บทที่140
คำเชิญงานเลี้ยง
จดหมายคำเชิญจากคุณชายเว่ยส่งมาให้เขาถึงบริเวณด้านหน้าจวนตั้งแต่ในยามเช้าลู่หยางรับจดหมายนั้นเอาไว้แล้วก็อ่านมองดูจดหมายบริเวณด้านหน้าอย่างประหลาดใจ
เมื่อได้ทำการอ่านจดหมายคำเชิญนั้นก็มองเห็นว่ามันเป็นจดหมายคำเชิญของคุณชายเว่ยส่งมาให้เขาให้ไปเข้าร่วมงานบางอย่างที่ถูกจัดขึ้นที่ตระกูลเว่ยยามเที่ยงวัน
หลังจากที่มองเห็นเช่นนั้นเขาเองก็ได้หยุดคิดแล้วก็ไต่ตรองอยู่สักพักว่าตนเองนั้นจะเดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้ดีหรือไม่
แต่ว่าหลังจากที่ไตร่ตรองมาได้สักพักแล้วก็มองเห็นว่าอย่างไรเสียงานเลี้ยงในครั้งนี้ก็เป็นงานเลี้ยงของพี่น้องร่วมสาบานของเขาแน่นอนว่าถ้าเขานั้นไม่เดินทางไปก็คงจะดูน่าเกลียดสักหน่อย
เพราะแบบนั้นตัวของเขาตัดสินใจจะเดินทางไปเข้าร่วมในยามเที่ยงวันอย่างไรเสียในวันนี้งานต่างๆที่เขานั้นต้องจัดการเองก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว
ในขณะที่ยืนอ่านจดหมายอยู่บริเวณด้านหน้าจวนบุตรสาวของเขาเดินมาจากบริเวณด้านหลังเดินผ่านเขาไปโดยไม่พูดจาอันใด
ลู่หยางที่กำลังยืนอยู่เมื่อเห็นนางเดินผ่านไปจะทำการเอ่ยปากเรียกแต่เมื่อลองคิดดูแล้วเขาเองก็ค่อยๆปิดปากของตนเองกลับไปเช่นเดิมและก็กลับมาอยู่ในท่าทางสงบนิ่ง
ที่เขานั้นไม่ทำการเอ่ยปากเรียกมันก็เป็นเพราะว่าถึงแม้ว่าจะเรียกไปอย่างไรเสียก็ไร้ประโยชน์
ความจริงก็คือตั้งแต่ในวันนั้นที่เขาพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นออกไปตอนนี้ก็ผ่านมาสามวันแล้วบุตรสาวของเขายังไม่พูดจาอะไรกับเขาแม้แต่คำเดียว
มันเลยทำให้บรรยากาศตอนนี้ภายในบ้านของเขาเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สุดแสนจะอึดอัด
ลู่หยางลองทำการทวนบุตรสาวของตนเองสนทนาแล้วแต่ว่านางเองนั้นก็ไม่ตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อยซึ่งมันทำให้เขารู้สึกหนักใจยิ่งนักเกี่ยวกับความจริงในเรื่องนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวของนางนั้นโกรธเคืองเขาด้วยเรื่องอันใดกันแน่
หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่าเป็นนิสัยของเด็กนางเลยทำการโกรธเคืองเขาเป็นเรื่องธรรมดาแต่ในขณะเดียวกันเขาที่ไม่เคยมีครอบครัวก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้และก็ไม่รู้ด้วยเช่นเดียวกันว่าจะทำการง้อนางได้อย่างไร
เพราะแบบนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาบรรยากาศทุกอย่างมันเลยเป็นเช่นนี้บรรยากาศทุกอย่างดูอึดอัดและก็อึมครึมไปหมดเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะสนทนาอย่างไรดีกับบุตรสาวของตัวเอง
นางเดินทางออกไปตั้งแต่ในยามเช้ามองดูก็รู้ได้ทันทีว่านางคงจะเดินทางไปเข้าเรียนที่สถานศึกษา
ลู่หยางที่กำลังยืนอยู่ทำใบหน้าเอื้อมระอายกมือขึ้นมาจับกุมขมับตัวของเขารู้ได้ในทันทีว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขาในตอนนี้
“ เอาเถอะเรื่องนั้นก็ปล่อยไปก่อนก็แล้วกันในตอนนี้ต้องจัดการเกี่ยวกับงานด้านหน้าก่อนเป็นอันดับแรก”
เขาหันหลังกลับเข้าไปภายในเรือนของตนเองเดินเข้าไปจัดเตรียมแต่งกายให้เหมาะสมเพื่อที่จะเดินทางไปเข้าร่วมงาน
ใช้เวลาในการเตรียมตัวไม่นานนักเขาเองก็เตรียมร่างกายของตนเองจนเสร็จจากนั้นก็มีเวลาทำการสั่งการภายในโรงหมอสักพักกำชับให้พวกเขาดูแลคนป่วยในขณะที่เขานั้นไม่อยู่
