หลังจากออกมาจากห้องของมธุรินแล้วอนงค์ก็รีบไปหาอวิกาทันที ซึ่งหญิงสาวกำลังช่วยยายแหวนทำกับข้าวมื้อเย็นอยู่ในครัวและทางก็สะดวกเมื่อไม่มีพิกุลมาคอยนั่งเฝ้า
“ได้ไหมพี่อนงค์” อวิกากระซิบถามเมื่ออนงค์เดินเข้ามาใกล้
“ได้สิ” ตอบพร้อมกับล้วงกระดาษแผ่นเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะยื่นส่งให้อวิการีบรับมาแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงของตัวเองอย่างรวดเร็ว
“แล้วจะเริ่มลงมือเมื่อไร” อนงค์กระซิบถาม
“คืนพรุ่งนี้จ้ะเพราะทางสะดวก” อวิกาตอบ พรุ่งนี้วิทวัส งามพิศและมธุรินจะต้องไปงานเลี้ยงวันเกิดญาติผู้ใหญ่ที่รู้จัก จึงเป็โอกาสดีให้ทำตามแผนได้
“มัวคุยอะไรกันอยู่เดี๋ยวกับข้าวก็เสร็จไม่ทันหรอก นี่มันหกโมงครึ่งแล้วนะ”
ยายแหวนที่ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาหันมาบอกเมื่อเห็นทั้งคู่กระซิบกระซาบอะไรกันอยู่นานแล้วยายแหวนกับตาปั่นเชื่อสนิทใจว่าอวิกายอมแต่งงานด้วยความเต็มใจเนื่องจากหญิงสาวไม่บอกถึงแผนการให้ทั้งสองทราบ ด้วยกลัวว่าพวกท่านจะคัดค้าน
อวิกากับอนงค์หยุดคุยแล้วรีบแยกจากกันไปทำหน้าที่ของตัวเองทันทีเพราะไม่อยากให้เป็ที่สงสัยมากนัก
เย็นวันรุ่งขึ้น หลังจากที่งามพิศวิทวัส และมธุรินได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของญาติผู้ใหญ่แล้วอวิกาก็ได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ทันทีทว่าก่อนไปงามพิศก็ไม่วายสั่งกำชับพิกุลให้คอยเฝ้าหญิงสาวไว้ให้ดีๆเพื่อเป็การไม่ประมาท แม้จะมีพิกุลคอยจับตามองอยู่แต่อวิกาก็ไม่เดือดร้อนเนื่องจากได้เตรียมแผนการที่จะกำจัดพิกุลไปให้พ้นทางไว้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
อนงค์ที่เป็ผู้ดำเนินการแผนนี้เองเอาน้ำส้มที่คั้นแช่ตู้เย็นไว้ออกมารินใส่แก้วใบใสเธอมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นปลอดคนก็หยิบถุงยาถุงเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วแกะถุงออก เทผงสีขาวใส่ลงไปในแก้วน้ำส้มจนหมดก่อนจะหยิบช้อนมาคนน้ำส้มกับผงสีขาวให้เข้ากันเป็เนื้อเดียวเมื่อเสร็จแล้วก็ยกออกไปที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งมีพิกุลกับอวิกานั่งดูทีวีอยู่
พิกุลติดละครตอนเย็นงอมแงมจึงไม่อยากพลาดแต่ก็มีหน้าที่ต้องคอยเฝ้าอวิกาด้วยเธอจึงบังคับให้อวิกามานั่งดูละครด้วยกันเสียเลย
“ฮาๆๆ วุ้ยสะใจจริงเล้ยตบมันเลย มันต้องอย่างนี้สิ หมั่นไส้นังตอแหลนี่มานานแล้ว”พิกุลตบมือเสียงดัง โห่ร้องด้วยความสะใจเมื่อเห็นนางเอกผู้อ่อนแอลุกขึ้นมาสู้รบปรบมือกับนางอิจฉา
