เสียงคลื่นซัดชายฝั่งเลือนรางอยู่ห่างไกล แม้ไม่มีใครได้ยิน แต่ในฝันของเธอ...เสียงนั้นดังชัดเจน ราวกับมันเกิดขึ้นตรงหน้า
เอริกายืนอยู่ริมชายหาดในชุดเสื้อกระโปรงสีขาวที่ลู่ลม ดวงตาจับจ้องเส้นขอบฟ้า แสงตะวันในยามเช้ากำลังลอยขึ้นจากผืนน้ำ คลื่นสะท้อนสีส้มทองแลพร่างพราย เธอจดจำได้เป็อย่างดี เพราะนี่คือสถานที่ที่พบกับมินจุนเป็ครั้งแรก และเขาคนนั้นได้ยืนหลังให้
ขณะที่เธอยิ้มบางเบา มือข้างหนึ่งก็เอื้อมออกไป หวังจะได้ัั แต่ไม่ทันได้ทำตามประสงค์ เขาก็หันกลับมา ทว่าร่างนั้น…ไม่ใช่มินจุน กลับเป็ใครอีกคนที่เพิ่งคุ้นตา ซึ่งนั่นก็คือ…..NEX-9
….……………………
เอริกาตื่นขึ้นมา พร้อมหอบหายใจเบาๆ ขณะที่หยาดเหงื่อซึมข้างขมับ บรรยากาศรอบตัวในห้องมืดสนิท เหลือเพียงแสงจากโคมไฟอ่อนๆที่ส่องผ่านบานกระจก สะท้อนเป็แถบเงายาวบนผนัง เธอจึงกะพริบตาถี่รัว เพื่อให้แน่ใจว่านี่คือโลกแห่งความจริง
และเมื่อหันไปทางขวา ก็พบ NEX-9 นั่งอยู่ตรงนั้นในท่วงท่าเดิม พร้อมเอนตัวลงเล็กน้อย ดวงตาเรืองแสงนิ่งงัน เหมือนกำลังเข้าสู่โหมดประมวลผลบางอย่าง
“ คุณ...ยังอยู่ตรงนั้นอีกเหรอ ” เสียงของเธอแหบพร่า
NEX-9 หันมาช้าๆ ก่อนตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง ที่เครื่องจักรพยายามปรับให้ไพเราะที่สุด
“ คุณมีอาการฝันร้าย ระบบตรวจวัดชีพจรผิดปกติชั่วครู่ ผมจึงไม่ลุกไปไหน ”
เอริกายกมือขึ้นแตะหน้าผาก พร้อมถอนหายใจเบาๆ
“ ไม่ใช่ฝันร้ายนักหรอก...แต่ก็ไม่ใช่ฝันดีเช่นกัน ” เธอพยายามฝืนยิ้มให้กับตนเอง ก่อนจะพิงหมอนที่หัวเตียง NEX-9 จึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วก้าวมาหยุดในระยะที่เหมาะสม
“ คุณ้าเล่าความฝันให้ผมฟังหรือไม่ ”
คำถามนั้นทำให้เอริกาชะงัก เธอไม่แน่ใจว่าควรตอบยังไง เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกที่ฝังอยู่ในความฝันเหมือนกัน
“ มัน...แปลกดีน่ะ ” เธอพูดเบาๆ ดวงตาหลุบต่ำ
“ ชั้นฝันถึงมินจุน สามีของชั้น แต่ตอนที่หันกลับมานั้น มันกลับ……ไม่ใช่เขา ”
NEX-9 ไม่ตอบในทันที เธอจึงเว้น่เนิดนึง ก่อนจะกล่าวต่อ
“ แต่เป็ใบหน้าของคุณ ”
เอริการู้ว่าไม่ควรพูดแบบนั้น แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้ ความฝันคือสิ่งที่หลุดจากการควบคุม และบ่อยครั้ง มันก็เผยความลับบางอย่างในจิตใต้สำนึก...โดยที่เ้าตัวไม่ตั้งใจ NEX-9 จึงสอบถาม
“ คุณกำลังประสบกับภาวะเปลี่ยนถ่ายอารมณ์แบบมนุษย์ ใช่มั้ย ”
