บรรดาสตรีในครอบครัวของหวังชีล้วนรีบร้อนพยักหน้ารับ
“ไปทำอะไรให้นางทานหน่อยเถิดให้เด็กๆ อยู่เป็นเพื่อนนาง”หลี่ชิงชิงยื่นมือออกไปลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสามคนที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาเฮ้อ พวกเขาเกือบจะสูญเสียมารดาไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรคนเล็กหวังปาเที่ยที่เห็นภาพมารดาแขวนคอตายด้วยตาของตนเอง...
“ได้พวกเราเชื่อคำเจ้า”
“ให้หนึ่งคนมาเอายาที่ยาที่บ้านข้า”หลี่ชิงชิงทั้งเหนื่อยทั้งหิว ร่างกายของนางเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อนางตั้งใจจะกลับบ้านไปทานข้าวและจัดการตัวเองก่อน
หลี่เอ้อร์หลินรอแล้วรออีกรอจนกระทั่งเห็นว่าหลี่ชิงชิงเดินออกมาจากห้องนอนแล้ว ภายใต้ราตรีมืดมิดที่ต้องใช้แสงจันทร์ในการมองเห็นก็ยังมองเห็นสีหน้าของหลี่ชิงชิงไม่ชัดเจน เขาเอ่ยถามว่า “ชิงชิง เป็นอย่างไรบ้างเหนื่อยแย่แล้วกระมัง?”
เมื่อครู่หลี่ชิงชิงได้ยินเสียงของหลี่เอ้อร์หลินแว่วดังจากด้านนอกทำให้นางรู้ว่าเขาเฝ้ารออยู่ข้างนอกมาตลอด ในใจท่วมท้นไปด้วยความอบอุ่น เอ่ยขึ้นว่า“ข้าสบายดี แค่หิวนิดหน่อยเจ้าค่ะ”
“ไปพวกเรากลับบ้านไปกินข้าวกัน” หลิวซื่อเดินมาด้านหน้า คว้าจับมือของหลี่ชิงชิงแน่น
“ไม่รู้ว่าจางซื่อได้ทำอาหารไว้หรือไม่?” ผู้เฒ่าหวังเองก็เดินเข้ามารับเช่นกันเขากับหวังจื้อ หวังเลี่ยง หวังจวี๋เองก็รอนางอยู่จนถึงตอนนี้เช่นกัน
น้ำเสียงของหลิวซื่อทั้งสูงทั้งห้วน“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือเมื่อครู่ข้าส่งพั่นตี้กลับบ้านไปบอกจางซื่อให้ทำอาหารไว้แล้ว”
หวังเยวี่ยเอ่ยกับคนในครอบครัวของหวังชีอีกสองสามคำก่อนจะตามครอบครัวของตนเองกลับไป นางหยิบยืมแสงจันทราเพื่อมองแผ่นหลังของหลี่ชิงชิงเอ่ยอยู่ในใจว่าน้องสะใภ้สามารถรักษาคนที่สิ้นลมหายใจให้กลับมามีชีวิตได้จริงๆเช่นนั้นนางก็คงจะสามารถตรวจสอบความผิดปกติในร่างกายของตนได้กระมัง?
