อี้เฉินถลึงตามองเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าอย่างตำหนิ พวกเขาคุยกันผ่านความคิด ทำให้ไม่มีใครสนใจพวกเขา มี่มี่ค้นพบวิธีการคุยผ่านความคิดเมื่อนางอายุได้สองขวบกว่า ตอนนั้นนางกำลังคิดเื่บางอย่างอยู่ในใจ แต่กลับมีเสียงมาวมาวดังเข้ามาในความคิดของนาง ทำให้นางรู้ว่าสามารถสื่อสารกับมาวมาวผ่านทางความคิดได้
เมื่อเริ่มโตขึ้นนางก็ได้รู้เพิ่มขึ้นมาอีกว่าไม่มีใครได้ยินเสียงมาวมาวพูดเหมือนกับที่นางได้ยิน นางจึงมักจะสื่อสารกับมาวมาวผ่านทางความคิดมาโดยตลอด มี่มี่นึกสงสัยว่านางอาจจะมีความสามารถในการสื่อสารภาษาสัตว์ หากมีโอกาสนางจะลองไปนั่งพูดคุยกับสัตว์ตัวอื่นๆดูบ้าง บางทีนอกจากมาวมาวนางอาจจะสามารถคุยกับสัตว์อื่นได้ด้วยก็เป็ได้ นางเคยลองคุยกับมดและพวกแมลงดูแล้วแต่ไม่เป็ผล สงสัยอาจจะเป็สัตว์ที่ตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อยกระมัง นางได้แต่คิดในใจ
อี้เฉินที่รู้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยไม่ได้นำสมุนไพรติดตัวมาด้วยก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาในทันที เขาคิดว่าวันนี้เขาน่าจะได้จำนวนช่วยเหลือคนเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง แต่ฝันก็สลายหายไปเพราะความขี้ลืมของเด็กน้อย เฮ้อ แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้กลับร่างเสียที
"เม่ยเม่ย ตรงนี้คือจุดรวมพล หากมีปัญหาเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน ผู้คนจะมารวมตัวกันที่นี่แหละ"
จางจืออธิบายความสำคัญของจุดรวมพลให้น้องสาวฟัง เผื่อวันหน้าเกิดเหตุอะไรขึ้นนางจะได้รู้จุดที่จะต้องมาอยู่ เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าหงึกหงักเป็เชิงว่าเข้าใจ
ทั้งสองนั่งเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่อยู่พักหนึ่งก่อนจะมีเด็กผู้หญิงอายุราวๆ 7-8 ปีเดินเข้ามาทักทายทั้งสองขึ้นว่า
"พี่จาง น้องจาง มาเดินเล่นกันหรือ"
"ใช่แล้วพวกเรามาเดินเล่นกัน เ้าก็มาเดินเล่นเช่นกันหรือ"
เด็กสาวส่ายหน้า นางเป็หลานสาวของผู้ใหญ่บ้านตง นามว่าซินอี๋
"ข้ากำลังไปหาสมุนไพรให้ท่านปู่ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าข้าจะหาได้มั้ยนี่สิ"
เมื่อได้ยินว่าไปหาสมุนไพรดวงตาของมี่มี่ก็เป็ประกายขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่านางสนใจเกี่ยวกับเื่สมุนไพรั้แ่เมื่อไหร่ แต่ั้แ่จำความได้ ในหัวของนางก็มีความรู้ด้านสมุนไพรมากมายที่มาวมาวคอยสอน ทำให้เมื่อได้ยินว่าซินอี๋จะไปหาสมุนไพร นางจึงมีความสนใจเป็พิเศษ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"พี่ซินอี๋ข้าขอไปด้วยคนได้ไหมเ้าคะ"
ซินอี๋ทำสีหน้าลำบากใจ หากนางพาเด็กน้อยตรงหน้าไปด้วย นางจะดูแลได้หรือ นางจึงมองไปที่จางจือเพื่อขอให้เขาช่วย จางจือผู้รักใคร่น้องสาวเป็อย่างมากก็ได้พูดขึ้นว่า
"ไปกันเถอะ ข้าจะดูแลเม่ยเม่ยเอง"
อี้เฉินที่ได้ยินถึงกับเบื่อหน่ายขึ้นกว่าเดิม เขาไม่อยากตามไปเพื่อดูแลและเล่นการละเล่นของเด็กๆแบบนี้เลย แต่สุดท้ายก็จำใจเดินตามพวกเขาไป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับเด็กหญิงตัวน้อย เขาก็อาจจะลำบากไปด้วย ไม่มีใครบอกได้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กน้อยคนนี้ เขาจะมีโอกาสหาผู้ช่วยคนใหม่ได้หรือไม่ ดังนั้นเขาไม่ขอเสี่ยงดีกว่า
เด็กน้อยสามคนกับแมวอีกหนึ่งตัวเดินไปเรื่อยๆจนถึงท้ายหมู่บ้าน ซินอี๋ที่เห็นแมวน้อยของบ้านจางดูเชื่องจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปจับ แต่ไหนเลยอี้เฉินจะยอมให้ผู้อื่นมาััตัวง่ายๆ เขาเลยะโหนีไปด้านข้าง แล้วสะบัดหน้าเดินต่อไปโดยไม่สนใจเด็กหญิงผู้นั้นอีก จนพวกเขามาถึงจุดหมาย
ด้านหน้าของพวกเขามีต้นไม้มากมาย แม้ตรงนั้นจะดูเหมือนป่า แต่ก็เป็แค่ชายป่าที่ติดกับหมู่บ้านจึงไม่ได้มีอันตราย อีกทั้งละแวกนั้นมีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ตลอด เมื่อมาถึงจางจือก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"เ้ามาหาสมุนไพรอะไรหรือ??"
ซินอี๋หยุดเดินแล้วเบิกตากว้างจ้องไปทางจางจืออย่างใ นางลืมไปเลยว่าท่านแม่ให้นางมาหาสมุนไพรอะไร นางได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่าเศร้าเสียใจ
มี่มี่ที่เห็นดังนั้นก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"เช่นนั้น ท่านปู่ของพี่ซินอี๋ไม่สบายเป็อะไรเ้าคะ"
"เมื่อหลายวันก่อนท่านปู่ออกไปข้างนอก ตอนนั้นมีฝนตกหนัก ท่านแม่คาดว่าท่านปู่จะเป็หวัดน่ะสิ"
มี่มี่ที่ได้ยินก็คิดตาม สมุนไพรมีตั้งหลายชนิดที่มีสรรพคุณลดไข้ แต่นางไม่แน่ใจว่าตัวไหนถึงควรจะนำมาใช้กับท่านปู่ของพี่ซินอี๋ จึงถามมาวมาวขึ้นในใจว่า
"มาวมาว สมุนไพรมีตั้งเยอะที่ช่วยอาการหวัด หรือเราควรให้กินทุกอย่างเลยดีไหม?? จะได้หายไวๆ"
....!!! เฮ้อแล้วอย่างนี้จะปล่อยให้นางคาดสายตาได้อย่างไรล่ะเนี่ย อี้เฉินได้แต่คิดในใจ