เมื่อจ้อยอธิบายกฎกติกาการละเล่นที่เรียกว่า"เป่ายิ้งฉุบ" ให้นายหญิงฟังอย่างละเอียดยิบแม่นางจันทร์ที่นั่งอยู่บนเตียงหินก็ทำตาโตด้วยความประหลาดใจนางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าในจักรวาลนี้จะมีเกมที่ตัดสินแพ้ชนะกันด้วยนิ้วมือเพียงไม่กี่นิ้วแถมยังมีตรรกะการแพ้ชนะที่หมุนวนเป็วงกลมดูซับซ้อนแต่ก็น่าสนุกอย่างบอกไม่ถูก
พอนายหญิงฟังจนเข้าใจถ่องแท้ความงอนที่เคยมีก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปสิ้นนางลืมเื่ที่จ้อยแอบหนีเที่ยวไปเสียสนิทตอนนี้ในหัวของนางมีแต่ความอยากเอาชนะเ้ากระรอกตัวแสบตรงหน้านี้เท่านั้นนายหญิงขยับตัวนั่งตัวตรง ยืดอกขึ้นเล็กน้อยพลางเชิดคางมนขึ้นอย่างถือดีนางใช้ปลายนิ้วเรียวงามชี้มาที่เขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
"มาเลยเ้าจ้อย! ในเมื่อเ้าท้าฉันถึงขนาดนี้ฉันในนามของเ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ จะขอเป็ตัวแทนแห่งจันทรา... ป้อนดอกไม้ให้เ้าอิ่มจนพุงกางไปเลย!"
จ้อยได้ยินประโยคนี้เข้าถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งในหัวของเขาภาพการ์ตูนสาวน้อยมหัศจรรย์ในชุดกะลาสีแวบเข้ามาทันทีเขาแอบมองสีผมของนายหญิง... ก็สีดำสนิทนี่นา ไม่ใช่สีทองและนางก็ไม่ได้ผูกผมสองแกละทรงหัวซาลาเปาด้วย สงสัยจะเป็แค่การบังเอิญพูดประโยคที่คล้ายกันเฉยๆแต่ถึงอย่างนั้น ความน่ารักปนดื้อรั้นของนางก็ทำเอาใจเขาแกว่งไปไม่น้อย
"หึๆ อย่าดูถูกกันนักเลยครับนายหญิง"เขายืดตัวขึ้นยืนสองขาเลียนแบบมนุษย์ จ้อยเท้าเอวด้วยขาหน้าข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็ชูอุ้งเท้าขึ้นชี้หน้านางอย่างท้าทาย "ผมเองก็จะขอเป็ตัวแทนแห่งจันทรา...ขุนท่านให้อ้วนเป็แม่หมูไปเลย!"
"เ้ากล้าเลียนแบบฉันรึ!" นายหญิงค้อนวงใหญ่ใส่"เลียนแบบแล้วจะทำไมครับ ผมทำแล้วดูเท่กว่าตั้งเยอะ!"เขาเถียงคำไม่ตกฟาก "เ้ากระรอกปากดี! เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อยเตรียมตัวกินดอกไม้จนร้องขอชีวิตเถอะ!" "ใครจะกินใครเดี๋ยวก็รู้ครับ!" จ้อยประกาศก้อง พลางขยับหางพวงฟูสะบัดไปมาอย่างคึกคะนอง
ทว่า...ในจังหวะที่เขากำลังจะเริ่มลงมือนั้นเองเขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ถึงปัญหาทางกายภาพที่แสนจะรุนแรง!เขามองดูอุ้งเท้าหน้าของตัวเอง... มันคืออุ้งเท้าเล็กๆ สีชมพูนุ่มนิ่มที่มีขนสีขาวปกคลุมจนแทบจะมองไม่เห็นนิ้วต่อให้เขาพยายามจะขยับนิ้วให้มันแยกออกจากกัน แต่มันก็ทำได้เพียงขยับยิกๆอยู่ในก้อนเนื้อนิ่มๆ นั่นเท่านั้น
‘ฉิบหายแล้วไง...’เขาคิดในใจ ‘ไอ้อุ้งเท้ากระรอกนี่มันเล่นเป่ายิ้งฉุบยังไงวะ? ออกค้อนน่ะพอได้ แต่ออกกรรไกรกับกระดาษนี่... มันจะดูออกไหมเนี่ย!’