“ว้าย! ละครเื่นี้เล่นแล้วเหรอ ฉันก็ชอบดูนะ แกน่าจะเรียกฉันบ้าง” อนงค์แสร้งว่าขณะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นแล้ววางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะกระจกใส “ว้า! โฆษณาซะแล้ว”ทำเป็บ่นอย่างเสียดาย พิกุลหันมามองก่อนจะตาโตเมื่อเห็นแก้วน้ำส้ม
“นังอนงค์! นี่แกไปเอาน้ำส้มคั้นในตู้เย็นมากินเหรอ”ถามอย่างไม่พอใจ
“ใช่ ทำไมเหรอ”
“นังบ้านี่ฉันคั้นเอาไว้ให้คุณผู้หญิงกับคุณหนูนะ แกไม่มีสิทธิ์เอามากินเข้าใจไหม”
“เอ้า! ก็แกไม่ได้บอกนี่” อนงค์แกล้งทำหน้าไม่พอใจบ้าง “ฉันนึกว่าเหลือก็เลยรินมากิน”
“เหลือบ้าอะไรฉันคั้นไว้ซะเกือบเต็มเหยือก แกอย่ามาแกล้งโง่ไปหน่อยเลย อยากกินก็บอกมาเถอะ” พิกุลว่าอย่างรู้ทัน “คอยดูนะคุณผู้หญิงกลับมาฉันจะฟ้อง”
“นังขี้ฟ้องเื่ของกินแค่นี้ก็เอาไปฟ้องได้ เชอะ! แกเองก็อยากกินเหมือนกันล่ะสิหน็อย...ทำเป็มาว่าฉันกลบเกลื่อน เอาไปเลย ไม่กงไม่กินแล้วก็ได้วะ”
อนงค์แกล้งทำเป็โมโหแล้วลุกเดินออกจากห้องไปพิกุลแลบลิ้นให้ตามหลังค่าที่อีกฝ่ายรู้ทันตอนคั้นน้ำส้มนั้นเธอคั้นตอนที่ยายแหวนทำครัวอยู่ จึงไม่สามารถแอบกินได้ตั้งใจว่าพอดึกแล้วจะแอบย่องไปรินกินสักแก้วเหมือนกัน
“พี่พิกุลจะกินก็ได้นะฉันไม่ฟ้องคุณผู้หญิงหรอก” อวิกาบอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแอบลุ้นจนตัวโก่งว่าพิกุลจะยอมกินหรือไม่อยู่ในใจ
“ฉันไม่แอบกินของเ้านายหรอกย่ะ”
พิกุลบอกพลางสะบัดหน้าใส่แล้วมองเมินไปทางอื่นก่อนจะหันไปมองทีวีเมื่อละครที่ดูเล่นพอดี พิกุลดูทีวีอยู่พักใหญ่ๆจนละครจบลงก็หันมามองแก้วน้ำส้มเ้าปัญหาอีกครั้งหนึ่ง
“ถ้าพี่ไม่กินงั้นฉันเอาไปทิ้งล่ะนะ” อวิกาเอื้อมมือจะคว้าแก้วน้ำส้มแต่ก็ถูกพิกุลชิงตัดหน้าคว้าเอาไปเสียก่อน
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันเอาไปทิ้งเองแกนั่งรออยู่ที่นี่แหละ ห้ามไปไหนเด็ดขาดเข้าใจไหม”
“จ้ะ”
อวิการับคำเสียงใสมองตามร่างพิกุลที่เดินออกไปอย่างสมใจ เพียงสองนาทีพิกุลก็เดินกลับเข้ามาใหม่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยทำเป็ดูละครต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อวิกาก็รู้ว่าแผนของตนเองสำเร็จแล้วแน่ๆเพราะที่มุมปากของพิกุลมีคราบน้ำและเยื่อส้มติดอยู่นั่นเอง
เพียงห้านาทีพิกุลก็ออกอาการหาวหวอดๆตาเริ่มหรี่ปรือ ศีรษะเริ่มสัปหงกเหมือนคนง่วงจัดที่อดหลับอดนอนมานาน
“ทำไมมันถึงได้ง่วงอย่างนี้วะไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อนเลยนี่นา”พิกุลพยายามสะบัดหัวไปมาเพื่อขับไล่ความง่วงงุนแต่ยิ่งทำก็ยิ่งง่วงเข้าไปใหญ่จนแทบฟุบหลับคาหน้าทีวีจอั์
“เป็อะไรไปเหรอพี่พิกุล” อวิกาถามยิ้มๆ ทั้งที่รู้ดีว่ายานอนหลับที่ใส่ลงไปในน้ำส้มกำลังเริ่มออกฤทธิ์
“ไม่รู้สิ อยู่ๆก็รู้สึก...”