ระหว่างทางกลับบ้านพวกเขาพบกับคนต่างสกุลในหมู่บ้านที่กำลังเก็บหมอนมุ้งที่หลับที่นอน ทั้งสามคนนั้นพากันสอบถามสถานการณ์ของจ้าวซื่อเมื่อรู้ว่าจ้าวซื่อไม่ได้กลายเป็นคนสมองพิการหรืออัมพาตแล้ว ต่างก็ยกย่องสรรเสริญหลี่ชิงชิงว่าเป็นกุมารีหยกผู้ติดตามพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ การช่วยชีวิตคนนับเป็นการสั่งสมบุญบารมี ต่อจากนี้คนสกุลหวังย่อมได้รับการอำนวยพรอย่างแน่นอนทำให้ผู้เฒ่าสกุลหวังและครอบครัวเดินกลับบ้านด้วยความภาคภูมิ หลี่เอ้อร์หลินเองก็เดินตามพร้อมเสียงหัวเราะที่ดังกึกก้องเช่นกัน
ปรากฏว่าจางซื่อจัดการเตรียมอาหารไว้พร้อมสรรพกับข้าวเองก็ทำเสร็จร้อนๆ พอดีเช่นกัน
ในงานเลี้ยงมงคลตอนเที่ยงหลี่ชิงชิงเกรงว่าคนในตระกูลหวังจะทานกันไม่อิ่ม นางจึงตั้งใจจะทำกับข้าวเยอะกว่าปกติแต่ปรากฏว่าคนในตระกูลเกรงใจเกินกว่าจะขออาหารเพิ่มและกินเพียงอาหารที่ยกขึ้นให้บนโต๊ะเท่านั้นดังนั้นอาหารที่นางทำเพิ่มจึงเก็บไว้ทานเป็นอาหารเย็นแทน
หลี่ชิงชิงมอบยาสงบใจให้หมี่ซื่อก่อนจะกำชับนางอีกสองสามประโยค อีกทั้งยังเอ่ยว่า“หลังจากที่ข้าทานอาหารและพักเหนื่อยสักประเดี๋ยว ข้าจะไปที่บ้านท่านเพื่อตรวจนางอีกที”
ปกติหมี่ชื่อมักจะทะเลาะกับจ้าวซื่อเป็นประจำทว่าเมื่อถึงยามวิกฤติ นางก็ยังปฏิบัติต่อจ้าวซื่อในฐานะญาติคนหนึ่งและรู้สึกขอบคุณเหลือล้นที่หลี่ชิงชิงช่วยชีวิตจ้าวซื่อเอาไว้ได้สำเร็จ อีกทั้งยังเป็นห่วงและใส่ใจจ้าวซื่อถึงเพียงนี้
ทันทีที่หมี่ซื่อเดินจากไปหลิวซื่อก็เอ่ยด้วยสีหน้าระทมทุกข์ “โชคดีที่ฝีมือการแพทย์ของชิงชิงเลิศล้ำสามารถช่วยชีวิตจ้าวซื่อกลับมาได้สำเร็จมิเช่นนั้นครอบครัวของพวกเราคงจะถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยแล้ว”
ในใจของหลี่ชิงชิงตื่นตระหนกยิ่งนักนางเอ่ยถามว่า “หา เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับครอบครัวของเราหรือเจ้าคะ?”
หลิวซื่อตั้งใจจะบอกหลี่ชิงชิงตั้งแต่เมื่อครู่ทว่าเกรงว่าจะทำให้คนในตระกูลหวังเข้าใจนางผิด จึงรอจนกลับมาถึงบ้านของตนเองถึงได้เอ่ยออกมาหญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แตกพร่าราวกับถั่วที่ถูกเทออกมาจากถุง“เมื่อครู่เจ้ากำลังช่วยชีวิตจ้าวซื่ออยู่ด้านใน มิได้มีแก่ใจจะฟังคำพูดของคนที่อยู่ด้านนอก
เฮ้อจ้าวซื่อโกรธที่หวังเหนียนไม่อนุญาตให้นางเข้าร่วมงานเลี้ยงของพวกเรา อีกทั้งยังโมโหท่านผู้เฒ่าหวังชีรวมถึงเฟิ่งซื่อที่หยิบยกของฝากครึ่งหนึ่งให้หวังจูแทนที่จะมอบให้หลานชายของพวกเขาทาน
จ้าวซื่อลากหวังเหนียนออกไปทะเลาะกันทว่าหวังเหนียนที่รีบร้อนจะไปบ้านหวังจูไม่ทันระวัง จึงได้พลั้งมือทำร้ายจ้าวซื่อเข้าจ้าวซื่อโมโหจนโทสะพุ่งสูงเสียดฟ้า เมื่อไม่มีสติคิดไม่ตกจึงได้คิดสั้นแขวนคอตาย”
หลี่ชิงชิงลดมาตรฐานงานเลี้ยงลงแล้วลงอีกลดลงจนรู้สึกว่าหากลดไปมากกว่านี้คงเป็นงานเลี้ยงที่ไร้ความจริงใจเสียแล้วในส่วนของฝากที่ให้นำกลับบ้าน ก็เพื่อเป็นการนำอาหารประเภทแป้งที่พวกนางจะทำการค้าขายในวันข้างหน้าออกมาแสดงตัวให้เป็นที่รู้จักเฮ้อ คิดไม่ถึงว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างจ้าวซื่อกับสามีของนางรวมถึงพ่อสามีและแม่สามีของนางด้วย...
นางรู้สึกไร้คำจะเอ่ยได้แต่ส่ายศีรษะเอ่ยว่า“วันนี้ครอบครัวของท่านผู้เฒ่าหวังชีส่งผู้ใดมางานเลี้ยงหรือเจ้าคะ?”
