21 1-2
ตอนที่ 21 เ้าถังไหน?
โม่เฉินหยวนพยักหน้าตอบเล็กน้อย และส่งกล่องบรรจุสมุนไพรในมือใบนั้นให้
“ที่หาได้ก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือจำต้องออกไปหาเองต่อข้างนอก แต่เร็วหน่อยก็ดี เวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว”
เมื่อใดที่ตระกูลเหลิงมีโอกาส พวกนั้นจะต้องหาทางแก้แค้นเหลิงหยุนเจียวคืนอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น สารพิษที่ตกค้างในร่างกายของโม่เฉินหยวนก็ปล่อยไว้นานเกินกว่านี้ไม่ได้แล้ว มิฉะนั้นอาจเป็อันตรายถึงชีวิตได้
ฉะนั้น ในยามนี้ทุกเวลาจึงมีค่าสำหรับคนทั้งสองอย่างยิ่งยวด
สังเกตเห็นว่าท่านอาจารย์หลิวยังคงยืนอยู่เคียงข้าง สีหน้าแววตาของเหลิงหยุนเจียวก็พลันแปรเปลี่ยน นางหันไปยื่นใบสั่งยาฉบับนั้นให้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“ท่านอาจารย์หลิว พวกเรามีเวลาไม่มากนัก หากระหว่างนี้บังเอิญเสาะพบสมุนไพรเหล่านี้เจอในค่ายทหารรับจ้าง รบกวนท่านเป็ธุระแทนพวกข้าด้วย ส่วนเื่ค่าใช้จ่าย ข้าจะนำมาคืนให้หลังจากกลับมา”
ท่านอาจารย์หลิวรับใบสั่งยาดังกล่าวเอาไว้พร้อมกวาดสายตาอ่านอีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า มันคือสูตรโอสถชนิดใดและใช้เพื่อการใด
“แม่นางถังโปรดอย่าได้กังวล ข้าชายชราย่อมช่วยเหลือพวกท่านทั้งสองแน่นอน”
หากต้องต่อกรกับตระกูลเหลิงในตอนนี้ ลำพังแค่นางย่อมไม่สามารถเอาชนะได้เป็แน่
เหลิงหยุนเจียวหวังว่า จะสามารถหยิบใช้โอกาสนี้สร้างสัมพันธ์อันดีกับค่ายทหารรับจ้างได้ เผื่อในวันข้างหน้าจะมีประโยชน์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้
นึกถึงความเป็ไปได้เหล่านี้ เหลิงหยุนเจียวก็คลี่ยิ้มโค้งศีรษะให้อาจารย์หลิวด้วยความสุภาพนอบน้อม
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์หลิวเป็อย่างมาก”
“แม่นางถัง”
แต่จู่ๆโม่เฉินหยวนที่อยู่ข้างๆก็พูดขึ้น ทั้งยังเน้นเสียงคำว่า‘ถัง’เสียเข้มชัดถนัดสองรูหู
เหลิงหยุนเจียวได้กลิ่นความเสียดสีจากอีกฝ่ายชัดเจน จึงเหลือบหางตาปรายมองหนึ่งที และก็ต้องสบปะทะเข้ากับสายตาสุดหยามเหยียดของโม่เฉินหยวน
โม่เฉินหยวนหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า
“เปลี่ยนชื่อยังพอทำเนา แต่นี่เปลี่ยนไปถึงแซ่สกุลคงดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่”
“….”
เหลิงหยุนเจียวรู้สึกได้ทันที เ้าหมอนี่มีเจตนาที่จะเปิดโปงตัวตนของนางชัดๆ! นี่ชักไม่ได้การแล้ว!
ท่านอาจารย์หลิวเองก็คล้ายว่าจะััได้ถึงความผิดปกติบางอย่างได้ และดูลังเลไม่กล้าพูดเท่าไหร่
“พี่สาวถัง ออกเดินทางกันเถอะ!”
แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงะโของไป๋ซือิแผดดังสนั่นขึ้นจากทางไกล เหลิงหยุนเจียวอาศัยจังหวะนี้รีบลากโม่เฉินหยวนออกไปโดยไว เพราะกลัวเหลือเกินกว่า เ้าหมอนี่จะพูดจาไม่เข้าท่าอะไรออกมาอีก
โดนเหลิงหยุนเจียวออกแรงกระชากฉับพลัน เล่นเอาโม่เฉินหยวนถึงกับเดินโซเซไปตามแรงดึงของนาง แต่ก็ยังทำเป็ผิวปากไม่สนใจอะไร
เขาไม่ได้มีเจตนาจะเปิดโปงอะไรอยู่แล้ว อาศัยจังหวะนี้ โม่เฉินหยวนเอ่ยเสียงกระซิบต่ำถามหญิงสาวภายใต้ผ้าคลุมใบหน้าว่า
“แล้วกล้วยไม้พิรุณบุปผาอยู่ไหนรึ?”
เหลิงหยุนเจียวถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย ปรากฏว่าอีกฝ่ายแค่กวนบาทาเท่านั้น จึงลอบส่งเสียงตอบว่า
“อยู่กับข้าแล้ว”
นางหันไปอุ้มเหลิงเจียวเหนียงขึ้นนั่งบนหลังม้า ยกขาย่างเหยียบตรงที่วางเท้าพร้อมะโขึ้นตามอย่างง่ายดาย กุมบังเหียนพร้อม
ขณะนี้กลุ่มนักเดินทางของเหลิงหยุนเจียวประกอบไปด้วย ตัวนาง โม่เฉินหยวนและไป๋ซือิ ซึ่งดูเหมือนว่าเหล่าบุรุษจะเข้าใจหน้าที่ของตนเองโดยปริยาย เมื่อควบม้าเริ่มเดินทาง พวกเขาต่างก็ขี่ม้าแยกประกบซ้ายขวา โดยมีเหลิงหยุนเจียวอยู่ตรงกลาง
“เด็กคนนี้เป็บุตรชายของท่านกระมัง?”
ระหว่างเดินทาง ไป๋ซือิหันไปทักทายโม่เฉินหยวนที่ควบขับม้าอยู่ฝั่งซ้าย
เหลิงหยุนเจียวพลันรู้สึกเสียวสันหลังวูบทันทีที่นึกถึงความปั่นประสาทของโม่เฉินหยวน ผู้ชายคนนี้ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย นางกลัวเหลือเกินว่า โม่เฉินหยวนจะเอ่ยปากพูดอะไรที่ฟังดูน่าสงสัยขึ้นมาอีก
“เปล่า ข้าเองก็เพิ่งเจอกับพวกเขาทั้งสอง”
โม่เฉินหยวนเหลียวมองไปทางเหลิงหยุนเจียว สักครู่หนึ่งก็ชักสีหน้าจริงจังและเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า
“ช่างบังเอิญนัก ภรรยาข้าเองก็คนสกุลถัง มิทราบว่าแม่นางสกุลถังไหนรึ?”
เหลิงหยุนเจียวถึงกับหางตากระตุก ปรากฏว่านางประเมินทักษะการแสดงของเ้าหมอนี่ต่ำไปจริงๆ เล่นละครฉากใหญ่ขนาดนี้ นางมีแต่จำใจต้องตามน้ำไป
“ถังที่หมายถึงตั๊กแตนตำข้าว”
ได้ยินเช่นนั้น เหลิงเจียวเหนียงก็เงยหน้ามองเหลิงหยุนเจียวในทันใด เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปนความสงสัยว่า
“แล้วไฉนตั๊กแตนต้องตำข้าวด้วยขอรับ?”
เหลิงหยุนเจียวหันหน้าขวับจับจ้องใบหน้าน้อยๆของเหลิงเจียวเหนียงอยู่สักครู่ จึงค่อยยืดเหยียดมือไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายด้วยความหมั่นเขี้ยว
ไม่น่าแปลกใจนักว่าไฉนจึงรู้สึกดีเหลือเกินที่ได้บีบคลึง ก็ผิวแก้มของเ้าหนูตัวน้อยออกจะนุ่มนิ่มถึงเพียงนี้ ยิ่งบีบก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายมีความสุข
“มันเป็ชื่อสายพันธุ์น่ะ แล้วเ้ารู้หรือไม่ ตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียจะกินตัวผู้ทั้งเป็ก่อนจะคลอดลูก ก็เหมือนกับแม่จ๋าของเ้า...”
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม...”
โม่เฉินหยวนที่ควบขี่ม้าอยู่ด้านข้างจู่ๆก็ไอเสียงดังอยู่สองสามที ขัดจังหวะคำพูดของเหลิงหยุนเจียวกะทันหัน
“ท่านไม่ควรสอนเด็กเช่นนี้”
เหลิงหยุนเจียวอุ้มเหลิงเจียวเหนียงขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน เชิดคางมองหน้าโม่เฉินหยวนพร้อมกล่าววาจาหยิ่งยโสแผดดังว่า
“นี่ลูกข้า ข้าจะสอนเยี่ยงไรก็ได้!”
โม่เฉินหยวนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “....”
คงเพราะปากคอเราะร้ายเช่นนี้กระมัง จึงได้โดนทำร้ายกรีดหน้าจนเสียโฉม
21 1-2
ตอนที่ 21 เ้าถังไหน?
