บทที่ 9 เชื่อมต่อ
่เวลากลางวันได้ผ่านไปแล้ว ความสนุกสนานหายไป เหลือแต่ความเหงาที่ปัดเป่าไม่ได้ จันทร์เสี้ยวลอยเด่นบนท้องฟ้า คล้ายกำลังหัวเราะเย้ยหยันที่นางเอาแต่ร่ำสุรา
สีหน้าของฟางเยว่ในตอนนี้ผู้ใดก็เดาไม่ออกว่านางกำลังคิดอันใดอยู่ จ้งเหว่ยไม่เห็นนางทั้งวันกลับตีมึนเมินเฉย เขาตั้งใจเดินกลับเรือนนอน ไม่อยากสนใจสตรีขี้เมาแล้ว ไม่ทราบว่าผีดลใจหรืออย่างไร จึงหยุดเท้าเปลี่ยนทิศทาง จ้งเหว่ยเดินเงียบเชียบลัดไปด้านหลังราวล่องหนได้ น้ำเสียงดูแคลนแว่วมา ฟังก็รู้ว่าเขายั่วโมโหนาง “สุราเป็มารดาเ้ารึ?”
ฟางเยว่หมุนจอกสุราดู ต่างดื่มต่างมอง แล้วจึงค่อยจ้องเขม็งไปยังอีกฝ่าย ั์ตานางคล้ายกำลังคิดวิเคราะห์บางสิ่งอยู่ แต่ไม่พูดอะไร นิ่งงันอยู่อย่างนั้น
จ้งเหว่ยเห็นนางไร้กริยาตอบสนอง จึงเดินมาด้านหน้ารวบชายเสื้อคลุม ยวบตัวนั่งบนโต๊ะ ที่เบื้องหน้ามีสุราสองกาตั้งอยู่ ดวงตาไม่ค่อยเป็มิตรจ้องนาง พลางพูดต่ออีกว่า “หรือมันเป็บิดาเ้า?”
“ฆ่ามิได้ก็ปรองดองเถอะ” ฟางเยว่พูดสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ทันคาดคิด
“คืนเกล็ดกิเลนมา” น้ำเสียงและใบหน้าต่างเ็า
ฟางเยว่ยกสุราดื่มอีก เงยหน้ามองดวงจันทร์อีกทีหนึ่ง เดิมทีไม่คิดจะพูด แต่จ้งเหว่ยลงทุนลงแรงยั่วยุปานฉะนี้ ฟางเยว่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประจวบเหมาะกับบรรยากาศเป็ใจ ร่างกายหนาวเหน็บ แสงจันทร์ทำให้คนเหงาใจ สุราแรงไหลลงท้อง ทำให้กายอุ่นแต่ไม่ทำให้ใจอุ่น สัญชาตญาณของคนเราชอบเจรจา การได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่ง เล่าความในใจอย่างอัดอั้น ผ่อนปรนดีนักแล เงียบเชียบมาถึงจุดนี้ ฟางเยว่ขยับปากส่งเสียง
“ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา มีแต่ท่านอาจารย์เท่านั้น ตอนนี้ดับขันธ์แล้ว เท่ากับว่าไม่มีท่านอาจารย์แล้วเช่นกัน ข้าจะเล่าความลับอย่างหนึ่งให้ท่านฟัง พันปีมาแล้ว ที่ตัวข้าแฝงอยู่ในคราบของเ้าหนุ่มอัปลักษณ์ร่างหนึ่ง เพราะท่านอาจารย์เชื่อว่ามันสามารถปกป้องข้าจากปีศาจใจเหี้ยมได้ พละกำลังข้าอ่อนด้อย ฝึกฝนผิดเส้นผิดสาย เพราะเอาแต่คิดว่าตนเองคือเทพบุปผชาติในวารี ต่อให้เป็เช่นนั้นท่านอาจารย์ก็ไม่ยอมชี้แนะข้า นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้เซียนเล็กๆ เช่นข้า ใฝ่ฝันอยากมีสัตว์พาหนะสักตัว” เล่ามาถึงส่วนนี้เปลือกตาของฟางเยว่หลับลงไปทีหนึ่งแล้วเงียบ
“อย่างไรต่อ?” จ้งเหว่ยที่ไม่คิดสนใจนาง กลับให้ความสนใจกับเื่ที่นางเล่า
“ไม่อยากเล่าแล้ว” ฟางเยว่ตอบห้วน และยังคงหลับตาอยู่