หลิวซื่อเอ่ยด้วยสีหน้าไม่ยินดีเท่าไรนัก“ผู้เฒ่าหวังและภรรยา ภรรยาของหวังเหอหมี่ซื่อ และภรรยาของหวังเจินฮวาซื่อ”
จางซื่อที่อยู่ด้านข้างอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ว่า“ข้าเข้าใจแล้ว คนที่ผู้เฒ่าหวังส่งมาช่วยเราซ่อมแซมบ้านคือสามพี่น้องหวังเหอหวังเจินและหวังเหนียน แต่ปรากฏว่าคนที่ได้ร่วมกินงานเลี้ยงกลับมีเพียงภรรยาของหวังเหอและหวังเจินภรรยาของหวังเหนียนกลับไม่ได้เข้าร่วม ในใจจ้าวซื่อถึงได้รู้สึกโมโหเช่นนี้”
หลิวซื่อเอ่ยพลางทอดถอนใจด้วยความหดหู่“ใช่ โอกาสที่จะได้มาร่วมงานของภรรยาหวังเหนียนถูกยกให้เฟิ่งซื่อแทน”
หวังเยวี่ยเอ่ยขึ้น“หวังเหอและหวังเจินรักใคร่ภรรยา ทว่าหวังเหนียนเคารพรักมารดา”
จางซื่อรีบแสดงจุดยืนทันที“ท่านแม่ หากในอนาคตเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ท่านได้ไปงานเลี้ยงข้าจะไม่มีทางโกรธท่าน”
จางซื่อเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นตั้งแต่ที่นางแต่งเข้าบ้านหลังนี้ เวลาที่มีเรื่องดีๆนางไม่เคยทะเลาะเพื่อแย่งโอกาสมาสักครั้ง
ทว่าหลิวซื่อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ยามที่จางซื่อยังไม่ได้ตั้งครรภ์หากในหมู่บ้านมีงานเลี้ยง หลิวซื่อจะให้จางซื่อไปก่อน น้อยครั้งนักที่จะให้หวังจวี๋ที่เป็นบุตรสาวของตนไป
หลิวซื่อดีต่อจางซื่อยิ่งกว่าที่เฟิ่งซื่อดีต่อจ้าวซื่อมากนัก
ผู้เฒ่าหวังขมวดคิ้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้หนทาง “เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า?”
หลิวซื่อเอ่ยต่อ“หากเป็นเพียงงานเลี้ยงธรรมดาก็ช่างมันเถิดทว่าจ้าวซื่อดันได้ยินคนในบ้านบอกว่าอาหารในงานเลี้ยงของเราอร่อยยิ่งนักในใจก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้น เฮ้อ หากหวังเหนียนปลอบประโลมคนเป็นเรื่องก็คงจะจบไปแล้ว แค่โอ๋นางสักหน่อย ให้จ้าวซื่อได้ระบายความโกรธสักนิดทว่านอกจากหวังเหนียนจะพูดไม่น่าฟังและไม่ปลอบใจนางแล้วเขายังทำร้ายร่างกายจ้าวซื่ออีก จ้าวซื่อมอบบุตรชายให้หวังเหนียนถึงสามคน ปกติยามอยู่ในบ้านจึงได้พูดจาบัวไร้น้ำหลังแข็งไม่ยอมงอให้ผู้ใด เดิมทีย่อมมิอาจแบกรับความโกรธเช่นนี้ได้อยู่แล้ว”
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยว่า“สตรีเช่นพวกเจ้านี่ เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องโกรธจนจะเป็นจะตายเช่นนี้”
เสียงของหลิวซื่อดังขึ้นเป็นเท่าตัวนางตะโกนว่า “สตรีอย่างพวกเรามันทำไมหรือไม่มีสตรีเช่นพวกเราจะยังมีเจ้าอยู่ตรงนี้หรือ?”
ผู้เฒ่าหวังรีบปรับน้ำเสียงเป็นอ่อนนุ่มทันที“ข้าไม่ได้ว่าพวกเจ้า พวกเจ้าล้วนเป็นสตรีที่ประเสริฐยิ่ง ข้าหมายถึงจ้าวซื่อสตรีเลอะเลือนผู้นั้น...ใช้ชีวิตอย่างลำบากถึงเพียงนั้นเชียวหรือขมขื่นจนแม้แต่ชีวิตของตนเองก็หักใจตัดได้ลง?”
