พาร์ทของรุกข์
“ทีมงานคุณภาพจริงๆ ผมยกนิ้วให้เลย”
ผู้กำกับเดินมาตบไหล่ผมตามด้วยการยกนิ้วให้อย่างที่พูด
“พอดีมีพลเมืองดีมาช่วยน่ะครับ”
ผมตอบไปตามตรง ช่วยตำรวจให้ทำงานง่ายขึ้นก็ต้องเรียกว่าพลเมืองดีสิจริงไหม ถึงมันจะทำให้พวกผมดูน่าขายหน้าก็เถอะ
“แบบนี้ต้องชื่นชมสิ ว่าแต่เขาเป็ใครล่ะ ?”
“เราไม่รู้หรอกครับ คลุมหมดทั้งตัวราวกับโจรซะขนาดนั้น”
ไอ้ดินรีบรายงานต่อ
“แต่ก็ไม่เป็ไรหรอก แค่รู้ว่าบ้านเมืองเรามีคนดีๆ แบบนี้ก็พอแล้ว”
ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชา ไม่จำเป็ต้องรู้หรอกว่าเขาเป็ใคร แค่รู้ว่าเป็คนดีก็พอแต่กลิ่นดอกบัวจางๆ นั่น เหมือนผมเคยััได้ที่ไหนนะ
“ไปหาอะไรกินกันไหมครับท่านสารวัตรรุกข์ ?”
หมวดดินในชุดตำรวจครึ่งท่อนสะพายเป้เดินมาชวน
“ไม่ว่ะ วันนี้กูมีนัดกับเพื่อน”
ผมส่ายหัวพร้อมกับลุกขึ้นบิดี้เีหลังจากนั่งเคลียร์งานที่ทำค้างเอาไว้
“มีนัดกับเมียหมอเหรอครับท่าน ?”
หมวดปืนเดินมาตบไหล่ขวาด้วยท่าทางกวนประสาท
“เมียพ่อง เพื่อนกูโว๊ย !”
โป๊ก !
ผมเอาแฟ้มโขกหัวเพื่อนร่วมงานเบาๆ ด้วยเสียงอันดัง
“โอ๊ย ! ทำไมมือหนักจังวะ ?”
“เขินแล้วชอบใช้กำลังนะครับสารวัตร”
“หรือมึงอยากโดนบ้างไอ้ดิน ?”
ผมจ้องมันแบบเคือง ๆ
“ไม่เอาดีกว่าแค่นี้ก็โง่เกินพอแล้ว ไอ้ปืนระวังฉี่รดที่นอนนะมึง”
มือสองข้างของมันยกมากุมขมับด้วยใบหน้าเป็กังวล ยังมีคนเชื่อเื่เขกหัวแล้วฉี่รดที่นอนและโง่อีกเหรอวะ แล้วที่สำคัญไอ้เหี้ยนี่มันดันเป็ผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์อีกต่างหาก รู้ถึงไหนคงได้อายถึงนั่น
“พวงมึงนี่แม่ง !”
ผมลุกขึ้นยืน วางแฟ้มลงบนโต๊ะ
“นี่หมดเวลางานแล้ว เลิกตีหน้าั์ก็ได้มั๊งครับ”
หมวดวินยักคิ้วและส่งยิ้มให้
“เออ ! แซวกูจังวะ !”
ผมไม่ได้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานซักเท่าไหร่ เพียงแค่ว่าตั้งใจและจริงจังกับงานมากไปหน่อยก็เท่านั้นเอง แต่พวกมันก็ขยันแวะมากวนตีนอยู่ร่ำไป สงสัยวันๆ ผมคงเอาแต่หน้าบึ้งอยู่กับงานสินะ
“ไว้เจอกันที่ฟิตเนส กูไปแระ”
ผมโบกมือลาก่อนจะสะพายเป้ใบใหญ่เดินออกมาจาก สน.
ชีวิตคนโสดแม่งมีเวลาว่างจนต้องหาอะไรทำ
“เชร๊ด ! ลมอะไรหอบมึงมาถึงนี่วะ ?”