“ข้าอยากฟัง” คำพูดสั้นกระชับ ทำให้ฟางเยว่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง พลางเล่าต่อไปว่า
“ท่านอาจารย์สอนเพียงวิชาแพทย์ ข้าเพียงขยันเรียนเท่านี้ก็เก่งแล้ว ไม่คิดเป็อื่น พลังวิเศษอ่อนด้อยก็ช่างมันเถิด ขอเพียงอาศัยร่างเ้าอัปลักษณ์ก็ปลอดภัย อยู่ข้างกายท่านอาจารย์ไปได้ชั่วชีวิต หลังจากถูกเ้าชั่วคนหนึ่งทำร้าย ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ใต้ชายคาแล้ว เดาได้ว่าท่านอาจารย์คงตามไปช่วยข้าอีกนั่นแหละ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แปลงกายกลับไปเป็เ้าคนอัปลักษณ์ไม่ได้อีกแล้ว แต่ข้าไม่สนนักหรอก ขอเพียงได้อยู่ดูแลท่านอาจารย์ก็พอ ไม่คาดคิดว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านอาจารย์หายตัวไป ทิ้งของเพียงสามสิ่งไว้ จดหมาย เกล็ด และพลังวิเศษทั้งหมดของเขา ใช่แล้วล่ะ ข้าได้รู้ความจริงในตอนนั้น ว่าตนเองคือวิหควารี หาใช่บุปผชาติในวารี”
ฟังมาถึงตรงนี้จ้งเหว่ยก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องอันใดกับนิสัยชอบดื่มสุราต่างน้ำของนาง จึงถามเสียงเรียบว่า “เกี่ยวอันใดกับสุรา?”
ฟางเยว่หัวเราะเ็าออกมาทีหนึ่ง ส่อแววตาด่าทอเย้ยหยัน ไร้ปากพูดแต่คล้ายมีเสียง “เ้าสุนัขเรื้อนโง่เขลา”
“หลังท่านอาจารย์ดับขันธ์ก็โศกเศร้าอย่างมาก ถึงขั้นลงไปสงบจิตใจใต้คงคาซูซานอยู่หลายคืน แล้วจึงออกเดินทางมายังดินแดนเจี้ยนหยวน เดิมที้าดื่มสุราเพื่ออำพรางตนเอง แต่ความโศกเศร้านั้นมาก สุราแรงไหลลงท้องไปครั้งหนึ่ง ร่างกายก็ชา ดื่มมากหน่อยหัวใจก็ชา ชามากจนหลับใหลไป ลืมเลือนความเ็ปและโศกเศร้าได้ชั่วขณะหนึ่ง ทว่าเดินทางไกลนั้นพบเจอคนหมู่มาก อันตัวข้านี้ไม่แสวงหาตัวตนเก่า กระทั่งได้ล่วงรู้โดยบังเอิญว่ามารดา และบิดาของตนเป็ผู้ใด ก็โศกเศร้ามากขึ้นอีก ตัวข้าจึงอาศัยน้ำเมา ดื่มต่างน้ำ”
เล่ามาถึงตรงนี้ก็เพียงพอแล้ว ฟางเยว่หยุดพูด พลางถอนหายใจโล่งอกออกมาทีหนึ่ง นิสัยช่างพล่ามช่างพูดติดตัวั้แ่เกิด วันคืนผ่านพ้นทำได้แค่เล่าให้เกาซีฟัง วันนี้คนที่ได้ฟังเป็จ้งเหว่ย ก็รู้สึกแปลกประหลาดไปอีกแบบ แต่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก แต่พอหันกลับไปมองจ้งเหว่ย เขากลับมีสีหน้าตึงเครียดกว่าปกติ หางคิ้วลู่ตก ดวงตาแซมประกายเศร้าหม่น แฝงไปด้วยความรู้สึกอันยากจะเอื้อนเอ่ย เดิมทีคิดว่าแค่ ร่างกายเชื่อมความเ็ปไว้กับนาง ไม่คิดว่าจิตใจก็เชื่อมต่อด้วย นางเศร้าใจเพียงใดจ้งเหว่ยรับรู้ด้วยทั้งหมด
“ฆ่ามิได้ก็ปรองดองเถอะ” จู่ ๆ จ้งเหว่ยพูดทวนคำของนางที่เอ่ยไว้ตอนแรก
“ห๊า” ฟางเยว่คิดว่าตนเองหูฝาดไปแล้วแน่ ๆ
