The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๕๔ ภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์

            ทั้งสองคนผลัดกันหมุนรูบิคหินก้อนนั้นอยู่กว่าชั่วโมงตามคำสั่งของเธอโชคดีไม่น้อยที่ฑิฆัมพรพอรู้ทฤษฎีการเล่นรูบิคอยู่บ้างเธอจึงพยายามใช้เทคนิคเหล่านั้นกับปริศนาอันนี้ แม้ว่าจะใช้ได้ไม่ถึงกับร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มันก็ช่วยให้เบาแรงขึ้นมาก แต่ไอ้ที่เสียเวลาจริงๆ ก็คือตอนบิดมันไปมามากกว่าเพราะหินก้อนนี่แม่งโคตรฝืด

            กริ๊ก!

            เสียงกลไกลั่นขึ้นเบาๆแต่เมื่อมันดังขึ้นภายใต้บรรยากาศอันเงียบงันระหว่างคนทั้งสองแล้วก็ทำให้พวกเขาได้ยินอย่างชัดเจน

            เสี้ยววินาทีถัดมาก็มีปุ่มหินขนาดพอดีมือ เด้งขึ้นมาจากยอดหินตรงหน้าของเขาทั้งสองในลักษณะเหมือนเชิญชวนให้กด

            ทั้งสองมองหน้ากันเหมือนจะถามแต่ในเมื่อไม่มีใครให้คำตอบได้ สุดท้ายวิฬาร์จึงลองกดดู

            หินก้อนเล็กลั่นดังครืดแล้วจมลงไป

            วินาทีถัดมาถ้ำทั้งแห่งก็สะเทือนเบาๆ คล้ายกับตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน

            พร้อมกันนั้นภาพเขียนบริเวณหนึ่งที่เขาดูไม่รู้เรื่อง กลับค่อยๆ ขีดเขียนลายตัวเองใหม่เริ่มจากเส้นโค้งเล็กๆ แล้วลากเส้นตรงยาวลงมาจรดพื้น แผ่สีสันออกมาจนเติมเต็มตัวเองและในที่สุด ก็กลายเป็นรูปประตูบานหนึ่ง

            จากนั้นมันก็ส่งเสียงเสียดสีบาดหูก่อนจะเด้งตัวเองออกมาจากผนังถ้ำ กลายเป็นประตูจริงๆ

            “ผู้เล่นพบภารกิจพิเศษภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์ (S)”

            “หากผู้เล่นต้องการเข้าร่วมภารกิจจงเดินทางผ่านประตูเบื้องหน้าเข้าไป”

            “ความยากของภารกิจขึ้นอยู่กับจำนวนและระดับของผู้เข้าร่วมโปรดระวังตัว”

            วิฬาร์และฑิฆัมพรมองหน้ากันคล้ายจะถามความเห็นการบอกว่าความยากจะขึ้นอยู่กับเลเวลและจำนวนผู้เข้าร่วมนั้นก็เหมือนบอกว่าไม่ว่าจะพาคนเพิ่มมามากเท่าไหร่ ภารกิจก็จะยากเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนนั้นอยู่ดีอย่าว่าแต่ต่อให้พามาได้ พวกเขาก็ไม่คิดจะกลับออกไป เรียกคน แล้วกลับเข้ามาอีกทีเป็นแน่เพราะทั้งสองคนต่างก็ไม่รู้ว่าถ้าเกิดตัวเองออกไปแล้วอีกฝ่ายจะแอบดอดกลับเข้ามาทำภารกิจไปก่อนหรือเปล่าหรืออาจจะเล่นตุกติกอะไรบางอย่างลับหลังก็เป็นได้

            ดังนั้นสุดท้ายแล้ว พวกเขาก็มีทางเลือกเพียงทางเดียว

            นั่นก็คือเข้าประตูไปพร้อมกัน

            “เลดี้เฟิร์ส”