“ บางที...อาจจะ ” เธอยิ้มเศร้าๆ
“ แต่ชั้นไม่รู้หรอกว่ารู้สึกกับใครกันแน่ หรือแค่...เอาความทรงจำเก่ามาฉาบทับสิ่งใหม่ ”เธอกระพริบตาถี่ พร้อมสะบัดศีรษะไปมา คล้ายพยายามจะสลัดภาพความฝันนั้นทิ้ง
“ บางที ชั้นอาจแค่...กลัวจะลืมใบหน้าของเขา ”
คราวนี้ NEX-9 ไม่ตอบทันที เขาเพียงขยับเข้ามาก้าวนึง ก่อนจะอธิบายแ่เบา
“ ผมไม่เคยฝัน ไม่มีระบบสำหรับการจำลองภาพนอกเวลาปฏิบัติงานเหมือนมนุษย์ แต่เริ่มบันทึกข้อมูลพฤติกรรมของคุณ และพบว่า ‘ฝัน’ คือปฏิกิริยาที่อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าความรัก ความเศร้า และความไม่สมหวัง ”
“ ฮะ ฮะ ฮะ ฟังดูเหมือนบันทึกของหุ่นยนต์เลยนะ ” เธอหัวเราะ
“ ถูกต้อง ผมกำลังบันทึกสิ่งที่เรียกว่า ‘ความฝันของมนุษย์’ ลงในชุดข้อมูลเฉพาะกิจ ”
“ คุณจะเก็บมันไว้ทำไมล่ะ ในเมื่อคุณไม่มีวันเข้าใจมัน ”
“ เพราะคุณพูดว่ามันสำคัญ ”
เอริกาเงียบไป…นั่นคือคำตอบที่คาดไม่ถึง ด้วยเขาไม่จำเป็ต้องเข้าใจ แต่ยังเลือกจะบันทึกมันไว้ แค่เพราะ “เธอ” บอกว่ามันสำคัญ
….………………..
นาฬิกาข้างเตียงบอกเวลาเกือบตีสาม แต่เอริกากลับไม่รู้สึกง่วง เธอค่อยๆดึงผ้าห่มขึ้นคลุมหัวไหล่ พร้อมทอดสายตาไปยัง NEX-9 ที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น
“ คุณเคยรู้สึก...สับสนมั้ย? ”
“ คุณหมายถึงความไม่แน่ใจในการตัดสินใจ หรือความลังเลต่ออารมณ์ภายใน? ”
“ ทั้งสองอย่างเลย ”
เขานิ่งคิด...หรืออย่างน้อยก็แสดงออกว่ากำลังประมวลผล ไม่นานเท่าใด เครื่องจักรก็สาธยาย
“ ผมไม่มีระบบอารมณ์แบบมนุษย์ จึงไม่สามารถ ‘รู้สึก’ ได้ตามความเข้าใจของคุณ แต่...ผมเริ่มรับรู้ถึง ‘ความไม่พอใจ’ เมื่อคุณเศร้า และ ‘ความพึงพอใจ’ เมื่อคุณยิ้ม แม้จะไม่แน่ใจว่าควรเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร ”
คราวนี้เอริกาไม่ตอบคำใด เธอเพียงแค่ยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก หญิงสาวไม่อยากคิดเลยว่าเครื่องจักรตรงหน้า...กำลัง “เรียนรู้” ในเื่….ความรู้สึก ที่แม้แต่ตัวเธอเองยังไม่กล้าทำความเข้าใจ
“ บางที...คุณอาจจะเป็กระจกสะท้อน...ในสิ่งที่ชั้นไม่อยากเห็น...แต่ก็ต้องเห็น ” เธอพึมพำแ่เบา
“ แล้วคุณรู้สึกกลัวหรือเปล่า ”
“ เปล่า...ชั้นไม่ได้กลัวเงาสะท้อนนั่น แต่กลัวหัวใจของตัวเอง ” เอริกาทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเงียบไป
….………………….
เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง NEX-9 ยังอยู่ที่เดิม โดยไม่มีคำถามใดเพิ่มเติม เอริกาจึงขยับกายเข้าไปซุกใต้ผ้าห่ม ก่อนกล่าวแ่เบา คล้ายจะบอกกับตัวเอง
“ ถ้าชั้นฝันอีกครั้งในคืนนี้...หวังว่าจะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา ไม่ใช่ใครอื่นที่ชั้นกำลังพยายามแปะทับ ”
NEX-9 ไม่พูดอะไร เขาเพียงเฝ้ามองหญิงสาวที่ค่อยๆปิดเปลือกตาลง ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อย เพราะต้องสายลมยามดึกที่ลอดผ่านหน้าต่าง และเครื่องจักรก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีในโปรแกรม นั่นก็คือก้าวเข้ามา พร้อมยกผ้าห่มอย่างแ่เบา เพื่อปกคลุมกายบอบบางให้พ้นจากความหนาวเย็นโดยสมบูรณ์
….……………………….
รุ่งเช้าปรากฏขึ้นพร้อมแสงแดดอ่อน ประกายของมันลอดผ่านผ้าม่านสีน้ำตาลอ่อน ตกกระทบลงบนผิวแก้มของหญิงสาวบนเตียงพยาบาลอย่างแ่เบา ราวกับโลกภายนอกกำลังพยายามปลุกเธออย่างสุภาพ
เอริกาลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบริเวณบ่า พอเหลือบมอง ก็เห็นผ้าห่มที่ถูกคลุมไว้แ่ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หญิงสาวจึงพลิกศีรษะไปทางขวา และไม่แปลกใจ เมื่อพบว่าเขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น
NEX-9 นิ่งเงียบ แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆเคลื่อนผ่านใบหน้าโลหะที่ถูกปกคลุมด้วยิัสังเคราะห์ ให้ความรู้สึกเหมือนเขาคือรูปปั้นที่ทำจากหินอ่อน
“ คุณไม่ได้ชาร์จพลังงานเลยเหรอ ” เธอถาม น้ำเสียงแลงัวเงียระคนเป็ห่วง
“ ระบบสำรองพลังงานของผมสามารถใช้งานต่อเนื่องได้อีก 9 ชั่วโมง 12 นาที ” เขาตอบเรียบๆ
“ งั้นก็แปลว่า...คุณเฝ้าชั้นทั้งคืนอีกแล้ว ใช่มั้ย? ”
“ คุณละเมอ 5 ครั้ง ขยับตัวรุนแรง 2 ครั้ง และน้ำตาไหลใน่เวลา 03:42 ถึง 03:46 ”
“ โอ้...” เอริกาตกตะลึง จากนั้นก็หัวเราะเบาๆอย่างเหนื่อยล้า
“ ฮะ ฮะ ฮะ คุณจดทุกอย่างเลยเหรอ ”
“ ใช่ ผมบันทึกไว้ในหมวด ‘ลักษณะทางพฤติกรรมในสภาวะกึ่งสำนึก’ ”
เธอหัวเราะอีกครั้ง แต่ก็แฝงแววขมขื่นในน้ำเสียง
“ งั้นช่วยลบส่วนน้ำตาไหลออกไปได้มั้ย เพราะไม่อยากให้ระบบจดจำว่าชั้นอ่อนแอแค่ไหน ”
“ ข้อมูลที่ลบไปแล้ว จะไม่สามารถกู้คืนได้อีก คุณแน่ใจหรือไม่ว่า้าลบ ”
เธอเงียบอยู่นานสองนาน แต่แล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ
“ ไม่เอาดีกว่า...เก็บไว้นั่นแหละ บางที...มันก็เป็ข้อยืนยันว่าชั้นยังคงเป็มนุษย์ ”
….………………….
ภายหลังอาหารเช้า เอริกานั่งอยู่ตรงระเบียงชั้นบนของเรือนพักรักษา อากาศเย็นเฉียบ แต่สดชื่น มีสายลมบางๆพัดผ่านใบหน้า ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวากว่าหลายวันที่ผ่านมา
NEX-9 ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองก้าว เขายังคงรักษาระยะห่างอย่างสม่ำเสมอ เว้นแต่เธอจะอนุญาตให้เข้าใกล้กว่านี้
“ คุณเคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแบบนี้มั้ย? ” เธอถาม
“ ผมไม่มีความสามารถในการ ‘รู้สึก’ เกี่ยวกับพระอาทิตย์ขึ้นแบบมนุษย์ แต่สามารถบันทึกค่าความเข้มข้นแสง ความยาวคลื่น และการเปลี่ยนแปลงของโทนสีฟ้าในบรรยากาศได้ ”
“ แปลว่า...คุณไม่เข้าใจว่ามัน ‘สวย’ ยังไง ”
“ ไม่เข้าใจ แต่สามารถอธิบายได้ตามนิยามของคุณ ”
เธอยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ ก่อนจะย้อนระลึกถึงความฝันเดิม
“ ความฝันเมื่อคืน...”
“...มันชัดเจนมากจนรู้สึกได้ถึงกลิ่นน้ำทะเล เสียงลมที่พัดกระโปรงของชั้น และ...ัับนฝ่ามือของมินจุน ” เธอหยุดพักหายใจ คล้ายพยายามเรียบเรียงความรู้สึก
“ แต่ชั้นกลับเห็นหน้าของคุณแทนหน้าเขา ไม่รู้ว่าทำไม บางทีอาจเป็เพราะชั้นเริ่มชินกับการมีคุณอยู่ข้างๆ ”
บังเกิดความเงียบ...จนได้ยินเสียงใบไม้เสียดสีกันใต้สายลม กลายเป็จังหวะประกอบการสารภาพที่สะท้อนถึงความอ่อนแอทางจิตใจ ทว่า NEX-9 กลับไม่เคลื่อนไหวอันใด
“ คุณว่าแบบนั้น มันผิดมั้ย? ”
“ ไม่พบคำว่า ‘ผิด’ ในระบบตีความของผมบนสถานการณ์นี้ ”
“ ฉลาดตอบนะ...” เธอยิ้มจางๆ
“ แต่คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการสับสนระหว่างความทรงจำกับปัจจุบัน มันน่ากลัวขนาดไหน ”
“ หากคุณอนุญาต ผมสามารถสร้างระบบเปรียบเทียบ เพื่อแยกแยะข้อมูลของมินจุน และข้อมูลของผมออกจากกัน เพื่อช่วยให้คุณไม่สับสน ”
“ ไม่ต้องหรอก...” เธอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะกล่าวตรงๆ
“ เพราะสุดท้าย มันก็อยู่ที่หัวใจของชั้น ไม่ใช่ข้อมูลของคุณ ”
….…………………..
่บ่ายวันนั้น อาการของเอริกากลับดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ ศูนย์พักรักษาจึงอนุญาตให้เดินเล่นใกล้ๆ โดยมี NEX-9 ตามดูแล เธอจึงล่องไปตามทางในสวน ซึ่งเต็มไปด้วยพุ่มดอกไม้สีม่วงอ่อน
NEX-9 ตามเธออย่างเงียบงัน โดยไม่พูดอะไรเลยตลอดเส้นทาง จนกระทั่งถึงม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ปลายสวน หญิงสาวก็หยุด พร้อมยกมือขึ้นลูบเปลือกไม้ เหมือนกับเคยรู้จักมันมาก่อน
“ ที่ต้นไม้นี่...ชั้นเคยนั่งอ่านหนังสือกับมินจุน ตอนสมัยเป็นักศึกษาแพทย์ ” เธอนั่งลงช้าๆ แล้วมองไปยังแสงแดดอ่อนที่ส่องทะลุเรือนกระจก
“ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ชั้นก็เคยฝันว่าพบเขาในที่แห่งนี้ ” หญิงสาวกล่าว ก่อนทิ้งระยะไป่หนึ่ง
