รุ่งเข้าทั้งสามคนออกเดินทางทันที จุดหมายคือหุบเขากวงซาน หรือที่เรียกกันว่าหุบเขาดื่มิญญาสถานที่ที่สามารถล้างคำสาปทุกอย่างบนโลกได้
ทั้งสามยังคงเดินทางด้วยรถม้ามุ่งขึ้นทางเหนือ ยิ่งเข้าใกล้เขตแดนเหนือ อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นถนนเริ่มกันดารและเต็มไปด้วยูเาสูงชัน
ระหว่างทางพวกเขาได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับหุบเขาที่ว่า บางคนบอกว่าที่นั่นมีเซียนอาศัยอยู่บางคนบอกว่าผู้ที่เข้าไปจะไม่มีวันกลับออกมา และบางคนถึงขั้นกล่าวว่า
“ผู้ที่กลับมาจากบ่อน้ำนั่นก็จะต้องคำสาปเช่นกัน”
แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งฟงอี้เฉินและหวังซูลี่ก็ไม่มีใครคิดถอยจนกระทั่งวันที่สามของการเดินทาง ทั้งสามแวะพักที่เมืองเล็กๆริมแม่น้ำอวิ๋นสุ่ย เมืองนี้คึกคักกว่าที่คิดถนนเต็มไปด้วยนักเดินทางและจอมยุทธ์จากหลายสำนัก
ฟงอี้เฉินกำลังนั่งกินบะหมี่อย่างสบายใจขณะที่หวังซูลี่และหวังชุนเหม่ยยังคงแต่งกายเป็บุรุษเช่นเดิมแต่ถึงกระนั้นก็ยังมีชายมากมายหันมามองและจ้องบุรุษที่มีใบหน้างดงามทั้งสองอยู่ไม่ขาดสาย
“ข้าว่าชุดที่เ้าใส่...มันดูเด่นเกินไปรึเปล่า”
เขาถามพลางเลิกคิ้วขึ้น หวังซูลี่จิบน้ำชาเงียบๆตอบด้วยเสียงเบาๆ
“คิดมากเกินไปรึเปล่าบางทีเขาอาจไม่ได้มองพวกข้าก็ได้”
ฟงอี้เฉินมองใบหน้าของนางเงียบๆ ก่อนพึมพำเบาๆ
“ไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ใคร?”
“อะไรนะ”
“ไม่มีอะไร”
เขารีบก้มหน้า กินบะหมี่ทันที เพราะไม่อยากยอมรับว่าไม่ใช่แค่ชุดที่ดูดีเกินไป ใบหน้าที่เนียนใสไร้ที่ตินั่น มันดูสะดุดตามากกว่า
ทันใดนั้นเสียงโครมดังสนั่นขึ้นจากด้านนอกโรงเตี๊ยมผู้คนแตกตื่นทันที
“ม้าเสียการควบคุม”
เสียงร้องดังขึ้นพร้อมม้าสีดำตัวใหญ่ที่กำลังควบทะลุเข้ามาบนถนนอย่างบ้าคลั่งเด็กน้อยคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่กลางทางโดยไม่สามารถขยับหนีได้ทัน ผู้คนต่างใแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย
ฟงอี้เฉินกำลังจะลุกขึ้นทว่าหวังซูลี่พุ่งออกไปกลางถนน ก่อนคว้าเด็กน้อยเข้ามาในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ม้าตัวนั้นพุ่งเข้ามาใกล้ในพริบตา!
“หยางลี่.....”
ฟงอี้เฉินะโเรียกหวังซูลี่ลั่น แต่ก่อนที่ม้าจะชนร่างหนึ่งกลับะโลงมาจากชั้นสองของโรงเตี๊ยม ใช้กระบี่ฟาดบังเหียนม้าจนมันเปลี่ยนทิศทางไปกระแทกกำแพงเสียงดังสนั่นฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ชายหนุ่มในชุดสีม่วงเข้มยืนอยู่กลางถนนอย่างสง่างาม
ใบหน้าของเขาหล่อเหลา ดวงตาและรอยยิ้มราวกับเป็คุณชายจากตระกูลผู้ดีแต่กลับแฝงความคมกล้าเอาไว้ภายใน เขาสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ก่อนหันไปมองหวังซูลี่ และขณะนั้นเองสายตาของเขาก็หยุดนิ่ง ราวกับถูกดึงเอาไว้ เขาเหลือบมองั้แ่หัวจรดเท้าและคิดว่า“เหตุใดชายผู้นี้ถึงได้มีใบหน้างดงามยิ่งนัก” เขายืนมือออกไป
“คุณชายไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
เขายิ้มบางๆให้กับหวังซูลี่ นางได้แต่ชะงักเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“ขอบคุณ”
ชายหนุ่มมองนางไม่วางตา ฟงอี้เฉินที่เดินเข้ามากลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลโดยเฉพาะสายตาของอีกฝ่ายมันชัดเจนเกินไป ชายหนุ่มชุดม่วงหัวเราะเบาๆ ก่อนคารวะ
“ข้าน้อย หานกวางซูยินดีที่ได้รู้จัก”
ฟงอี้เฉินไม่สนใจคำกล่าวทักทายของหานกวางซูดึงมือหวังซูลี่เข้าไปด้านในโรงเตี๊ยมทันที หานกวางซูจึงเดินตามเข้าไปและทักทายทั้งคู่อีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสามจะรังเกียจหรือไม่หากข้าขอร่วมโต๊ะด้วย”
เขาพูดกับฟงอี้เฉิน แต่สายตากลับมองหวังซูลี่ตลอดเวลาฟงอี้เฉินยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ดูดีแต่ไม่เป็มิตร
“รังเกียจ”
ตอบเร็วเสียจนหวังชุนเหม่ยแทบสำลักน้ำชาแต่หานกวางซูกลับหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี
“น่าสนใจ”
จากนั้นเขาก็นั่งลงข้างหวังซูลี่หน้าตาเฉย
“คุณชายชื่ออะไร”
หวังซูลี่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบออกไป
“หยางลี่”
“หยางลี่....ช่างเป็ชื่อที่งดงามยิ่งนัก”
ฟงอี้เฉินวางตะเกียบลงดังแปะ
“เ้ามีธุระอะไรหรือไม่”
หานกวางซูหัวเราะเบาๆ
“ไม่มี แค่รู้สึกว่า...ถูกชะตากับพวกท่านเท่านั้น”
“.......”
ฟงอี้เฉินกำถ้วยชาในมือจนเกือบแตกเขารู้สึกไม่ชอบหานกวางซูเป็อย่างมาก และไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกหงุดหงิดถึงเพียงนี้กันแน่...
หลังจากนั้นทั้งสามก็รีบออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อเดินทางต่อแต่หานกวางซูกลับตอแยไม่เลิก เขาเดินตามมาห่างๆ
“พวกเ้าจะเดินทางไปที่ใดกันรึ”
..............................
“คงจะเดินทางไกลไม่น้อยสินะถึงต้องใช้รถม้า”
..............................
ไม่ว่าจะถามอะไรทุกคนก็ได้แต่เงียบและเดินตรงไปที่รถม้าที่จอดไว้นอกเมือง
“ข้ากำลังเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆให้ข้าติดตามพวกเ้าไปด้วยจะได้หรือไม่?”
“ไม่มีทาง” ฟงอี้เฉินหันกลับมาะโเสียงดังด้วยความโมโห
“เ้าเลิกตามพวกข้าเสียทีหากยังตื้ออยู่อย่างนี้ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
หานกวางซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยทำท่าเหมือนกำลังท้าทายฟงอี้เฉิน
“ข้าไม่ได้ขอติดตามเ้าเสียหน่อยเหตุใดต้องเชื่อฟังสิ่งที่เ้าพูด”
หานกวางซูหันไปหาหวังซูลี่และโปรยยิ้มให้นางอย่างมีไมตรี
“คุณชายหยางให้ข้าติดตามไปด้วยได้หรือไม่?”
หวังซูลี่เหลือบไปมองฟงอี้เฉินที่กำลังไม่พอใจอย่างมากและทำท่าเหมือนจะเข้าไปหาเื่หานกวางซูเลยเดินเข้ามาห้าม
“เดี๋ยวก่อน”นางเอาตัวเข้าไปขวางทั้งคู่ไว้เพื่อไม่ให้มีเื่กัน
“คุณชายหาน...ที่ที่พวกเราจะไปนั่นมิใช่สถานที่ท่องเที่ยว มันอันตรายและน่ากลัวเป็อย่างมากพวกข้าคงให้ท่านติดตามไปด้วยไม่ได้”
หานกวางซูเอามือขึ้นมาจับคางเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
“อย่างนั้นหรือ...งั้นก็ได้..ข้าจะไม่กวนพวกเ้าอีกขอให้เดินทางปลอดภัย”
หานกวางซูเดินกลับไปเหมือนว่าปัญหาจะแก้ไขได้ พวกเขาจึงมุ่งหน้าไปที่รถม้าต่อ
พอขึ้นรถม้าออกเดินทางฟงอี้เฉินก็สังเกตได้ว่า มีคนขี่ม้าตามมาห่างๆ เขาจึงจอดรถไว้และลงไปหาชายคนนั้น
“เ้าตามพวกข้ามาทำไมอีก”
“ข้านะหรือตามพวกเ้า...หาเป็เช่นนั้นไม่ข้าก็จะไปทางนี้เหมือนกันเท่านั้น”
เมื่อหวังซูลี่กับหวังชุนเหม่ยได้ยินเช่นนั้นก็เผลอหัวเราะออกมาทันทีหานกวางซุสงสัยกับเสียงหัวเราะนั่น จึงขี่ม้าเข้ามาใกล้ๆ
“พวกเ้าขำอะไรกันนักรึ”
“ไม่ได้ไปด้วยกัน แค่ไปทางเดียวกันเ้ากำลังจะพูดแบบนี้ใช่หรือไม่”
หวังซูลี่พูดและเหลือบไปมองฟงอี้เฉินที่ทำหน้านิ่งอยู่ด้านหลัง
“เอาเถอะ จะตามพวกข้าไปก็ไม่เป็ไรแต่ขอให้ระวังให้มาก การเดินทางของพวกข้านั้นอันตรายและมีคนปองร้ายอยู่ตลอดเวลา”
หานกวางซูยิ้มเล็กน้อยที่หวังซูลี่พูดออกมาเช่นนั้นและถึงแม้ฟงอี้เฉินจะไม่พอใจนักที่หานกวางซูจะตามมาด้วยแต่เมื่อทุกคนลงความเห็นเช่นนั้น เขาก็ต้องยอมทำตาม