หลี่ชิงชิงค่อยๆเอ่ยว่า “ตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง หวังเหนียนไม่ควรทำร้ายร่างกายตั้งแต่แรกการทำร้ายร่างกายนั้นไม่ถูกต้อง จ้าวซื่อเองก็ไม่ควรแขวนคอการคิดสั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน”
หลี่เอ้อร์หลินพยักหน้าพร้อมเอ่ยว่า“ถูกต้อง น้องสาวเอ่ยได้มีเหตุผลนัก”
ช่วงบ่ายเขาได้ไปสอดส่องที่บ้านของหวังชีแล้วบ้านนั้นร่ำรวยมั่งคั่งกว่าบ้านสกุลหลี่มากนักบ้านสกุลหลี่เองก็มีสมาชิกในครอบครัวมาก ความขัดแย้งภายในบ้านก็ย่อมมีมากเช่นกันทว่าสะใภ้ใหญ่เติ้งซื่อและภรรยาของเขาหมิงซื่อกลับไม่เคยมีความคิดฆ่าตัวตายอยู่ในหัวล้วนต้องการมีชีวิตอยู่ต่อกันทั้งสิ้น
ผู้เฒ่าหวังคิดถึงใบหน้าอันขมขื่นของลูกพี่ลูกน้องหวังชีก็ได้แต่ถอดทอนหายใจยาว “เฮ้อ วันนี้หวังชีร้องไห้ต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนั้นเขาเป็นผู้นำตระกูลหวัง หวังชีเอ่ยว่าหากจ้าวซื่อสิ้นลมจริงๆชื่อเสียงของตระกูลหวังก็คงจบสิ้นต่อจากนี้คงไม่มีผู้ใดกล้าส่งบุตรหลานมาแต่งงานกับตระกูลเราอีกแล้ว”
หวังจื้อพยักหน้าซ้ำๆแม้แต่หวังเลี่ยงเองก็เอ่ยด้วยสีหน้าไม่ยินดีเท่าไรนัก “ท่านลุงหวังชีเอ่ยได้ถูกต้องหากจ้าวซื่อไม่รอดจริงๆ คงไม่มีผู้ใดยินดีจะแต่งเข้าตระกูลของพวกเราแล้ว”
ทันใดนั้นหลี่เอ้อร์หลินก็หัวเราะแล้วเอ่ยว่า“หวังเลี่ยง เจ้ากลัวว่าจะไม่มีสตรีใดต้องการแต่งงานกับเจ้ามากกว่ากระมัง? เจ้าวางใจเถิดครอบครัวของเจ้ามีบ้านอิฐหลังใหญ่ ย่อมมีสตรีมากมายที่ยินดีจะออกเรือนกับเจ้า”
ตอนนั้นเองคนในสกุลหวังถึงได้ยิ้มออกส่วนหวังเลี่ยงขวยเขินจนเอ่ยตะกุกตะกัก “ข้ามิได้ มิได้ กังกังวลถึงตนเองเสียหน่อย”
หวังจื้อจุดตะเกียงน้ำมันหากไม่มีหลี่ชิงชิง อาหารเย็นที่บ้านคงมืดมนไม่น่าทานแล้ว
หลี่เอ้อร์หลินอาศัยแสงจากตะเกียงกวาดมองหลี่ชิงชิงก่อนจะเห็นสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงจนเกือบจะอยู่ในสภาพมอมแมมหากเป็นก่อนหน้านี้หลี่ชิงชิงย่อมไม่มีทางอนุญาตให้ตนเองทานข้าวพร้อมรูปลักษณ์ที่ไม่เรียบร้อยเช่นนี้แน่นอนหลังจากที่นางออกเรือนไป น้องสาวคนนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆทว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เยี่ยมยอดยิ่งนัก!
ครอบครัวสกุลหวังรับประทานอาหารเย็นหลี่ชิงชิงไปอาบน้ำ จากนั้นก็เปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าสะอาดๆ ก่อนจะเตรียมตัวไปบ้านของหวังชี
หลิวซื่อและหวังเยวี่ยเสนอตัวตามไปเป็นเพื่อนหวังจวี๋เองก็คิดจะตามไปด้วยเช่นกัน ทว่ากลับถูกหลี่ชิงชิงห้ามไว้
หลิวซื่อเดินพ้นประตูรั้วมาก็เอ่ยเสียงกระซิบ“หากอีกหน่อยบ้านของพวกเขาทะเลาะกันขึ้นมา พวกเราก็เผ่นเสีย”