"พร้อมหรือยังจ๊ะจ้อย? มา... หนึ่ง... สอง... ซั่ม!เป่า ยิ้ง ฉุบ!"
เสียงใสกังวานของนายหญิงดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวงามที่เหยียดนิ้วชี้และนิ้วกลางออกมาเป็รูป"กรรไกร" อย่างชัดเจนสวยงาม ส่วนจ้อยนั้นพยายามสุดชีวิตที่จะกางนิ้วเท้าหน้าออกมาให้กว้างที่สุดเพื่อจะออก"ค้อน" (ซึ่งจริงๆ มันก็เหมือนเดิมเป๊ะ) แต่ในสายตาของนายหญิงที่มองลงมาอุ้งเท้ากลมๆ นุ่มๆ ที่พยายามกางออกนั้น มันดูไม่ออกเลยว่าเป็รูปอะไร
"ฮ่าๆๆ! เ้าแพ้แล้วจ้อย!" นายหญิงหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ
จ้อยมองอุ้งเท้าตัวเองสลับกับมือนายหญิงด้วยความมึนงง"เดี๋ยวนะครับนายหญิง! ผมออกค้อนนะ ค้อนต้องชนะกรรไกรสิ ท่านชนะได้ยังไง?"
นายหญิงโน้มตัวลงมาดูใกล้ๆพลางหัวเราะคิกคัก "ค้อนบ้านเ้าสิกลมเกลี้ยงแถมดูนุ่มนิ่มขนาดนี้? ฉันมองยังไงมันก็คือ 'กระดาษ' ชัดๆ แถมเป็กระดาษแผ่นเล็กๆที่น่าแกล้งที่สุดด้วย! กรรไกรของฉันตัดกระดาษของเ้าขาดกระจุยไปแล้วจ๊ะเพราะฉะนั้น... กินซะดีๆ!"
พูดพลาวนายหญิงก็คว้าดอกกัลปพฤกษ์หนึ่งกำมือใหญ่มาจ่อที่ปากของเขาจ้อยพยายามจะอ้าปากประท้วง แต่ดอกไม้รสหวานฉ่ำก็ถูกยัดเข้ามาจนเต็มกระพุ้งแก้มเขาต้องจำใจเคี้ยวกลืนลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้พลังงานบริสุทธิ์ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายจนเขารู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด
"ไม่แฟร์เลยนี่นา! เปลี่ยนเกมเถอะครับ!"เขาะโประท้วงทันทีที่กลืนคำสุดท้ายลงไป
นายหญิงส่ายหน้าหวือ"ไม่เอา! ฉันเพิ่งจะเข้าใจเกมนี้ และฉันก็ชอบมันมากด้วยเ้าจะมาเปลี่ยนกะทันหันแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ"
เขากลอกตาขึ้นฟ้า"ก็นายหญิงเล่นขี้โกงนี่ครับ อุ้งเท้าผมมันเล็กท่านจะมาหาว่าผมออกกระดาษตลอดไม่ได้นะ"
"ก็มันเหมือนจริงๆ นี่นา" นายหญิงทำหน้าตายิ้มแย้มแบบไม่รู้สึกผิด"เอาเถอะจ้อย ถ้าเ้าอยากจะชนะเ้าก็ต้องทำกรรไกรหรือค้อนให้มันชัดเจนกว่านี้สิ"
จ้อยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินลงหลุมพรางที่ตัวเองขุดไว้เขาประเมินความไร้เดียงสาของนายหญิงต่ำไปจริงๆ หรือไม่ก็นางอาจจะเริ่มเรียนรู้ความ"แสบ" จากเขาไปบ้างแล้ว
"เอาล่ะครับนายหญิง ถ้าจะเล่นต่อ เราต้องมีกติกาที่เข้มงวดกว่านี้"เขาทำหน้าจริงจัง "ผมต้องมีความเป็วิทยาศาสตร์ในการตัดสิน! ต้องเข้มงวด!เข้าใจไหมครับ?"
นายหญิงเอียงคอทำหน้างง"วิท-ยา-สาด? คืออะไรจ๊ะ? แล้วไอ้ความเข้มงวดนั่นมันกินได้ไหม?"
จ้อยถึงกับกุมขมับลืมไปว่านางเป็คนในยุคเทพนิยาย"ช่างมันเถอะครับ เอาเป็ว่า... ก่อนจะตัดสินว่าใครชนะ ท่านต้องก้มลงมาดูอุ้งเท้าผมให้ชัดๆห้ามมโนไปเองว่ามันคือกระดาษเด็ดขาด ตกลงไหมครับ?"
นายหญิงเห็นเขาทำท่าทางฮึดฮัดก็แอบขำนางขยับเข้ามาใกล้พลางโน้มใบหน้าสวยล้ำเลิศลงมาจนจมูกแทบจะชนกับหูเล็กๆ ของเขาแววตาที่สดใสราวกับดวงดาวจ้องมองมาที่เขาด้วยความเอ็นดู "นี่... โกรธจริงเหรอจ๊ะ?"
จ้อยที่กำลังจะเริ่มบ่นต่อพอเห็นใบหน้าของโฉมงามอันดับหนึ่งในระยะประชิดขนาดนี้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยความพ่ายแพ้ก็พลันอ่อนระทวยไปเสียดื้อๆ เขารีบสะบัดหน้าหนีพยายามทำแก้มให้พองลมเพื่อแสร้งทำเป็โกรธ "ใช่ครับ! ผมโกรธมากด้วย!"
แต่แทนที่นายหญิงจะในางกลับหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง "ว้าว! ดูสิจ้อย เวลาเ้าทำแก้มพองๆ แบบนี้มันน่ารักกว่าเดิมเป็ร้อยเท่าเลยนะเนี่ย!"
ก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัวร่างนุ่มนิ่มของเขาก็ถูกวงแขนเรียวหอมกรุ่นรวบเข้าไปกอดไว้แนบอก!หัวของเขาจมลงไปในความนุ่มหยุ่นที่เขาเคยใฝ่ฝันถึงมาตลอดในชาติที่แล้ว...กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของเทพธิดาทำให้ิญญาของเขาแทบจะหลุดออกจากร่าง "นี่แหน่ะ!โกรธนักใช่ไหม? ต้องเจอแบบนี้!"
จู่ๆความรู้สึกเย็นชื้นและนุ่มละมุนก็ประทับลงที่หน้าผากเล็กๆ ของเขา...นายหญิงจูบเขา! แม้จะเป็เพียงการจูบแบบเอ็นดูสัตว์เลี้ยง แต่นั่นคือจูบแรกของเขาในโลกใบใหม่นี้!
จ้อยดวงตาเบิกกว้างร่างกายแข็งทื่อเหมือนโดนไฟฟ้าสถิต พลังงานในร่างพลุ่งพล่านจนหางพวงสั่นระริก‘ชะ... ชะ... ช้าก่อน! นี่มัน... จูบแรกของผมหายไปแบบไม่ทันตั้งตัวเลยเหรอเนี่ย!’
เขารีบดิ้นออกจากอ้อมกอดนางพลางะโ"เดี๋ยวน่อนนายหญิง! ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง!" นายหญิงกระพริบตาปริบๆ"ทำไมล่ะ? ก็เ้าโกรธ ฉันก็แค่ปลอบใจไงจ๊ะ" "ปลอบใจอะไรกันล่ะครับ!"เขาบ่นอุบหน้าแดงก่ำ (ภายใต้ขนขาวๆ) "ท่านจะจูบผม ท่านต้องบอกก่อนสิ!แล้วดูเนี่ย... ขนผมมันหนาขนาดนี้ ท่านจูบลงมาผมแทบไม่รู้สึกถึงััริมฝีปากท่านเลยมีแต่ขนโดนดันเข้าไปในิัเนี่ย! ท่านช่วยแหวกขนออกก่อนจูบไม่ได้รึไง!"
นายหญิงได้ยินคำตำหนิสุดประหลาดนั่นก็ให้ขำจนตัวงอ"จ้อยเอ๋ยจ้อย เ้าช่างเป็กระรอกที่เื่มากจริงๆ เลยนะ!ฉันอุตส่าห์เมตตาจูบเ้า เ้ายังจะมาบ่นเื่ขนอีกรึ? ได้... คราวหน้าฉันจะไม่จูบเ้าอีกแล้ว!""เอ๊ย! ไม่ได้นะครับ!" จ้อยรีบตะครุบมือนางไว้ทันที "คือ...ผมแค่หมายความว่า คราวหน้าต้องเตรียมการให้ดีกว่านี้ครับ"
นายหญิงแอบค้อนให้"ไว้รอดูนิสัยเ้าก่อนเถอะจ้ะ เอาล่ะ... ไม่โกรธแล้วใช่ไหม? มาเล่นต่อกันเถอะ""ได้ครับ! แต่คราวนี้ผมจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แล้วนะ" จ้อยทำหน้ามุ่งมั่น"กติกาใหม่... ใครแพ้ ต้องรับผิดชอบกินดอกไม้ที่เหลือบนเตียงนี้ให้หมด!ตกลงไหมครับ?"