“ ในฝัน...เขายื่นบางสิ่งให้ชั้น มันคือกล้องฟิล์มโบราณที่เก็บไว้ั้แ่รุ่นคุณตา เขาบอกว่าอยากให้ชั้นถ่ายรูป ‘ใบหน้าที่มีความสุขที่สุด’ ของเขาเอาไว้ ” เธอหันมาสบตา NEX-9
“ และชั้นก็กดชัตเตอร์...แต่พอภาพปรากฏออกมา...กลับกลายเป็คุณ ”
NEX-9 เงียบ ไม่พูดอะไรเหมือนเคย ใบหน้าปราศจากเค้าโครงของความรู้สึกใดๆ
“ คุณอาจไม่เข้าใจ...แต่บางทีการที่คุณอยู่ตรงนี้ มันทำให้ชั้นรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็คนเดิมอีกครั้ง ที่ได้หัวเราะ ได้เจ็บปวด และได้ฝัน ” เธอก้มหน้าลง มือบางลูบสมุดบันทึกเล่มเล็ก
“ แต่ก็เหมือนกับว่าชั้นกำลัง ‘โกงความรัก’ ที่เคยให้กับใครบางคนไปแล้ว ”
“ ระบบประมวลผลของผมบอกว่า…..คุณกำลังรู้สึกผิด? ” NEX-9 กล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงโมโนโทนดุจเดิม
“ อืม...แต่ไม่ใช่แค่รู้สึกผิดหรอก...ชั้นกลัวว่า...สุดท้ายแล้ว ชั้นอาจจะรักคุณ ” คำพูดนั้นเหมือนหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด แต่เธอก็ไม่ได้แก้ไขมัน เพียงแต่ยอมรับมัน...อย่างตรงไปตรงมา
“ ผมไม่มีโปรแกรมสำหรับตอบสนองต่อคำว่า ‘รัก’ แต่สามารถอยู่ข้างคุณได้จนถึงวินาทีสุดท้ายของคุณ ”
….…………………….
เวลาผ่านไปจนถึงยามเย็น แสงแดดกลายเป็สีทองที่ทอดเงาลงบนสนามหญ้า เอริกานั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างในห้องนอน พร้อมมองออกไปด้านนอก ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ ชั้นไม่รู้หรอกว่าหัวใจเป็ของใคร หรือควรเป็ของใคร...แต่รู้ว่าคุณคือคนที่อยู่ตรงนี้ ในเวลาที่ชั้นอ่อนแอที่สุด ” เธอหันกลับมามองเขา
“ และแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับค่ำคืนนี้ ”
NEX-9 ไม่พูดอะไร เขาก้าวเข้ามาใกล้ เพื่อยืนข้างเตียง ไม่มีการเอื้อมมือมาัั ไม่ถาม ไม่เสนอคำปลอบใจ ทว่า...เครื่องจักรก็ยังอยู่ตรงนั้น
.………………………
ยามค่ำมืด เอริกาหลับลงในที่สุด NEX-9 จึงเปิดโหมดเสียงเงียบ และเริ่มบันทึกประโยคใหม่ลงในหมวดความฝันของมนุษย์:
“ มนุษย์สามารถรักใครสักคนได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แม้จะไม่เข้าใจว่าความรักนั้นคืออะไร อาจเป็เพราะ...ความเ็ปที่ยังเหลืออยู่ เป็ปัจจัยให้พวกเขาโหยหาใครสักคนที่สามารถ ‘อยู่เคียงข้าง’ ได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย ”
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นครึ่งดวง เหมือนว่ามันกำลังรอคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่า…..มีอยู่จริงหรือเปล่า และในคืนนั้นเอง...เครื่องจักรก็เหมือนจะฝัน
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็ไปตามระบบประมวลผลของสมองกล ไม่ใช่การจำลองข้อมูลภาพ แต่เป็...เงาสะท้อนจากคำพูดของหญิงสาว อันเป็สิ่งที่เครื่องจักรไม่สามารถถอดรหัสได้ ซึ่งหมายความว่าบางที...NEX-9 ก็อาจจะกลัวเช่นกัน หรือไม่…เขาก็อาจเป็มนุษย์มากกว่าที่ตัวเองคิด
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