            ชายหนุ่มเดินไปที่บานประตูแล้วเปิดออกอย่างสุภาพพลางผายมือให้เธอเดินเข้าไปด้วยท่าทีล้อเลียน

            สาวงามภายใต้หน้ากากเงินยิ้มอ่อนที่มุมปากก่อนจะเดินเข้าไปอย่างเชิดหยิ่งเพราะถูกวิฬาร์แซว จากนั้นเขาจึงรีบกระโดดตามเข้าไป

            ทั้งสองหายวับไปในทันทีเหลือทิ้งไว้เพียงไอเย็นจากละอองหิมะที่เบื้องหลัง

             

            ………………..

             

            เสียงคำรามทุ้มต่ำปนกับเสียงพูดคุยดังเจี๊ยวจ้าวดังเข้ามาในโสตประสาทของวิฬาร์

            เขาลืมตาตื่นขึ้นมาพลางเอามือบังแสงแดดที่แยงเข้ามาในตาจนพร่าไปหมด

            ภาพแรกที่ปรากฏในคลองจักษุคือหลังคาผ้าโทรมๆสีมอซอ มีรอยปุปะเล็กน้อย และเมื่อกวาดตามองซ้ายขวาก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเต็นท์สนามขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่นอนของเขาในตอนนี้ส่วนแสงที่แยงตาเขาเมื่อครู่นั้นก็เป็นแสงอาทิตย์จากเบื้องนอกที่ส่องเข้ามาจากประตูที่เปิดกว้างเอาไว้

            สภาพอากาศอบอุ่นจนเกือบร้อนแตกต่างราวฟ้ากับเหวจากสถานที่ที่เขาอยู่เมื่อครู่ บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไปแล้ว

            แม้แต่ละอองเวทมนตร์เองก็เข้มข้นขึ้นมากวิฬาร์ถึงกับสัมผัสได้ว่ามันเข้มข้นเกือบจะเท่ากับบริเวณอาศรมของคทานนเลยทีเดียว

            และเมื่อกวาดตามองไปอีกนิดก็เห็นฑิฆัมพรในชุดเดิมของเธอ นอนหลับตาพริ้มหลับอยู่ข้างๆ เขาจึงปลุกเธอเบาๆ ให้ตื่นขึ้นมาเตรียมรับสถานการณ์อันไม่รู้อนาคตนี้ด้วยกัน

            “ขอต่ออีกหน่อยค่า…”

            “อะแฮ่ม!”

            เธอผวาตื่นขึ้นมาจนสะบัดผ้าห่มที่คลุมกายปลิวไปอีกทางผมเผ้ากระเซอะกระเซิงกว่าเดิมเล็กน้อยหน้ากากเงินที่สวมอยู่ตลอดเวลาเลื่อนออกจากใบหน้างาม ก่อนจะหันมามองวิฬาร์หน้าตาตื่นทำให้เขาต้องเบนสายตาไปทางอื่นด้วยความกระอักกระอ่วน

            วงหน้างามขึ้นสีชมพูอ่อนเมื่อระลึกได้ว่าเมื่อครู่เธอพูดอะไรออกไป

            ทั้งสองเงียบกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะเป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบเอง

            “เราออกไปดูข้างนอกกันเถอะ”

            คำพูดประโยคนี้ช่วยสลายความอึดอัดของทั้งสองลงได้เป็นอย่างดี

            เธอรับคำเบาบางขยับหน้ากากให้เข้าที่แล้วเลิกผ้าหน้ากระโจม ผุดลุกออกไปพร้อมกัน

            เมื่อเห็นภาพที่เบื้องหน้ามันก็ทำเอาเขาและเธอต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงเพราะไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้

            เบื้องหน้าของพวกเขาคือค่ายทหารขนาดใหญ่มีเต็นท์หลังเล็กๆ วางตัวอย่างเป็นระเบียบยาวไปจนสุดขอบเนินทุ่งหญ้าอีกฝั่งและเมื่อบวกลบคูณหารดูแล้ว ถ้าหากให้แต่ละเต็นท์นอนกันได้สองคน นั่นก็แปลว่าจะมีทหารประจำการอยู่ในค่ายนี้อย่างน้อยหมื่นนาย

            ทว่าทหารเหล่านั้นกลับไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

            เพราะพวกมันเป็นยักษ์!