ไอ้ต่อตาโตเมื่อเห็นผมในชุดลำลองเดินเข้าไปหาถึงที่ทำงาน
“ลมแห่งความคิดถึงมั๊ง ก็เมียไม่ยอมกลับบ้านซักทีนี่หว่า”
ผมแกล้งส่งสายตาหวานไป มันรีบดีดตัวแล้วโวยวายออกมา
“พอเลยมึง แถวนี้เขาเข้าใจผิดคิดว่ากูกับมึงเป็ผัวเมียกันไปหมดแล้วเนี่ยไอ้เหี้ยรุกข์”
ไอ้ตัวเล็กตาตี่เดินมาชกต้นแขนผมด้วยใบหน้าจริงจัง
“พี่ว่าก็เหมาะกันดีนะ รุกข์ก็สูงยาวเข่าดีน่าจะดูแลต่อมันได้ แต่อาจจะหูชาซักหน่อย”
พี่แต้มนักเทคนิกการแพทย์สาวในชุดเสื้อกาวน์ยาวส่งยิ้มมา
“ทำไมเหรอพี่ ?”
“ก็มันบ่นเก่งน่ะสิ ั้แ่เช้านี่ยังไม่หยุดเลยนะ”
“พอเลยพี่แต้ม ทำไมชอบว่ากันจัง”
เพื่อนผมหันไปโวยวายใส่เพื่อนร่วมงานแทน
“สเป็กต่อไม่ดำปี๋แบบนี้หรอก ตัวอย่างกะควายแถมชอบทำหน้าบึ้งอีก”
“โห เพื่อนมึงแย่ขนาดนั้นเลย ?”
“เออดิ กูล่ะนึกสงสารคนดวงซวยที่จะต้องมาเป็แฟนมึงจริง ๆ ”
ได้ทีล่ะเอาใหญ่เลย แต่ก็น่าสงสารมันเหมือนกัน วันๆ แม่งเอาแต่เจาะเื ตรวจเื ตรวจขี้ ตรวจเยี่ยว แค่คิดก็สยองเต็มทีแล้ว
“นี่จ๊ะกระเป๋า กลับกันได้แล้วพี่จะดูซีรีส์ ทะเลาะกันอย่างกับผัวเมีย”
หญิงสาวยื่นกระเป๋าคาดอกใบเล็กราคาหลายหมื่นให้มันก่อนจะส่งยิ้มมา
“อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะรุกข์ พอดีพี่ต้องใช้สมาธิน่ะ”
ท่าทางเราคงรบกวน่เวลาผ่อนคลายของพี่แกจริงๆ ก็เล่นไปเปิดประตูรอแบบนั้นคงคิดไปอย่างอื่นไม่ได้
“เพราะมึงคนเดียวเลยไอ้รุกข์”
“กลับก่อนนะพี่ ขอให้สนุกกับการดูละครนะครับ”
ผมโบกมือลาพี่แต้มก่อนจะคว้าไหล่เล็กของไอ้ต่อแล้วเดินออกมา
“ทำไมมึงต้องจริงจังขนาดนั้นด้วยวะ ?”
มือใหญ่ผมตบไหล่เพื่อนเบาๆ เอ่อ ท่าทางจะไม่เบาเท่าไหร่เพราะแม่งมองตาเขียวปั๊ด โอเค กูขอโทษ ปกติที่ สน.มีแต่ตัวเท่าควายนี่หว่ามือก็เลยชินกับการตบไหล่แบบแรง ๆ
“มึงก็รู้นี่หว่าว่าคนที่นี่เขาชอบยุ่งเื่กูมากแค่ไหน”
จริงๆ ไอ้ต่อมันก็ไม่ได้เป็โลกส่วนตัวสูงอะไรหรอก เพียงแค่ยอมเปิดเผยตัวตนกับคนสนิทซึ่งผมก็เห็นหนึ่งในนั้น ก็แหงล่ะเราสนิทกันั้แ่ประถมนี่หว่า แม่งรู้ไส้รู้พุงกันหมด
“เขาเป็ห่วงรึเปล่า มึงนี่คิดมากไม่เปลี่ยนเลย”
“กูก็พยายามคิดแบบที่มึงบอกนี่ล่ะ ่นี้หนักเลยว่ะ”
ใบหน้าเล็กของมันหมองลงทันที ท่าทางคงเครียดเื่ผลการตรวจเืหลังจากไปมีพฤติกรรมเสี่ยงกับคู่นอนชั่วคราว
“เอาน่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น งั้นเอางี้ดีกว่ามื้อนี้กูเลี้ยงเอง ไม่อั้น !”
นิ้วมือใหญ่ของผมจับมุมปากของมันให้ยกขึ้น
“โอเคๆ มึงก็เลิกเล่นหน้ากูได้แล้ว”
มันโวยวายออกมาอีกจนได้ แต่ก็ได้ผลใบหน้าเล็กนั้นยกยิ้มขึ้นมาจริง ๆ
“โอ๊ย !”
ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มอุทานออกมาหลังลงไปนั่งอยู่ที่พื้น ก็มันเล่นวิ่งโดยไม่ดูตาม้าตาเรือนี่หว่าแถมชนใครไม่ชนมาชนคนตัวโตอย่างผมอีกต่างหาก ไม่รู้จะรีบไปไหนนักหนา นี่มันโรงพยาบาลนะเว๊ย !
“ขอโทษครับ”
มันยกมือไหว้ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมาโดยมีเพื่อนช่วยประคอง
“พอดีผมต้องรีบไปงานรับน้องน่ะ ขอโทษอีกทีนะพี่”
เด็กหนุ่มหน้าฝรั่ง ผมสีน้ำตาลเข้ม บอกเหตุผลก่อนจะเบนสายตาไปมองไอ้เตี้ยแล้วส่งยิ้มให้ ไอ้นี่มันท่าทางไม่เบาเว๊ยเฮ๊ย !
“ขอโทษแล้วก็รีบไปดิวะ”
เพื่อนร่างสูงโปร่งของมันรีบเตือนสติ งั้นก็แสดงว่าเด็กสองคนนี้เพิ่งเข้าปีหนึ่งของมหาลัยข้างๆ โรงพยาบาลสินะ
“แล้วเจอกันนะพี่”
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของมันจ้องมองเพื่อนผมแทบไม่ว่างตา เราหลบกันไปมาสองสามครั้งด้วยความเกรงใจเราไปซ้ายพวกมันก็ซ้าย พอขวาแม่งก็ขวาตามอีกจนสุดท้ายผมกับไอ้ต่อต้องยืนเบียดกันให้เด็กสองคนแยกกันเดินไปคนละฝั่ง
แม่งคงนึกว่ากูตัวเล็กสินะ ไอ้พวกเด็กเวร !
ผมนึกสนุกเลยแกล้งเบียดไอ้ตัวสูงโปร่งให้มันเบียดกำแพง ใบหน้าขาวใสของมันหันมาพร้อมจ้องมองด้วยดวงตากลมโต ผมหันไปสบตาอย่างยียวนหวังกวนประสาทแต่กลับต้องตะลึงและยืนนิ่งกับองค์ประกอบของใบหน้าที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายไม่ได้ รู้สึกราวกับว่าดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้เห็น
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจจนทำให้ต้องยืนเหม่อก็คือ กลิ่นหอมของดอกบัวจางๆ ที่ลอยมาััจมูก บังเอิญมากไปไหม
เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ทุกอย่างรอบการหยุดนิ่ง ผู้คนหยุดการเคลื่อไหวมีเพียงเสียงหัวใจของผมที่เต้นแรงขึ้น
ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
ไอ้เหี้ยนี่มันฉากพระเอกนางเอกเจอกันป่าววะ ไม่น่าใช่ก็เราผู้ชายทั้งคู่ !
“รุกข์ ไอ้รุกข์ ไอ้เหี้ยรุกข์ !”
ไอ้ต่อมันตะคอกผมเสียงดังซะจนคนแถวนั้นหันมามอง
“ว่าไงวะ ?”
ผมหลุดจากภวังค์ จ้องมองเพื่อนอย่างสงสัย
“ถ้ามึงยืนนิ่งนานกว่านี้กูคงได้ถีบเพื่อยืนยันว่ามึงยังไม่ตาย”
“โหดสัด !”
“ไปได้แล้วกูหิว”
มือเล็กจิ๋วของมันลากแขนผมไปจากตรงนั้นทันที ท่าทางมันคงหิวจัดหรือไม่ก็้าหนีอะไรสักอย่าง
“มึงจำเื่ที่กูเคยเล่าให้ฟังได้ไหม ?”
ผมจ้องมองตาตี่ๆ ของมันอย่างคาดหวัง
“หนึ่งเื่จากร้อยเื่ที่มึงเล่าให้ฟังั้แ่เด็กจนโตเนี่ยนะ ?”
ปากบางๆ สีชมพูของมันพูดออกมาทั้งที่ซูชิยังเต็มปาก แม่งยัดเข้าไปได้ไงตั้งเยอะแยะวะนั่น
“เื่กลิ่นหอมที่มักมาตอนกลางดึกไง”
“ไหนมึงบอกว่ามันหายไปตอน ป.สี่ไง”
สีหน้าของมันดูแปลกใจแต่ก็ยังเคี้ยวไม่หยุดปาก ส่วนมือก็คีบอีกชิ้นมารอ หิวแหละดูออก
“มันกลับมาอีกแล้วว่ะ ตอนบ่ายครั้งนึงแล้วก็...”