นายหญิงพยักหน้าอย่างมั่นใจ"ตกลงจ้ะ! เตรียมตัวพุงกางได้เลย!"
‘หึๆเข้าทางผมละ...’ จ้อยหัวเราะกริกในใจ เขาจงใจตั้งกติกาแบบนี้เพราะรู้ดีว่านายหญิงยังไม่ได้กินอะไรเลยส่วนตัวเขานั้นอิ่มรองเท้าฟางของน้าขามมาจนจุก การหลอกล่อให้นางชนะบ้างแพ้บ้างเพื่อให้นางกินดอกไม้เข้าไปเยอะๆ คือแผนการที่แยบยลที่สุดของเขา
"เป่า ยิ้ง ฉุบ!"
คราวนี้จ้อยใช้สมาธิขั้นสูงสุดสายตาของเขาจับจ้องไปที่การขยับกล้ามเนื้อข้อมือของนายหญิงเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่จะออกท่าทางเขาเห็นปลายนิ้วของนางขยับเล็กน้อย... 'นางจะออกกระดาษ!'
ในเสี้ยววินาทีนั้นเองเขายื่นอุ้งเท้าหน้าออกไปพร้อมกับกางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ (ที่สั้นจู๋)ออกมาให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางะโลั่น "กรรไกรั์!"
นายหญิงแบมือออกมาเป็รูปกระดาษจริงๆเสียด้วย! แต่นางก็ต้องชะงักเมื่อเห็นอุ้งเท้าของเขา "เดี๋ยวนะจ้อย...นี่มันคืออะไร?"
"อ้าว! ก็กรรไกรไงครับนายหญิง!"เขารีบใช้อีกขาหนึ่งชี้ไปที่ติ่งนิ้วของตัวเอง "เห็นไหมเนี่ย? นี่คือปากกรรไกรที่คมกริบ ยาวเกือบหนึ่งเิเเลยนะ!มันคือซูเปอร์กรรไกรที่เอาไว้ตัดกระดาษของท่านยังไงล่ะครับ!"
นายหญิงทำหน้าปั้นยาก"นี่น่ะเหรอกรรไกร? ฉันมองเห็นแต่มันพยายามจะถ่างนิ้วออกมาจนสั่นไปหมดนะจ๊ะ"
"ท่านอย่ามาโกงนะครับนายหญิง!" เขารีบแสดงบทบาทผู้ถูกรังแก"ผมพยายามสุดชีวิตที่จะแปลงร่างอุ้งเท้าให้เป็อาวุธระดับตำนานขนาดนี้ท่านต้องให้เกียรติความพยายามของผมด้วย! สรุปคือ... ผมชนะ!ท่านต้องทานดอกไม้หนึ่งกำมือเดี๋ยวนี้!"
นายหญิงเห็นความจริงจังของเ้ากระรอกแสบก็นึกขำนางยอมรับความพ่ายแพ้อย่างว่าง่ายพลางหยิบดอกไม้สีทองเข้าปาก "ก็ได้ๆ ฉันยอมแพ้ให้เ้าหนึ่งตาจ้ะรสชาติมันหวานกว่าตอนที่ป้อนเ้าจริงๆ ด้วยนะ"
"เห็นไหมครับ บอกแล้วว่ากินเองอร่อยกว่า"จ้อยหัวเราะร่าหูพับสะบัดไปมา
การดวลเป่ายิ้งฉุบในตำนานดำเนินต่อไปอย่างออกรสชาติจ้อยใช้ทั้งศาสตร์แห่งจิตวิทยา และความกะล่อนในการตัดสินแพ้ชนะ บางตาก็แกล้งแพ้เพื่อให้ตัวเองได้กินบ้างบางตาก็โกงซึ่งหน้าจนนายหญิงต้องดึงหูเล่น พลังงานจากดอกกัลปพฤกษ์ค่อยๆซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของนายหญิงจนผิวพรรณเริ่มมีเืฝาดดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขามองดูภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ"นายหญิงครับ ท่านทานเยอะๆ นะ จะได้มีแรงมาเล่นกับผมทุกวัน"