พูดได้แค่นั้นพิกุลก็ฟุบหลับไปทันทีอวิกาลุกไปดูพลางสะกิดเรียกอีกฝ่ายอยู่หลายครั้งเมื่อพิกุลไม่มีทีท่าว่าจะรับรู้อะไรอีกต่อไปเธอก็ะโเรียกอนงค์ที่แอบซ่อนตัวอยู่ ทั้งสองช่วยกันหามพิกุลไปไว้ในห้องครัวจัดท่าทางให้เหมือนกับกำลังแอบงีบอยู่ หลังจากทำอาหารเสร็จและทานข้าวเรียบร้อยแล้วยายแหวนกับตาปั่นก็จะลงไปพักผ่อนที่เรือนคนใช้ทันทีและไม่กลับขึ้นมาที่ตึกใหญ่อีกฉะนั้นพวกเธอจึงไม่ต้องกลัวว่าทั้งสองจะเข้ามาเห็นแล้วทำแผนแตก
เมื่อเอาพิกุลมาไว้ในครัวเสร็จแล้วอวิกาก็รีบไปโทรศัพท์หาอิมรานทันทีตามเบอร์ที่ได้มา รอเพียงครู่คนปลายทางก็รับสาย
“คุณอิมรานใช่ไหมคะ”
“ครับ” น้ำเสียงของคนปลายสายฟังดูงงๆ เล็กน้อย
“ดิฉันโทรมาจากบ้านของคุณมธุรินค่ะ”
“อ๋อ...มีอะไรหรือครับ”
“คือ...คุณหนูน้ำหวานสั่งให้ดิฉันโทรหาคุณน่ะค่ะคุณหนูขอให้คุณมาพบเธอที่บ้านหน่อย เพราะมีเื่สำคัญจะคุยด้วยน่ะค่ะ”
อิมรานเงียบไปครู่จนอวิกาเริ่มใจสั่นเพราะกลัวเขาจะปฏิเสธ แต่แล้วก็โล่งใจไปครึ่งหนึ่ง เมื่อได้ยินคำถามจากคนปลายสาย
“ตอนนี้เลยหรือ”
“ค่ะ”
“ตอนนี้ผมไม่ว่างเอาไว้เป็วันพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะ ฝากบอกคุณน้ำหวานด้วยว่าผมจะเข้าไปพบพรุ่งนี้”
“ไม่ได้นะคะ!” อวิกาเผลอร้องออกมา สีหน้าเริ่มวิตกกังวล อนงค์ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆก็ลุ้นจนตัวโก่งเลยทีเดียว “เอ่อ...คือ...คุณหนูน้ำหวานขอร้องให้คุณมาพบคืนนี้เลยค่ะเธอมีเื่สำคัญมากจริงๆ ที่จะอยากจะปรึกษาคุณอิมรานเธอว่าเป็เื่คอขาดบาดตายเลยล่ะค่ะ นะคะคุณอิมราน ได้โปรดมาหาคุณหนูเถอะนะคะ”
หญิงสาวได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกฝ่ายก่อนเสียงทุ้มห้าวจะดังตามมา
“ก็ได้เดี๋ยวผมทำธุระเสร็จแล้วจะไป คงอีกราวๆ หนึ่งชั่วโมงผมถึงจะไปถึงที่นั่น”
“ค่ะๆ ขอบคุณนะคะ”
กล่าวจบอวิกาก็วางสายทันทีหันไปยิ้มให้อนงค์ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ
“สำเร็จ”
“แน่ใจแล้วนะเพชรว่าจะทำแบบนี้จริงๆ” อนงค์ยังคงไม่มั่นใจ
“แน่ใจสิพี่เดินหน้ามาถึงขนาดนี้แล้ว เพชรไม่คิดจะถอยอีกแล้วล่ะ ไปเถอะจ้ะเราไปเตรียมแผนขั้นต่อไปกันดีกว่า”
อวิกาตอบด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นแล้วเดินจากไปทันทีอนงค์มองตามหลังไปอย่างกังวลใจแต่ก็ยังยอมทำตามแผนในขั้นต่อไป
หลังจากทำธุระเสร็จแล้ว อิมรานก็ขับรถตรงมายังบ้านของมธุรินทันทีในใจก็นึกสงสัยว่ามธุรินมีเื่สำคัญอะไรจะปรึกษาเขากันแน่ชายหนุ่มขับรถเข้ามาจอดในรั้วบ้านพอลงจากรถก็มีสาวใช้ออกมาต้อนรับก่อนจะเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้าน