“ข้าหมายถึง เ้าอยากทำอะไรก็ได้ แค่อย่าทำให้ข้าเดือดร้อน” พูดเสร็จก็ยื่นมือไปเทสุราลงจอก ยกดื่มรวดเดียวหมด
“ยอมแต่งกับข้า?” ฟางเยว่ยกสุราดื่มเหมือนกันแล้วหลิ่วตาพูด
“ไม่ยินยอม เพียงแต่คร้านหาเื่เ้า พลังวิเศษมีมาก ไม่จำเป็ต้องใช้เกล็ดข้าปกป้อง เช่นนั้นก็คืนมันมาเสีย” จ้งเหว่ยยังคงพูดวนมาตรงนี้
“มิได้! นั่นเป็ของที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ อีกอย่างข้ายังต้องใช้มันรักษาพลังที่ถ่ายทอดสู่กายเ้าตลอดทั้งคืน ลืมไปแล้วกระมัง ว่าผู้ใดเปลืองแรงช่วยเหลือ” นางพูดยโสประหนึ่งเป็เ้าชีวิต
จ้งเหว่ยหันหน้าไปทางอื่น แก้มของเขาแดงเรื่อลามไปถึงหู ฟางเยว่หัวเราะออกมาทีหนึ่ง คล้ายรู้ทัน จ้งเหว่ยขมวดคิ้ว รีบยกมือขึ้นมากอบกุมหน้าอกฝั่งซ้ายประหนึ่งกำลังก่นด่าให้หัวใจเต้นช้าลงหน่อย ใจประสานใจ ความรู้สึกประสานความรู้สึก ฟางเยว่รับรู้ว่าเขาเขินอายแล้ว จึงโบกมือลา พร้อมกอดกาสุรา ตรงไปยังเรือนนอน
"ใต้หล้าคือบ้านของเ้า ที่ใดก็คือบ้านของเ้า" จ้งเหว่ยหันกลับมา แล้วะโออกไปอย่างนั้น
ฟางเยว่ได้ยินแล้ว แต่ไม่หันกลับมามอง นางเอาแต่คิดว่าจ้งเหว่ยพูดจาเหมือนซางเหล่าไม่มีผิดแผก ฟางเยว่ยิ้มและยังคงเดินต่อไป เพราะกายเชื่อมกาย ใจเชื่อมใจ ทั้งสองจึงดูเหมือนเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น กำแพงสูงเสียดฟ้าที่ขวางกั้น คล้ายกำลังถูกหลอมละลายลงทีละนิด
พุ่มไม้ตรงข้ามศาลาทรงแปดเหลี่ยมขยุกขยิก เพียงจ้งเหว่ยดีดนิ้ว ลำแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พุ่งไปเตะก้นเ้าคนรับใช้สู่รู้ จนกลิ้งกลมออกจากพุ่มไม้ ฟงฝูยิ้มแหะกลบเกลื่อน พอถูกจับได้ก็รีบหมอบ แต่ผู้เป็นายใช้พลังวิเศษบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นมอง จ้งเหว่ยโยนถุงเงินไปตรงหน้า พลางพูดว่า
“จงนำเงินไปชำระสุรายี่สิบไหแทนนาง ก่อนออกจากร้านอย่าลืมกำชับเสี่ยวเอ้อกับเหล่าป่าน ว่าหากพบนางมาขอสุราอีก ให้ลงบัญชีสกุลเสิ่น เรียกเก็บเงินที่ข้า”
“ขอรับ”
“อ้อ อีกอย่างหนึ่ง สุราของนางที่ข้าสั่งให้เ้าเอาไปซ่อน ก็เอาไปคืนนางเสีย”
“ไม่ให้ทิ้งแล้วหรือขอรับ” ฟงฝูสอดเสียงถามอย่างไร้เดียงสา
“เ้าหมูสู่รู้ โง่นักหรือ? หากยังให้ทิ้ง ข้าจะจ่ายค่าสุราแทนนางทำไมตั้งยี่สิบไห”
“ฟงฝูเข้าใจแล้วขอรับ” เ้าอ้วนขานรับพลางอมยิ้ม
“เ้าเข้าใจอันใด” จ้งเหว่ยขมวดคิ้วถาม
“เข้าใจว่า… เอ่อ… ว่า…” เ้าอ้วนกำลังตรึกตรองว่า หากพูดออกไปจะโดนดุอีกหรือไม่
“อย่าได้เข้าใจผิดอีก ข้าเพียงสนองให้นางตายเร็วขึ้นเท่านั้น สุรามีพิษกัดกินตับ ผู้ใดบ้างไม่รู้โทษข้อนี้” พูดจบก็สานมือไพล่หลัง เดินหายไป