หลังจากที่กำชับเกี่ยวกับเรื่องนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เดินทางออกจากเรือนของตนเองเข้าไปภายในเมืองอย่างรวดเร็ว
มองดูจากเวลามันเองก็เป็นเวลาที่เหมาะเจาะพอดีเป็นช่วงเวลาที่พอดิบพอดีกับงานเลี้ยงที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ดวงอาทิตย์บนศีรษะตอนนี้กำลังลอยเด่นอยู่กำลังจะเคลื่อนที่และโคจรมาถึงบริเวณกลางศีรษะ
ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนักเขาเองก็ได้เดินทางมาถึงจวนเองตระกูลเว่ยเมื่อได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้มองเห็นสิ่งที่อยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้ภายในจวนแห่งนี้ถูกจัดงานเอาไว้อย่างใหญ่โตราวกับว่ามีงานสำคัญถูกจัดขึ้น
เมื่อได้เดินทางมาถึงเขาเองก็ได้เผชิญหน้ากับผู้คุ้มกันที่อยู่บริเวณด้านหน้าแต่เพราะว่าผู้คุ้มกันของจวนตระกูลนี้รู้จักเขาเป็นอย่างดีไม่จำเป็นจะต้องให้บัตรผ่านก็สามารถเดินเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเขาเดินเข้าไปบริเวณด้านไหนแล้วรู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งที่มันอยู่บริเวณด้านหน้าของเขาในตอนนี้มีบางอย่างถูกจัดขึ้นภายในตระกูลเว่ยถูกตกแต่งอย่างงดงามเขามองเห็นเช่นนั้นเขาเองก็รู้สึกตั้งคำถามภายในใจว่ามีงานอันใดถูกจัดขึ้นกันแน่
ไม่ได้มีเพียงแค่งานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตเท่านั้นดวงตาของเขามองตรงไปมองเห็นว่าภายในสถานที่แห่งนี้มีผู้คนมากมายที่เดินทางมาเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก
โดยผู้คนที่มาเข้าร่วมภายในงานนี้ต่างพากันทยอยเดินเข้าไปภายในนั้นพวกเขานั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบที่ดูดีมีระดับมองดูแล้วไม่น่าใช่คนธรรมดาทั่วไป
บางคนสวมใส่ชุดผ้าไหมดูดีไม่เพียงเท่านั้นบริเวณทั่วทั้งร่างกายของมันยังสวมใส่เครื่องประดับเช่นเพชรพลอยอีกมากมาย
เลยทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าคนพวกนี้ล้วนแล้วไม่ใช่คนธรรมดาน่าจะเป็นเศรษฐีหรือไม่ก็พวกขุนนางยศใหญ่โต
ลู่หยางแม้จะเห็นงานเลี้ยงที่ดูแปลกหูแปลกตาอยู่ด้านหน้าของตนเองเขาก็พยายามสงบใจเอาไว้จากนั้นก็ค่อยๆเดินเข้าไปบริเวณด้านไหนนั้นเข้าร่วมงานตามคำเชิญ
เมื่อเดินเข้าไปผู้คนมากมายต่างพากันจ้องมองเขาเป็นตาเดียว
ลู่หยางเขารู้ดีคนพวกนี้ต้องมองเขาด้วยสายตาเช่นไรสายตาที่พวกมันจ้องมองมาที่เขามองดูก็รู้ได้ในทันทีว่ามันเป็นสายตาที่สงสัย
ภายในใจของพวกมันคงจะถามว่าเขาเดินทางมาทำอันใดที่สถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน
ก็ไม่แปลกหรอกชุดที่เขานั้นสวมใส่เป็นชุดธรรมดาแถมยังสะพายกล่องไม้ที่แปลกประหลาดอยู่บริเวณด้านหลัง
กิจกรรมพลภายในงานแห่งนี้ที่สวมใส่เครื่องแบบที่ดูดีไม่เพียงเท่านั้นพุทธังร่างกายของพวกมันยังมีเครื่องประดับอีก
ลู่หยางที่เดินก้าวเข้ามาภายในงานแห่งนี้รู้สึกไม่ชอบกับความรู้สึกที่เขาสามารถสัมผัสได้ในตอนนี้เลย
แต่หลังจากที่เดินผ่านผู้คนมากมายเรานั้นไปสักพักในที่สุดเขาเองก็ได้พบเจอกับคุณชายเว่ย
ในตอนนี้คนผู้นั้นกำลังโดนล้อมหน้าล้อมหลังด้วยผู้คนมากมาย
มองดูก็รู้ได้ทันทีว่าผู้คนมากมายเรานั้นที่กำลังล้อมหน้าล้อมหลังเว่ยเจ๋อจงอยู่ในตอนนี้พวกมันมีจุดประสงค์อันใดกันแน่