“เชิญเลยค่ะ” อนงค์นำอิมรานเข้าไปนั่งรอในห้องรับแขก ก่อนจะขอตัวขึ้นไปรายงานมธุรินที่ห้องคล้อยหลังอนงค์ไป อวิกาก็เดินเข้ามาพร้อมน้ำเปล่าเย็นเฉียบแก้วหนึ่ง
“น้ำค่ะ”
“ขอบใจ” อิมรานกล่าวพลางจ้องหน้าอวิกานิ่งสีหน้าเขาเรียบเฉยทว่าในใจนั้นกลับรู้สึกยินดีปรีดาที่ได้พบหน้าเธออีกครั้งรู้สึกดีใจมากจนเขาคิดว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เขาส่งยิ้มให้เธอนิดหนึ่งก่อนเอ่ยถาม
“สบายดีไหม”
“สบายดีค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” อวิกาทำท่าจะลุก แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อถูกอิมรานเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อนสิอยู่เป็เพื่อนคุยกับฉันก่อนไม่ได้เหรอ”
เขาบอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มจึงทำให้ดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นในความคิดของอวิกา ทว่าพฤติกรรมเ้าชู้ของชายหนุ่มก็กลบส่วนดีๆในตัวเขาในความคิดของเธอไปจนหมดหญิงสาวยอมนั่งลงคุยเป็เพื่อนพลางเหลือบสายตามองแก้วน้ำตรงหน้าแวบหนึ่ง
“เธอยังเรียนอยู่หรือเปล่า”
“ไม่ได้เรียนแล้วค่ะ”
“ทำไมล่ะเขาไม่ให้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเหรอ” เขานิ่วหน้าเล็กน้อย มองอวิกาอย่างเห็นใจ“หรือว่าแม้แต่มัธยมปลายก็ไม่ได้เรียน”
“ไม่ได้เรียนค่ะ” เธอตอบตามความจริงและก่อนที่อิมรานจะได้แสดงท่าทางสงสารและซักถามมากไปกว่านี้อวิกาก็ชิงอธิบายเพิ่มเติมขึ้นมาซะก่อน
“เพราะไปเรียนสายอาชีพแทนจนจบ ปวส.ค่ะ”
“จบ ปวส.แล้วเหรอแสดงว่าเธอก็อายุยี่สิบกว่าแล้วล่ะสิ ไม่ใช่สิบแปดสิบเก้า”อิมรานนึกแปลกใจ เพราะหน้าตาของเธอดูอ่อนเยาว์ราวกับเด็กอายุสิบแปดสิบเก้าจริงๆ
‘โธ่เอ๊ยเขาก็หลงเข้าใจผิดอยู่ตั้งนาน’อิมรานยิ้มขันตัวเองก่อนถามด้วยความอยากรู้
“จบแล้วไม่คิดอยากหางานทำบ้างเหรอ”
“อยากค่ะ แต่ว่า...” อวิกาหน้าเศร้าลงก่อนจะตัดบท “ดิฉันมีงานต้องไปทำอีกเยอะขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวลุกขึ้นพลางทอดมองแก้วน้ำแวบหนึ่งก่อนจะเดินจากไป
อิมรานรู้สึกเสียดายเพราะยังอยากสนทนากับเธอต่อสีหน้าเศร้าสร้อยของเธอเมื่อครู่นี้ทำให้เขาััได้ว่าเธออยู่ที่นี่อย่างไม่มีความสุขมากนักจึงอยากพูดอะไรออกไปก็ได้ที่จะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว
คล้อยหลังอวิกาอนงค์ก็เดินลงมาจากชั้นบนแล้วรายงานว่ามธุรินกำลังอาบน้ำอยู่ ขอให้เขารอสักครู่อิมรานพยักหน้ารับรู้แล้วนั่งรอด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายนิดๆ ชายหนุ่มนั่งรออยู่นานโดยไม่แตะต้องน้ำเปล่าตรงหน้าสักอึกทำให้คนสองคนที่แอบดูอยู่มีสีหน้าเคร่งเครียดก่อนวินาทีถัดมาจะเปลี่ยนเป็ลุ้นสุดตัวเมื่อเห็นอิมรานยกแก้วน้ำขึ้นดื่มดับกระหายทว่าก็ดื่มเข้าไปเพียงนิดจนคนลุ้นแทบอยากร้องไห้
เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีอิมรานก็เริ่มออกอาการหงุดหงิดเหลียวมองรอบทิศหวังหาใครคนหนึ่งให้ช่วยไปตามมธุรินอีกรอบหาอยู่นานก็ไม่พบใครสักคนจนเริ่มโมโหจึงยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดหวังดับอารมณ์ร้อนให้เบาบางลง ทันทีที่เขาวางแก้วน้ำลงอวิกาก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
“เพชร” แม้เธอจะเคยบอกชื่อเพียงครั้งเดียว แต่เขาก็จำได้ขึ้นใจ “เธอช่วยขึ้นไปตามคุณน้ำหวานอีกทีสิ นี่มันนานแล้วนะ”
“ได้ค่ะ”
อวิการับคำแล้วเดินจากไปเพียงสามนาทีหญิงสาวก็วิ่งเข้ามาใหม่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณอิมรานคะ! แย่แล้วค่ะ แย่แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น” อิมรานผุดลุกขึ้นยืนถาม
“คุณหนูค่ะ หกล้มอยู่ในห้องน้ำเดินไม่ได้แล้วก็หัวแตกด้วยค่ะ คุณอิมรานช่วยขึ้นไปอุ้มเธอพาไปหาหมอหน่อยได้ไหมคะ”
“ได้สิห้องคุณน้ำหวานอยู่ทางไหนล่ะ เธอนำไปสิ”อิมรานสั่งอย่างร้อนใจแม้จะไม่ได้รักมธุรินแต่ก็ยังมีความห่วงใยให้ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง
“ทางนี้ค่ะ” อวิการีบเดินนำขึ้นไปชั้นบนเธอพาเขาเข้าไปในห้องของมธุรินแล้วหยุดยืนรออยู่หน้าประตูห้องในขณะที่อิมรานก้าวเข้าไปข้างในแล้วกวาดตามองหาร่างของมธุริน
“อยู่ไหนล่ะ” เขาถาม
“ในห้องน้ำค่ะ”
สิ้นคำตอบของอวิกาชายหนุ่มก็เดินไปที่ห้องน้ำทันที ทว่าพอเปิดประตูเข้าไปก็ต้องงุนงงเพราะไม่มีร่างของมธุรินอยู่ในนั้นเลยอิมรานหน้าเครียดเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วตะคอกถามอวิกาอย่างโมโห
“ไม่เห็นมีเลยนี่เธอหลอกฉันงั้นเหรอ”
“เปล่านะคะ” หญิงสาวปฏิเสธด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและยิ่งยิ้มมากขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายสะบัดศีรษะอย่างแรง ร่างกายเริ่มโงนเงนไปมา
“คุณอิมรานเป็อะไรหรือเปล่าคะ”เธอแสร้งถามอย่างห่วงใย
“ไม่รู้สิ อยู่ๆก็รู้สึกง่วงขึ้นมา เธอ...เธอทำอะไรฉะ...”พูดได้เท่านี้ชายหนุ่มก็ล้มตึงลงไปกองกับพื้น สติดับสูญไปในทันที
“พี่อนงค์ สำเร็จแล้วค่ะ”
อวิกาถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางหันไปร้องเรียกอนงค์ที่เดินตามหลังมาั้แ่แรกทั้งสองช่วยกันยกร่างอิมรานขึ้นไปไว้บนเตียงนอนซึ่งกว่าจะสำเร็จก็เล่นเอาทุลักทุเลและเหนื่อยน่าดูเนื่องจากชายหนุ่มตัวใหญ่และหนักมาก
“คนอะไรตัวหนักชะมัดเลย”
“เพชรแน่ใจแล้วนะที่จะทำแบบนี้” อนงค์ถามอีกครั้ง
“แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะมาไกลขนาดนี้แล้วเพชรไม่ยอมถอยหรอกค่ะ”อวิกาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทว่าดวงตากลับมีแววลังเลอยู่เหมือนกัน
“เราอย่ามัวชักช้ากันอยู่เลยนะคะรีบลงมือกันเถอะค่ะ”
สองสาวช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าของอิมรานออกใบหน้าแต่ละคนล้วนแดงก่ำเพราะไม่เคยเห็นผู้ชายเปลือยเช่นนี้มาก่อน แถมยังหล่อเหลากระชากใจอีกต่างหากอวิกาปลดกระดุมกางเกงยีนของคนหมดสติด้วยมือไม้สั่นก่อนจะมองเมินไปทางอื่นแล้วจัดการดึงกางเกงยีนออกไปส่วนอนงค์ก็รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมร่างกำยำเปลือยเปล่าที่มีเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวติดกายไว้ทันที
สองสาวพ่นลมหายใจออกมาเกือบจะพร้อมๆกัน หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
“พี่ล่ะหัวใจจะวายตายไม่เคยเห็นผู้ชายหล่อๆ มาเปลือยกายต่อหน้าอย่างนี้มาก่อนเลย”
“เพชรก็เหมือนกันค่ะ”
อวิกาพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเธอรู้สึกอับอายเหลือเกินที่ต้องมาปล้ำถอดเสื้อผู้ชายแบบนี้แล้วไม่ใช่ผู้ชายขี้เหร่ซะด้วยสิหล่อเหลาราวเทพบุตรอย่างนี้มีหรือที่เธอจะไม่รู้สึกประหม่าอายหญิงสาวมองคนที่นอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยานอนหลับ พลางนึกขอโทษขอโพยเขาอยู่ในใจ
‘ฉันขอโทษนะคุณอิมรานฉันจำเป็ต้องทำแบบนี้จริงๆ ยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ’
“เอ้า! เพชร ยืนชักช้าอยู่ทำไมกันล่ะรีบลงไปนอนซะสิ จะได้จัดท่าจัดทางซะที”
อนงค์ร้องสั่งเมื่อเห็นอวิกายังยืนมองอยู่เฉยๆ คนถูกสั่งตื่นจากภวังค์ของความคิด หญิงสาวทำหน้าทำตาเหลอหลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจจึงรีบเดินไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียงแล้วก้าวขึ้นไปบนที่นอนอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อนๆจะขึ้นไปนอนทั้งอย่างนั้นเลยเหรอ” อนงค์ร้องห้ามไว้
“คะ? ทำไมเหรอคะพี่อนงค์” อวิกาถามอย่างไม่เข้าใจ
“ขึ้นไปนอนทั้งเสื้อผ้าเต็มชุดขนาดนั้นใครมันจะไปเชื่อว่ามีอะไรกันแล้วเล่า ถอดเสื้อผ้าออกซะให้หมด”
“ฮ้า! ต้องทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ” อวิกาใก่อนส่ายหน้ารัว “ไม่ถอดได้ไหมคะ”
“ไม่ได้! เร็วๆ เข้าเถอะ นี่ก็ใกล้ได้เวลาที่คุณผู้หญิงจะกลับมาแล้วนะยาสลบที่ใช้ก็มีฤทธิ์แค่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง เร็วๆ เข้าเถอะ”
อวิกาหน้าร้อนผ่าวขณะลงมือถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกแม้ผู้ชายหนึ่งเดียวในห้องจะนอนหลับสนิทไปแล้ว แต่หญิงสาวก็ยังรู้สึกเขินอายราวกับเขากำลังจ้องมองอยู่ก็ไม่ปาน
“เหลือพวกชั้นในไว้ได้ไหมคะ”
อวิกาต่อรองเพราะรู้สึกเขินอายเกินกว่าจะเปลือยร่างหมดได้อนงค์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมตามใจอีกฝ่ายเพราะคิดแล้วว่าแม้อวิกาจะยังเหลือชุดชั้นในติดกายอยู่มธุรินกับงามพิศก็คงไม่สงสัยอะไร เนื่องจากเธอรู้จักนิสัยของสองแม่ลูกนี้ดีลองถ้าได้โมโหแล้วละก็ทั้งสองคนก็จะขาดสติทำให้ไม่ทันได้คิดไตร่ตรองอะไรให้ดีเสียก่อน
อวิกาลงไปนอนเคียงข้างอิมรานบนเตียงอนงค์เดินมาจัดท่าทางให้โดยพลิกร่างของอิมรานให้นอนตะแคงหันหน้าไปทางอวิกาแล้วยกแขนแกร่งพาดเอวบางที่ซ่อนตัวอยู่ในผ้าห่มไว้ เสมือนเขากำลังกอดเธออยู่เมื่อจัดท่าทางเสร็จแล้ว อนงค์ก็ขอตัวออกไปคอยรับหน้างามพิศ มธุริน และวิทวัส
อวิกานอนตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของอิมรานไอร้อนจากตัวเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกใจหวิวๆ เริ่มหายใจติดๆ ขัดๆหัวใจก็เต้นแรงจนผิดปกติ ั้แ่เกิดมาจนโตเอาป่านนี้เธอยังไม่เคยนอนใกล้ชิดผู้ชายคนไหนมาก่อนเลย
การนอนในอ้อมกอดของชายหนุ่มแม้จะสร้างความร้อนให้แผ่ซ่านไปทั่วกายแต่มันก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดไปพร้อมกันจนเธออดคิดไม่ได้ว่า หากเธอมีชายคนรักและได้นอนอยู่ในอ้อมแขนของกันและกันแบบนี้เธอจะรู้สึกอบอุ่นใจเช่นนี้บ้างหรือเปล่านะสักวันหนึ่งเธอคงจะมีคนรักและมีชีวิตที่มีความสุขได้เธอคงจะมีสองแขนแข็งแกร่งของคนที่เธอรักและรักเธอคอยโอบประคองปกป้องคุ้มภัยให้ตลอดไป
คิดมาถึงตรงนี้อวิกาก็ถอนหายใจยาวเหยียดพลางบอกกับตนเองต่อว่า หากอยากให้ฝันของเธอเป็จริง เธอก็ต้องออกไปจากขุมนรกนี้ให้ได้ซะก่อนซึ่งก็หวังว่าแผนการที่ทำอยู่นี้จะสำเร็จดังใจหมาย