ตอนที่ 9 ไต่ถามความผิด
เชียนเชียนยังไม่ทันได้ซึมซับและทำความเข้าใจกับคำพูดของเหนียนอิ๋งสี่ ก็ได้ยินเสียงปังดังขึ้น มองไปตามเสียง ครั้นเห็นสตรีหลายคนหลั่งไหลกันเข้ามาในห้อง เชียนเชียนใมากจนรีบคุกเข่าลงบนพื้นและกล่าวทักทายทีละคน “คารวะฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินรอง คุณหนูรอง และฮูหยินเล็กเ้าค่ะ”
หวังหว่านซิวที่ถูกอันจือเหมยร้องไห้ใส่เป็เวลาครึ่งชั่วยามทำหน้าบูดบึ้ง ซึ่งทำให้ใบหน้าที่เคร่งขรึมอยู่แล้วยิ่งมีความเกรงขามขึ้นอีก สายตามองผ่านเชียนเชียนเลื่อนมาที่เหนียนอิ๋งสี่ ครั้นเห็นดวงหน้าของเหนียนอิ๋งสี่ที่เต็มไปด้วยโคลนก็ขมวดคิ้วมุ่น ตวาดใส่ทันทีว่า “เหนียนอิ๋งสี่ เมื่อครู่นี้แม่รองเ้าบอกว่าเ้าทำร้ายน้องเล็กจวิ้นหรู เป็จริงหรือไม่”
ได้ยินคำถาม เหนียนอิ๋งสี่จำต้องยอมรับว่า หวังหว่านซิวผู้นี้สมแล้วกับที่เป็ผู้นำเรือนหลังของตระกูลเหนียนจริงๆ ลำพังแค่รัศมีของนางก็เพียงพอจะเอาชนะทุกสิ่งแล้ว แต่ว่านางเหนียนอิ๋งสี่ก็หาใช่ว่าจะต่อกรด้วยได้ ห้องทรุดโทรมพังทลายลงก็ยังต้องสั่นะเืหลายครั้ง ถึงวันนี้นางไม่คิดว่าตนจะโค่นล้มอันจือเหมยลงได้ แต่หากทำให้สั่นคลอนสักนิดนางก็ยังพอทำได้
เหนียนอิ๋งสี่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พร้อมกับคุกเข่าบนพื้น ก้มศีรษะตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรียนท่านย่า หลานทำร้ายน้องจวิ้นหรูจริงดังว่าเ้าค่ะ”
หวังหว่านซิวไม่นึกว่านางจะตอบออกมาได้อย่างสบายใจเฉิบเช่นนี้ ความน่ากลัวเกรงขามที่อัดแน่นกลับไม่อาจระบายออกมาได้
บรรยากาศเงียบลงในพลัน อันจือเหมยรีบก้มหน้าแสร้งทำเป็ร้องไห้ที่ข้างหูของหวังหว่านซิว “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านไม่เห็นว่าหลานเล็กถูกตีอย่างน่าอนาถเพียงใด! ดวงหน้างามๆ กลับถูกทำลายลงเช่นนี้ เพิ่งจะอายุได้สิบสามปีเท่านั้นก็โชคร้ายปานนี้เสียแล้ว อนาคตจะออกเรือนได้อย่างไร!”
อันจือเหมยร้องไห้ราวดอกสาลี่ต้องหยาดฝน[1] น้ำเสียงน่าสงสาร อันจือเฟิ่งที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มสะอื้นไห้เบาๆ เช่นกัน อันจือเหมยที่กำลังร้องไห้หนักยามเห็นเหนียนอิ๋งชุนที่อยู่ข้างตนไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ด้วยความร้อนใจจึงหยิกนางอย่างแรงทีหนึ่ง ลอบถอนใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้าได้[2] ปกติมักสอนให้นางอ่านอารมณ์สีหน้าของคนและรู้จักถึงความพอดี กลับไม่นึกว่าลูกสาวของตนคนนี้จะไม่ได้เื่ได้การเช่นนี้
เหนียนอิ๋งชุนที่เอาแต่จ้องเหนียนอิ๋งสี่ ถูกอันจือเหมยหยิกโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ทำเอาเจ็บจนใจสั่น พลันร้อง “โอ๊ย!” ออกมาทีหนึ่ง น้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาทันที
ภายในห้องซึ่งแต่เดิมไม่ใหญ่มากนัก ขณะนี้เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ของเหล่าสตรี หวังหว่านซิวที่ยืนอยู่ตรงกลางสุดของห้องพลันขมวดคิ้ว นึกขึ้นได้ว่าเวลานี้เหนียนเกิงหรงกำลังนอนกลางวัน จึงอดกระแอมเสียงเย็นทีหนึ่งไม่ได้ ซึ่งถือว่าหยุดฉากน้ำตาชวนน้ำเน่านี้ได้ชั่วคราว
เหนียนอิ๋งสี่ที่ก้มหน้าคุกเข่าอยู่กับพื้น ฟังเสียงร้องห่มร้องไห้ที่เงียบลงกะทันหัน รู้สึกน่าขันในใจนัก สตรีที่ชอบก่อปัญหาเหล่านี้ สามารถร้องไห้เมื่อควรร้องและหยุดเมื่อควรหยุดได้เช่นนี้ ดูเหมือนแต่ละคนจะถนัดใช้ประโยชน์จากทุกเวลาและโอกาสจริงๆ
“เหนียนอิ๋งสี่ ในเมื่อเ้ายอมรับว่าทุบตีน้องจวิ้นหรูจริง เช่นนั้นเ้ายอมรับการลงโทษหรือไม่” ถึงหวังหว่านซิวจะถามไปเช่นนี้ แต่ก็ขยิบตาให้อันจือเหมย ส่งสัญญาณให้นางเรียกหนุ่มรับใช้นำกระดานแผ่นไม้เข้ามา นางรู้สึกว่านี่เป็เพียงเื่หยุมหยิมระหว่างผู้หญิง หากยืดเยื้อให้เสียเวลา จนไปรบกวนการงีบหลับอันมีค่าของลูกชายตนเข้า แบบนั้นก็ไม่คุ้มเป็อย่างยิ่ง
ได้ยินคำถามของหวังหว่านซิว เหนียนอิ๋งสี่กลอกกลิ้งตาหลายหน อันที่จริงนางอยากให้ดวงตาของตนชาแปลบเพื่อหลั่งน้ำตาออกมาสักนิด แต่ไม่ว่าจะกลอกตาอย่างไรน้ำตาก็ไม่ไหลออกมา นางที่ไม่มีเวลาแสร้งร้องแล้วจำต้องแอบหยิกต้นขาของตนแล้วเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำเอ่ยด้วยท่าทีไม่แข็งกร้าวหรือถ่อมตนเกินไป “ท่านย่า เหนียนอิ๋งสี่ยอมรับว่าตนทำไม่ถูกต้อง แต่ตอนนั้นหากมิใช่น้องจวิ้นหรูพูดจาไม่น่าฟังเกินไป ข้าก็คงไม่ลงมือตีนางหรอกเ้าค่ะ”
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านอย่าไปฟังคำโกหกของนางนะเ้าคะ!” สีหน้าของอันจือเหมยเริ่มแย่ลง รีบพูดเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างหูหวังหว่านซิว ยามที่ลูกสาวตนชี้หน้าด่าเหนียนอิ๋งสี่ในวันปกตินั้น มิใช่ว่านางไม่รู้เลย นั่นเป็ถ้อยคำที่สุดแสนจะไม่น่าฟังจริงๆ ตอนนี้เหนียนอิ๋งสี่เอ่ยเช่นนี้ หากหวังหว่านซิวสืบถามจริงๆ ว่าเป็คำด่าอะไรขึ้นมา บางทีถึงครานั้นเื่ก็คงเปลี่ยนเป็อีกแบบแล้ว
“ท่านย่า นางเป็แค่คนโง่ พวกเราจะเชื่อคำพูดของคนโง่ได้อย่างไรเ้าคะ” เห็นมารดาของตนสีหน้าดูไม่ดีเล็กน้อย เหนียนอิ๋งชุนก็รีบพูดคล้อยตาม ที่จริงนางเองก็แอบกลัวว่าหวังหว่านซิวจะสืบสาวเอาความกับเื่ด่าคนเช่นกัน ถึงอย่างไรนางและจวิ้นหรูก็เป็ฝ่ายมาหาเื่ก่อน แม้วันปกติหวังหว่านซิวจะปฏิบัติต่อนางดีมากทีเดียว แต่ด้วยตำแหน่งของหวังหว่านซิวไม่อาจแสดงความลำเอียงต่อหน้าที่การงานได้ ยังคงเป็ที่รู้จักกันดีในจวนเหนียนแห่งนี้
พอจะเดาออกนานแล้วว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีทางยอมให้นางพูด เหนียนอิ๋งสี่ฉวยจังหวะขณะที่สายตาของทุกคนมุ่งความสนใจไปที่หวังหว่านซิว พลันหันมาขยิบตาให้เชียนเชียน เวลานี้คงต้องดูเด็กคนนี้แล้วว่าจะคิดได้หรือไม่ และจะพูดทวนคำพูดเมื่อครู่นี้ออกมาหรือไม่
เชิงอรรถ
^ เปรียบเทียบดอกสาลี่กับใบหน้าของสตรีที่เมื่อร้องไห้ก็ยังดูงดงาม^ อุปมาว่า ไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่าน ของผู้ที่ตนหวังไว้