พวกนั้นเข้าหาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มมองดูก็รู้ว่าพวกมันนั้นมีจุดประสงค์อันใด
งานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีอำนาจและเงินทองเช่นนี้เมื่อพวกมันเดินทางมาก็คงจะมาหวังหาผลประโยชน์อย่างแน่นอน
ในขณะที่เขากำลังยืนมองจากระยะไกลเว่ยเจ๋อจงในดวงตาของตนเองต้องมองตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้มองตรงมาเห็นพี่น้องบุญธรรมของตนเองที่กำลังเรียนอยู่เขาก็แสดงรอยยิ้มออกมาพร้อมกับละทิ้งพวกที่อยู่บริเวณนั้นทั้งหมดเดินตรงเข้ามาหาลู่หยางไม่ทันที
เขาเดินตรงเข้ามาหาลู่หยางผู้คนที่อยู่ภายในงานนั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึงเมื่อมองเห็นคุณชายเว้ยเดินทางเข้ามาทักทายกับบุรุษผู้นั้นก่อน
มันเกิดเสียงกระซิบกระซาบขึ้นมาเล็กๆที่บริเวณรอบๆ“ อันใดกันเหตุใดคุณชายเว่ยเดินเข้าไปหาบุรุษผู้นั้นหรือว่าจะทำการไล่ออกจากงาน ”
“ นั้นสิมองดูจากการแต่งกายแล้วไม่น่าจะเป็นเศรษฐีจากตระกูลใดเหตุใดจึงมาเดินเพ่นพ่านภายในงานแห่งนี้ได้”
พวกมันทำการส่งเสียงกระซิบเล็กๆแต่ว่ามีหรือว่าผู้ที่มีประสาทสัมผัสที่รวดเร็วอย่างลู่หยางเขาจะไม่ได้ยินสิ่งที่พวกมันพูดคุยกัน
เพียงแค่พวกมันอ้าปากและพูดคุยออกมาถ้าไม่ได้อยู่ในระยะห่างจากเขาเป็นร้อยก้าวเขาเองก็ได้ยินเสียงที่พวกมันพูดคุยกันอย่างชัดเจน
ถึงแม้ว่าจะได้ยินเสียงพวกนั้นดังขึ้นมาแต่ว่าเขาเองก็พยายามสงบตนเองเอาไว้แสดงท่าทางเคร่งขรึมให้มากที่สุดเขานั้นทำตัวราวกับว่าทำหูทวนลมไม่ได้ยินเสียงที่พวกมันนั่นพูดคุยกัน
เขาผ่านอะไรมามากมายจนรู้ดีว่าในงานสำคัญเช่นนี้ไม่ควรจะก่อเรื่องเพราะแบบนั้นตอนนี้เขาเลยแสดงท่าทางที่สงบใจเอาไว้
“ ว่าอย่างไรน้องลู่!!! ข้าเชิญเจ้ากระทันหันไปหรือไม่!!แต่อันที่จริงแล้วก็อยากจะให้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้เพราะว่าจะได้เป็นประโยชน์กับเจ้าด้วย”คุณชายเว่ยทำการกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและด้วยท่าทางที่ดูเป็นกันเองเป็นอย่างมาก
เมื่อเขาทำการพูดออกมาเช่นนั้นทุกคนภายในงานต่างพากันอ้าปากค้างดวงตาของมันมองตรงมาที่บุรุษที่อยู่เบื้องหน้าของพวกมันในตอนนี้
ในตอนนี้พวกมันตกตะลึงกับสิ่งที่ตนเองได้ยินและสิ่งที่ตนเองนั้นคิดก่อนหน้านี้ทุกอย่างนั้นผิดไปหมดเพียงแค่ได้ยินคำพูดที่ดูเป็นกันเองนั่นก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นคนรู้จักของคุณชายเว่ย
คุณชายเว่ยแสดงรอยยิ้มออกมาดวงตาของเขากวาดไปมองผู้คนภายในงานนี้แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนโง่ของเขาเองก็รู้เช่นเดียวกันว่าผู้คนภายในงานแห่งนี้นินทาลู่หยางว่าอย่างไร
ถ้าเขาทำการกวาดสายตาไปมองผู้คนภายในงานแห่งนี้เรียบร้อยแล้วเขาจึงทำการเสนอแนะนำคนที่อยู่ข้างกายของเขาให้กับผู้คนที่อยู่ภายในงานได้รู้จัก“ ขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักคนผู้นี้คือท่านหมอเทวดาของเมืองตี้หนานเป็นพี่น้องร่วมสาบานของข้าเองมีนามว่าลู่หยาง”
เขาได้ทำการแนะนำผู้ที่อยู่ข้างกายของเขาออกมาเพื่อให้ผู้ที่อยู่ภายในงานแห่งนี้มองลู่หยางด้วยสายตาอื่น
ภายในงานนั้นเงียบสงัดเมื่อได้ยินคำแนะนำของคุณชายเว่ยที่ทำการกล่าวออกมาแน่นอนว่าไม่ว่างผู้ใดภายในงานแบบนี้ก็ต่างพูดไม่ออกบุรุษผู้ที่แต่งกายธรรมดาธรรมดาสวมใส่ชุดเรียบง่ายผู้นี้งั้นหรือคือพี่น้องร่วมสาบานของคุณชายเว่ย
จบบท