            ยักษ์หลากเผ่าพันธุ์หลากสีสัน

            บ้างนั่งคุยกันอยู่ข้างกองไฟที่กำลังคุกรุ่นดูไม่ออกว่ากำลังต้มอะไรในหม้อสนามหน้าตาดูไม่ได้ใบนั้น บ้างก็เดินไปเดินมาหยอกล้อเล่นหัวกันอย่างสนิทสนม บ้างก็เพิ่งอาบน้ำชำระกายมาเสร็จหมาดๆในขณะที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวอยู่ทั่วตัว และกำลังเดินกลับมาที่พักของตนคล้ายกับจะมาเปลี่ยนเสื้อผ้า

            และสิ่งที่ทุกตัวมีเหมือนกันก็คือมัดกล้ามอันทรงพลังและเขี้ยวขาวราวมุกแก้ว ที่โค้งออกมาจากมุมปากทั้งสองข้างทุกตัวสูงเฉลี่ยสองเมตรห้าสิบ วิฬาร์และฑิฆัมพรต้องแหงนมองคอตั้งบ่า ถึงจะเห็นหน้าพวกมันชัดเจน

            “อ้าวไอ้ห่านี่ ตื่นแล้วหรอวะ เมื่อคืนเป็นไงวะมึง แดกไปกี่แก้ว”

            “สะ…สองเองงง”

            “สองแก้วหรือสองถังวะฮ่าๆๆๆ”

            ยักษ์สีน้ำเงินตัวที่เพิ่งเดินกลับมาจากการอาบน้ำตวัดผ้าเช็ดตัวขึ้นมาพาดที่หัวไหล่ก่อนจะเอ่ยทักทายเพื่อนของมันที่เพิ่งโงหัวออกมาจากเต็นท์นอน แต่ดูเหมือนหมอนั่นยังไม่ได้สติสักเท่าไหร่เพราะหลังจากตอบคำถามนั้นไป ก็ทิ้งตัวลงที่ประตูเต็นท์แล้วกรนคร่อก ส่งเสียงหนวกหูดังสนั่นต่อ

            ค่ายทหารถึงกับอนุญาตให้กินเหล้าได้ด้วย?

            ตึง!

            เสียงตึงตังทุ้มต่ำดังสะเทือนอย่างต่อเนื่องมาแต่ไกลทำให้เหล่ายักษ์แถวนี้ทั้งหมดชะงักกิจกรรมที่ทำอยู่แล้วชะเง้อชะแง้คอหันไปมองดูต้นเสียง

            หุ่นรบหรืออะไรก็ตามที่ควรจะนิยามได้ด้วยคำนั้นราวๆสิบตัว หุ้มด้วยเกราะโลหะสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าจนแสบตา พวกมันกำลังเดินอย่างเป็นระเบียบข้ามเนินหญ้าเบื้องล่างของพวกเขาไปยังเต็นท์ใหญ่หลังหนึ่งที่เห็นอยู่ลิบๆ แต่แม้จะห่างไปถึงกว่าสองร้อยเมตรเขาก็ประเมินออกไม่ยากว่ามันมีขนาดสูงกว่าแปดเมตร

            ใหญ่พอๆกับตึกสามชั้น

            หกตัวแรกมีสองขากับอีกสี่แขนและเมื่อเขาลองใช้เอ็มเด็กซ์ส่องดูระบบของมันก็ถึงกับบอกข้อมูลไม่ได้ว่าพวกมันคือตัวอะไร

            ส่วนอีกสี่ตัวที่เหลือมีหกขาคล้ายแมลงบนส่วนหลังของมันแบกอะไรบางอย่างที่คล้ายกับปืนใหญ่ กำลังเดินอย่างเชื่องช้างุ่มง่ามตามหัวขบวนไปไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ไม่ยากว่าเป็นอาวุธที่น่าจะมีพลังอำนาจทำลายล้างสูงแค่ไหน

            นี่พวกเขาอยู่ที่ไหนกันแน่?

            สองคนถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันโดยไม่ตั้งใจ

            เหมือนว่าภารกิจนี้จะส่งพวกเขาวาร์ปมาที่อื่นและคำตอบของคำถามที่พวกเขาสงสัยกันอยู่ตอนนี้ ก็น่าจะอยู่ในหน้าต่างระบบของพวกเขา

            วิฬาร์ที่คุ้นเคยกับการเจอภารกิจพิสดารมาบ่อยครั้งจึงรีบเปิดหน้าต่างระบบดู ก่อนจะเจอแจ้งเตือนภารกิจที่กะพริบอยู่มุมจอเขารับเปิดมันขึ้นมาอ่านทันที

            ภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์ขั้นที่1 ช่วงที่ 1

            คำอธิบายภารกิจ

            กองทัพยักษ์ลาดตระเวนชายแดนและพบการบุกรุกจากเผ่าพันธุ์มนุษย์จึงมีการจัดทัพเพื่อเตรียมการรับมือ ผู้เล่นถูกส่งเข้ามาอยู่ในกองทัพเพื่อช่วยเหลือในการต่อสู้

            คำสั่งของภารกิจ

            ผู้เล่นต้องเข้าร่วมการต่อสู้และให้ความช่วยเหลือเผ่ายักษ์ในการรับมือการบุกรุกครั้งนี้เพื่อรับแต้มภารกิจหลังจากจบภารกิจ

            ความล้มเหลว

            หากผู้เล่นตายจะถือว่าภารกิจล้มเหลว

            หากผู้เล่นทำแต้มได้น้อยกว่า100 คะแนน ถือว่าล้มเหลว

            แต้มภารกิจ

            สะสมจากความสำเร็จของภารกิจสามารถใช้แลกไอเทม ทักษะ และรางวัลอื่นๆ ได้จากร้านค้าพิเศษของระบบ

            หมายเหตุ

            กฎการตีสัตว์อสูรข้ามเลเวลถูกยกเลิกผู้เล่นสามารถได้รับค่าประสบการณ์จากสัตว์อสูรเลเวลต่างกันได้โดยไม่จำกัดเพดานเลเวล

            วิฬาร์อ่านรายละเอียดภารกิจด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

            คำอธิบายทั้งหมดสั้นกระชับและได้ใจความตรงประเด็นที่สุด

            สาวงามที่ยืนอยู่ข้างๆเขาก็ปิดหน้าต่างระบบลงเช่นกันหลังจากอ่านเนื้อหาข้างในจบเธอมีสีหน้าครุ่นคิดอย่างสงสัยเล็กน้อยกับภารกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น

            แต่ทั้งสองยังไม่ทันย่อยสถานการณ์ให้ละเอียดก็ถูกเสียงเข้มเสียงหนึ่งทักขึ้น

            “ไงไอ้เด็กใหม่ตื่นแล้วเรอะ!” ยักษ์สีน้ำเงินตนเมื่อครู่ที่เพิ่งลับหายเข้ากระโจมของตัวเองไปเอ่ยทักมันอยู่ในชุดเสื้อผ้าในชุดรัดรูปยาวจนถึงข้อมือดูสะอาดตา เนื้อผ้าทำจากเส้นใยโลหะสีพื้นออกแนวเขียวเข้ม ขลิบริมขอบด้วยสีเงินยวง แต้มด้วยสีดำระคนเทาบางจุดบนนั้นวางลวดลายคล้ายวงจรไฟฟ้าเดินยาวทั่วทั้งตัวอย่างซับซ้อนจนแม้แต่วิฬาร์ผู้ซึ่งผ่านการเล่นเบต้าเทสต์มาเนิ่นนานและเชี่ยวชาญเวทมนตร์หลายประเภทยังดูไม่ออกว่าวัตถุประสงค์ในการใช้งานของวงจรนี้คืออะไร เพียงแต่พอเดาได้จากชุดที่ดูกระฉับกระเฉงนี้มันน่าจะถนัดสายยุทธเวท ไม่ก็พันธุเวทเป็นหลัก

            แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจก็คือมันดูคล้ายกับวงจรเวทของคทานนเป็นอย่างยิ่ง

            เจ้ายักษ์สีน้ำเงินกล่าวพลางเดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองมัดกล้ามทั่วตัวส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นฉุนที่จะว่าหอมก็ไม่หอมเหม็นก็ไม่เหม็นลอยมาแตะจมูกทั้งสองคน

            ในดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์ ระบบจะจัดการให้สัตว์อสูรมองเห็นผู้เล่นตรงกับเผ่าพันธุ์ที่ผู้เล่นได้รับพวกยักษ์ทั้งหลายจึงมองเห็นเขาเป็นยักษ์ตัวหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่ระบบไม่ได้จัดการเรื่องความสูงให้พวกเขาเพิ่มมามากนักตอนนี้ภาพร่างของพวกเขาในตาของเจ้ายักษ์น้ำเงินนี่ สูงอย่างมากก็ไม่เกินสองเมตรกล้ามเนื้ออะไรก็ไม่ค่อยจะมี ผอมแห้งราวไม้เสียบผี

            “ตื่นแล้วเมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเลย หนวกหูฉิบหาย” วิฬาร์ใช้ไหวพริบรีบตอบกลับพลางปั้นเรื่องเล็กน้อยเพื่อให้ดูกลมกลืนไปกับสภาพค่ายโดยรอบ

            เมื่อดูจากการกระจายตัวของความสกปรกในค่ายและการปล่อยเนื้อปล่อยตัวของเหล่าทหาร วิฬาร์เชื่อว่าเมื่อคืนน่าจะมีการฉลองกันขนาดหนักอย่างแน่นอน

            “ฮ่าๆๆงานเลี้ยงก็อย่างนี้แหละ ทหารชายแดนอย่างเรา นานๆ ถึงจะได้ออกรบกับเขาสักทีมันก็ต้องมีฉลองล่วงหน้ากันหน่อย ว่าแต่...” มันตอบกลับมาด้วยเสียงดังก่อนจะเอามือเท้าเอวแล้วก้มหน้าลงมาประจันหน้ากับเขา แต่แม้ว่ามันก้มหน้าย่อตัวลงมาก็ยังสูงกว่าเขาที่สูงเกือบร้อยแปดสิบอยู่เป็นฟุต

            “...พรุ่งนี้จะออกรบแล้วไหนๆ เอ็งมา ‘ฝึก’ ฝีมือกะข้าดูหน่อยมั้ยล่ะ?”

            “เห้ย! ข้าแทงไอเด็กใหม่ร้อยนึง”

            “ข้าแทงนวนันท์สามร้อย!”

            “ข้า..!@#$%.”

            ยังไม่ทันได้ตอบอะไรออกไปสักคำเหล่ายักษ์รอบๆ ก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวายขึ้นมาเสียงดังลั่นทุ่ง พาเอาหมวดอื่นๆที่นั่งๆ นอนๆ อยู่ห่างออกไปลุกขึ้นมาดูอย่างสนใจจากนั้นวงพนันก็ยิ่งมายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ มีเจ้ามือผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดส่วนเจ้าตัวต้นเรื่องกลับยืนยิ้มแฉ่งคล้ายกับว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องน่าสนุกสนานบันเทิงใจ

            “ตกลง”




            ทำไมกันน้า เรื่องวุ่นๆ ชอบมาหานายวิฬาร์ของเราตลอดเลย (5555)

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน