ตอนที่ 18 ชีวิตประจำวันของจือจือ (1)
โจวมู่รับภาพของปราชญ์เฒ่ามา พร้อมกับชีวิตที่ยุ่งมากขึ้น
แต่ต่อให้จะยุ่งขนาดไหน โจวมู่ก็จะแบ่งเวลามาให้ลูกสาวเสมอ
หมู่บ้านผิงโข่วในปีนี้มีฝนตกค่อนข้างหนัก อีกทั้งยังตกตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าแสงแดดจึงเจิดจ้าและอากาศดีเอามากๆ
เป็นช่วงเวลาสุดสัปดาห์พอดี
หลังจากโบกมือลาปู่ปราชญ์แล้ว เสี่ยวจือจือก็แทบทนรอขึ้นเขาไปพร้อมกับพ่อไม่ไหว
บนภูเขา โจวมู่เดินนำอยู่ข้างหน้า เสี่ยวจือจือเดินตามมาข้างหลัง โดยมีเอ้อร์หู่เดินตามหลังเสี่ยวจือจือมาอีกที เสี่ยวฮวาเองก็เลื้อยตามหลังมาเงียบๆ...
“พ่อขา วันนั้นพ่อไปหาคุณปู่คุณย่ามาแล้วเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ”
“แล้วพ่อได้บอกคุณปู่คุณย่าไหมคะว่าจือจือเป็นเด็กดีมากๆ”
“บอกแล้วจ้ะ”
“พ่อขา ครั้งหน้าที่ไปหาคุณปู่คุณย่าพาหนูไปด้วยได้ไหมคะ จือจือไม่อยากอยู่คนเดียว”
“ได้สิ”
“พ่อขา ตอนนี้พวกเรามีคุณปู่ปราชญ์แล้ว ก็เป็นคุณปู่เหมือนกันใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้วจ้ะ”
……
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่งสลับกับเสียงตอบรับนิ่งๆ ของผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งที่โปรยปรายไปตามทางเดิน ผืนหญ้าและป่าเขาค่อยๆ แว่วหายไป
เพียงไม่นานก็เดินทางมาถึงจุดที่ดินถล่ม ภูเขาทั้งลูกราวกับถูกมีดเฉือนออกอย่างไรอย่างนั้น ไม่แปลกใจเลยที่คนในหมู่บ้านล้วนคิดว่าที่โจวมู่รอดชีวิตมาได้มันคือปาฏิหาริย์
“จือจือ ลูกกับเอ้อร์หู่ไปเล่นใกล้ๆ นี้ก่อนนะ พ่อมีธุระต้องไปทำนิดหน่อย เดี๋ยวกลับมาหาลูกนะ” โจวมู่มองภูเขาลูกตรงหน้า พร้อมคิดตัดสินใจเรื่องที่ตั้งเหมืองถ่านหิน
“ได้ค่ะ พ่อขา หนูให้เสี่ยวฮวาไปกับพ่อด้วย เผื่อมีอะไรเกิดขึ้น เสี่ยวฮวาจะได้มาบอกหนูนะคะ” เสี่ยวจือจือลูบหัวงูสามเหลี่ยมก่อนจะส่งให้พ่อของตน
เสี่ยวฮวากลัวโจวมู่เป็นอย่างมาก...มีเพียงแค่เสี่ยวจือจือเท่านั้นที่คิดว่าพ่อของตนเป็นชาวไร่ธรรมดาเหมือนอย่างพวกพ่อๆ ของเจ้าเด็กอ้วน หากแต่เสี่ยวฮวากลับเห็นด้วยตาตัวเองว่าโจวมู่หยิบหินและเขวี้ยงโดนนกอินทรีจนตาย ในตอนนั้นมันเพิ่งจะกะเทาะตัวออกจากเปลือกไข่ก็ตกใจกับภาพที่เห็นอย่างสุดขีด
เอาเถอะ เพราะอย่างไรเสี่ยวฮวาก็กลัวเจ้านายตัวน้อยของตนมากเช่นกัน เจ้านายน้อยตั้งแต่เล็กก็กินเนื้อสัตว์ป่าน้อยใหญ่มานักต่อนักแล้ว อีกทั้งต่อให้เจองูไม่ว่าจะตัวยาวใหญ่แค่ไหน เธอก็ไม่เคยกลัวมัน จับมันปู้ยี่ปู้ยำจนไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลย
เสี่ยวฮวาผู้ไม่มีสิทธิ์คัดค้านอะไรรอจนกระทั่งเจ้านายน้อยลับสายตาไป ก็รีบเลื้อยลงจากกายของโจวมู่ไปบนพื้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเลื้อยตามหลังห่างจากโจวมู่ไปหนึ่งเมตรในทุกฝีก้าว
จริงๆ แล้วเสี่ยวจือจือไม่รู้ถึงความคิดของเสี่ยวฮวา ดังนั้นจึงวิ่งขึ้นเขาไปพร้อมเอ้อร์หู่ หนึ่งคนหนึ่งเสือผลัดกันนำผลัดกันตาม วิ่งจนถึงพื้นที่โล่งบนยอดเขา ภาพตรงหน้ากว้างขวางเป็นอย่างมาก ที่นี่คือสถานที่ที่เสี่ยวจือจือชื่นชอบหนักหนา เธอและเอ้อร์หู่พากันเล่นเสียงดังอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากเล่นซนกันจนเหน็ดเหนื่อยแล้ว เอ้อร์หู่ก็หมอบลงบนพื้นหญ้า เสี่ยวจือจือเอนพิงกับตัวเอ้อร์หู่ หรี่ตามองขึ้นฟ้า ก้อนเมฆขาวที่ลอยอยู่บนนั้นถูกสายลมพัดปลิว
เธอคว้าตั๊กแตนตัวเล็กที่กระโดดผ่านตัวหนึ่ง เสี่ยวจือจือถอนหายใจพลางพูดขึ้น “เฮ้อ ข้างนอกมีของให้เล่นสนุกขนาดนี้ ไม่รู้ทำไมพ่อต้องให้ฉันไปโรงเรียนด้วย”
“โฮก!”
เอ้อร์หู่ตอบรับก่อนจะนอนต่อ
เสี่ยวจือจือโยนตั๊กแตนออกจากมือ ลูบหัวเอ้อร์หู่ ก่อนจะเปลี่ยนท่ามานอนหมอบเหมือนมัน แต่เธอนอนที่ริมเขา จึงมองลงไปเห็นข้างล่างของภูเขา ร่างของพ่อเล็กเสียยิ่งกว่ามดที่เธอเจอเมื่อครู่เสียอีก เขาดูราวกับลูกมดอย่างไรอย่างนั้น ไม่รู้ว่าพ่อกำลังหาอะไร แต่กำลังมองนิ่งอย่างตั้งใจเป็นอย่างมาก
บนยอดเขา หนึ่งคนหนึ่งเสือนอนหมอบอยู่
แสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ เสี่ยวจือจือผล็อยหลับข้างกายเอ้อร์หู่ไปแล้ว เอ้อร์หู่หมอบอย่างเกียจคร้านอยู่ข้างกายเธอ ค่อยๆ ขยับตัวเปลี่ยนทิศทางไปตามองศาของดวงอาทิตย์ช้าๆ เพื่อใช้กายบังแดดให้เธอ