“แล้วก็อะไร ?”
ผมแกล้งเว้นช่องว่างเพื่อดึงความสนใจซึ่งก็ได้ผล ไอ้ต่อแม่งหยุดเคี้ยวและวางตะเกียบลงจนได้ อานุภาพของความเสือกนี่แม่งมากความหิวจริง ๆ
“ตอนที่กูเดินชนไอ้เด็กนั่นที่โรงบาลมึงอ่ะ”
ผมสารภาพกับเพื่อนออกไปตรง ๆ
“รุกข์มึงฟังกูนะ ถึงเราจะจบสายวิทย์มาและตอนนี้โลกมันก็ก้าวหน้าจนแทบจะตามไม่ทัน กูเชื่อทุกอย่างที่มึงพูดแต่ไม่ได้หมายความว่าใครๆ รอบตัวมึงจะเชื่อทุกคน มึงเป็ถึงตำรวจอย่าเที่ยวได้พูดเื่นี้กับใครเด็ดขาด”
สีหน้ามันโคตรจริงจังจนผมแทบจะปักใจเชื่อ นั่นสิเนาะประชาชนที่ไหนจะมาศรัทธาในตัวผู้พิมักษ์สันติราษฎร์ที่พูดเื่แบบนี้
“เล่าให้กูฟังคนเดียวพอ เพราะกูจะช่วยกระจายข่าวเอง ฮ่า ๆ ๆ”
เฮ้อ ! ผมล่ะยอมมันจริงๆ เสือกก็เก่ง อำนี่ขั้นเทพ
“มึงนี่แม่ง !”
“กูชักอยากจะรู้แล้วสิว่ากลิ่นหอมเหมือนดอกบัวมันเป็ไง”
“สรุปมึงไม่เชื่อกูว่างั้น”
“เปล่า กูแค่อยากรู้ว่ามันเป็ยังไงต่างหากล่ะ”
“นี่มึงไม่หิวแล้วเหรอ ?”
“เออว่ะ งั้นกินก่อนค่อยว่ากัน”
แล้วมันก็หยิบของกินเข้าปากแบบนันสต๊อป ก็แหงล่ะของฟรีนี่หว่า แต่ถ้ามีอะไรที่ทำให้มันเลิกทำหน้าแบกโลกไว้ทั้งใบแล้วยิ้มร่าเริงเป็ไอ้ต่อผู้ร่าเริงล่ะก็ ผมยินดีและเต็มใจทำให้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นเื่เดียว ... เป็แฟน
“แดกจนพุงจะแตก ขอบใจมากนะมึง”
ไอ้ตาตี่ส่งยิ้มกว้างจนมองไม่เห็นลูกตา เออว่ะ ของฟรีแม่งเยียวยามันได้ นอกจากขี้เสือกแล้วยังเห็นแก่กินอีกนะมึงไอ้ลิงเผือก
“เห็นมึงยิ้มได้กูก็ดีใจ”
ผมขยี้หัวมันเบาๆ อย่างเอ็นดู นอกจากจะเป็เพื่อนแล้วไอ้ต่อยังเป็เหมือนน้องชายตัวเล็กๆ ที่ผมต้องคอยดูแล
“พรุ่งนี้กูจะบอกผลเืมึงคนแรกเลย”
“ไม่ว่าจะเป็ไงกูก็ไม่มีวันทิ้งมึงหรอกไอ้ลิงเผือก”
ผมดึงร่างเล็กของมันมาโอบกอด ถ้ายามปกติมันต้องเอะอะโวยวายหรือไม่ก็ผลักผมออก แต่ครั้งนี้กลับกอดผมแน่นโดยไม่สนใจผู้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าแฟลตสี่ซึ่งเป็ที่พักของมัน
“ขอบใจนะ ขอบใจมึงจริง ๆ”
ก็เป็ซะอย่างเงี้ยะ ใครจะอดเป็ห่วงมันไม่ได้ล่ะ จริงไหม ?
***************************
เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เดินชนวันนี้
เขามีอะไรบางอย่างที่น่าค้นหาและสนใจ
จนดึงดูดให้ผมเมินเฉยต่อสิ่งรอบข้างไปชั่วขณะ
มันบังเอิญมากไปไหมที่กลิ่นหอมนั้นมันกลับมาอีกครั้ง
สาบานกันตรงนี้เลยว่าผมไม่ได้คิดไปเอง
เตรียมพบกับตอนต่อไป >>>>>
ชายร่างสูงใหญ่ผู้ไม่เคยมีความรัก