โม่เฉินหยวนพยักหน้าตอบเล็กน้อย และส่งกล่องบรรจุสมุนไพรในมือใบนั้นให้
“ที่หาได้ก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือจำต้องออกไปหาเองต่อข้างนอก แต่เร็วหน่อยก็ดี เวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว”
เมื่อใดที่ตระกูลเหลิงมีโอกาส พวกนั้นจะต้องหาทางแก้แค้นเหลิงหยุนเจียวคืนอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น สารพิษที่ตกค้างในร่างกายของโม่เฉินหยวนก็ปล่อยไว้นานเกินกว่านี้ไม่ได้แล้ว มิฉะนั้นอาจเป็อันตรายถึงชีวิตได้
ฉะนั้น ในยามนี้ทุกเวลาจึงมีค่าสำหรับคนทั้งสองอย่างยิ่งยวด
สังเกตเห็นว่าท่านอาจารย์หลิวยังคงยืนอยู่เคียงข้าง สีหน้าแววตาของเหลิงหยุนเจียวก็พลันแปรเปลี่ยน นางหันไปยื่นใบสั่งยาฉบับนั้นให้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“ท่านอาจารย์หลิว พวกเรามีเวลาไม่มากนัก หากระหว่างนี้บังเอิญเสาะพบสมุนไพรเหล่านี้เจอในค่ายทหารรับจ้าง รบกวนท่านเป็ธุระแทนพวกข้าด้วย ส่วนเื่ค่าใช้จ่าย ข้าจะนำมาคืนให้หลังจากกลับมา”
ท่านอาจารย์หลิวรับใบสั่งยาดังกล่าวเอาไว้พร้อมกวาดสายตาอ่านอีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า มันคือสูตรโอสถชนิดใดและใช้เพื่อการใด
“แม่นางถังโปรดอย่าได้กังวล ข้าชายชราย่อมช่วยเหลือพวกท่านทั้งสองแน่นอน”
หากต้องต่อกรกับตระกูลเหลิงในตอนนี้ ลำพังแค่นางย่อมไม่สามารถเอาชนะได้เป็แน่
เหลิงหยุนเจียวหวังว่า จะสามารถหยิบใช้โอกาสนี้สร้างสัมพันธ์อันดีกับค่ายทหารรับจ้างได้ เผื่อในวันข้างหน้าจะมีประโยชน์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้
นึกถึงความเป็ไปได้เหล่านี้ เหลิงหยุนเจียวก็คลี่ยิ้มโค้งศีรษะให้อาจารย์หลิวด้วยความสุภาพนอบน้อม
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์หลิวเป็อย่างมาก”
“แม่นางถัง”
แต่จู่ๆโม่เฉินหยวนที่อยู่ข้างๆก็พูดขึ้น ทั้งยังเน้นเสียงคำว่า‘ถัง’เสียเข้มชัดถนัดสองรูหู
เหลิงหยุนเจียวได้กลิ่นความเสียดสีจากอีกฝ่ายชัดเจน จึงเหลือบหางตาปรายมองหนึ่งที และก็ต้องสบปะทะเข้ากับสายตาสุดหยามเหยียดของโม่เฉินหยวน
โม่เฉินหยวนหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า
“เปลี่ยนชื่อยังพอทำเนา แต่นี่เปลี่ยนไปถึงแซ่สกุลคงดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่”
“….”
เหลิงหยุนเจียวรู้สึกได้ทันที เ้าหมอนี่มีเจตนาที่จะเปิดโปงตัวตนของนางชัดๆ! นี่ชักไม่ได้การแล้ว!
ท่านอาจารย์หลิวเองก็คล้ายว่าจะััได้ถึงความผิดปกติบางอย่างได้ และดูลังเลไม่กล้าพูดเท่าไหร่
“พี่สาวถัง ออกเดินทางกันเถอะ!”
แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงะโของไป๋ซือิแผดดังสนั่นขึ้นจากทางไกล เหลิงหยุนเจียวอาศัยจังหวะนี้รีบลากโม่เฉินหยวนออกไปโดยไว เพราะกลัวเหลือเกินกว่า เ้าหมอนี่จะพูดจาไม่เข้าท่าอะไรออกมาอีก
โดนเหลิงหยุนเจียวออกแรงกระชากฉับพลัน เล่นเอาโม่เฉินหยวนถึงกับเดินโซเซไปตามแรงดึงของนาง แต่ก็ยังทำเป็ผิวปากไม่สนใจอะไร
เขาไม่ได้มีเจตนาจะเปิดโปงอะไรอยู่แล้ว อาศัยจังหวะนี้ โม่เฉินหยวนเอ่ยเสียงกระซิบต่ำถามหญิงสาวภายใต้ผ้าคลุมใบหน้าว่า
“แล้วกล้วยไม้พิรุณบุปผาอยู่ไหนรึ?”
เหลิงหยุนเจียวถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย ปรากฏว่าอีกฝ่ายแค่กวนบาทาเท่านั้น จึงลอบส่งเสียงตอบว่า
“อยู่กับข้าแล้ว”
นางหันไปอุ้มเหลิงเจียวเหนียงขึ้นนั่งบนหลังม้า ยกขาย่างเหยียบตรงที่วางเท้าพร้อมะโขึ้นตามอย่างง่ายดาย กุมบังเหียนพร้อม
ขณะนี้กลุ่มนักเดินทางของเหลิงหยุนเจียวประกอบไปด้วย ตัวนาง โม่เฉินหยวนและไป๋ซือิ ซึ่งดูเหมือนว่าเหล่าบุรุษจะเข้าใจหน้าที่ของตนเองโดยปริยาย เมื่อควบม้าเริ่มเดินทาง พวกเขาต่างก็ขี่ม้าแยกประกบซ้ายขวา โดยมีเหลิงหยุนเจียวอยู่ตรงกลาง
“เด็กคนนี้เป็บุตรชายของท่านกระมัง?”
ระหว่างเดินทาง ไป๋ซือิหันไปทักทายโม่เฉินหยวนที่ควบขับม้าอยู่ฝั่งซ้าย
เหลิงหยุนเจียวพลันรู้สึกเสียวสันหลังวูบทันทีที่นึกถึงความปั่นประสาทของโม่เฉินหยวน ผู้ชายคนนี้ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย นางกลัวเหลือเกินว่า โม่เฉินหยวนจะเอ่ยปากพูดอะไรที่ฟังดูน่าสงสัยขึ้นมาอีก
“เปล่า ข้าเองก็เพิ่งเจอกับพวกเขาทั้งสอง”
โม่เฉินหยวนเหลียวมองไปทางเหลิงหยุนเจียว สักครู่หนึ่งก็ชักสีหน้าจริงจังและเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า
“ช่างบังเอิญนัก ภรรยาข้าเองก็คนสกุลถัง มิทราบว่าแม่นางสกุลถังไหนรึ?”
เหลิงหยุนเจียวถึงกับหางตากระตุก ปรากฏว่านางประเมินทักษะการแสดงของเ้าหมอนี่ต่ำไปจริงๆ เล่นละครฉากใหญ่ขนาดนี้ นางมีแต่จำใจต้องตามน้ำไป
“ถังที่หมายถึงตั๊กแตนตำข้าว”
ได้ยินเช่นนั้น เหลิงเจียวเหนียงก็เงยหน้ามองเหลิงหยุนเจียวในทันใด เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปนความสงสัยว่า
“แล้วไฉนตั๊กแตนต้องตำข้าวด้วยขอรับ?”
เหลิงหยุนเจียวหันหน้าขวับจับจ้องใบหน้าน้อยๆของเหลิงเจียวเหนียงอยู่สักครู่ จึงค่อยยืดเหยียดมือไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายด้วยความหมั่นเขี้ยว
ไม่น่าแปลกใจนักว่าไฉนจึงรู้สึกดีเหลือเกินที่ได้บีบคลึง ก็ผิวแก้มของเ้าหนูตัวน้อยออกจะนุ่มนิ่มถึงเพียงนี้ ยิ่งบีบก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายมีความสุข
“มันเป็ชื่อสายพันธุ์น่ะ แล้วเ้ารู้หรือไม่ ตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียจะกินตัวผู้ทั้งเป็ก่อนจะคลอดลูก ก็เหมือนกับแม่จ๋าของเ้า...”
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม...”
โม่เฉินหยวนที่ควบขี่ม้าอยู่ด้านข้างจู่ๆก็ไอเสียงดังอยู่สองสามที ขัดจังหวะคำพูดของเหลิงหยุนเจียวกะทันหัน
“ท่านไม่ควรสอนเด็กเช่นนี้”
เหลิงหยุนเจียวอุ้มเหลิงเจียวเหนียงขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน เชิดคางมองหน้าโม่เฉินหยวนพร้อมกล่าววาจาหยิ่งยโสแผดดังว่า
“นี่ลูกข้า ข้าจะสอนเยี่ยงไรก็ได้!”
โม่เฉินหยวนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “....”
คงเพราะปากคอเราะร้ายเช่นนี้กระมัง จึงได้โดนทำร้ายกรีดหน้าจนเสียโฉม