บทที่ 5: เจ้าหญิงน้อยในช่วงเยาว์วัย (The Little Princess’s Childhood)
หลังจากที่ได้เข้ามายังห้องอำนวยการที่ถูกจัดแต่งอย่างเรียบหรู สึบากิในชุดเครื่องแบบนักเรียนรีบโค้งคำนับให้ความเคารพแด่อาจารย์ผู้อำนวยการที่อยู่เบื้องหน้าก่อนที่จะเดินเข้ามายืนอยู่ที่กลางห้อง บรรยากาศภายในห้องผู้อำนวยการนั้นเต็มไปด้วยออร่าแห่งความยำเกรงที่แผ่ออกมาจากผู้อำนวยการสาวใหญ่ที่นั่งอยู่บนโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหลังหน้าต่างที่ประดับไปด้วยผ้าม่านทั้งสองข้าง“หนูรู้มั๊ยว่าทำไมถึงเรียกเธอมาที่นี่” ผู้อำนวยการสาวใหญ่ถามสึบากิเหมือนกับว่าเธอไปก่อคดีอะไรมา“ไม่ทราบค่ะ” สึบากิตอบไปตามความจริง“หนูตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ” สึบากิรู้สึกเอะใจขึ้นมาว่าทำไมผู้อำนวยการถึงได้มาถามอายุของเธอ“19 ย่าง 20 ปี แล้วค่ะ ทำไมเหรอคะ” แต่ถึงอย่างนั้นสึบากิก็ยังคงเอ่ยตอบ หลังจากที่สาวรุ่นใหญ่ได้ยินตัวเลขอายุของเธอเช่นนั้น ใบหน้าของหล่อนก็นิ่งเงียบไปสักพัก“เวลานั้นใกล้จะมาถึงแล้ว”“หือ เวลาอะไรเหรอคะ” สึบากิถามผู้อำนวยการด้วยความงุนงง “นางเทวีอสูรฯ กำลังกลับมา ตอนนี้นางบำเพ็ญภาวนามา 500 กว่าปีแล้ว ทำให้นางมีพลังอำนาจที่เพิ่มมากขึ้น จนสามารถส่งกระแสจิตออกมาได้ แม้จะยังถูกพลังเวทย์พันธนาการไว้ก็ตาม ดวงจิตที่ผูกพันธ์กันจะปรากฏร่างให้หนูเห็นได้”“หมายความว่ายังไงเหรอคะท่านผอ.” สึบากิเอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น“บ่วงกรรมในอดีตที่หนูเคยมีส่วนร่วมกระทำไว้กำลังตามคืนสนอง แรงพยาบาทของนางไม่เพียงแต่จะทำให้หนูถึงคราวเคราะห์เท่านั้น อีกทั้งยังจะทำให้ทั้งประเทศนำมาสู่หายนะครั้งใหญ่ได้”สึบากิแม้อาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่หล่อนพูด แต่ภายในใจนั้นก็รู้สึกหวั่นไหวอยู่เล็กน้อย เธอเองก็ยังไม่เข้าใจว่านางเทวีอสูรฯ ที่ว่านั้นคือใคร และตัวเธอเคยทำอะไรผิดกับนางไว้ ถึงได้คิดจองล้างจองผลาญกันถึงเพียงนี้ สึบากิรู้ตัวว่าแม้จะถามไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตัวผู้อำนวยการเองก็ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้ จึงได้แต่โค้งคำนับอำลาก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปสะสางานเอกสารในห้องสภานักเรียนต่อณ พื้นที่สวนหน้าบ้านพักริมธารในยุคอดีตอันกว้างใหญ่ในท่ามกลางสายลมที่ปลิวไสว เจ้าหญิงฮิเมรากิในวัย 8 ขวบตั้งท่าดาบไม้เพื่อเตรียมจะฝึกประลองกับโยชิสึเนะที่คอยทำหน้าที่สอนวิชาการฟันดาบให้กับเธอเจ้าหญิงฮิเมรากิอาศัยอยู่ร่วมกับเซย์เมย์ผู้เป็นเสมือนราชครูนอกวัง และเหล่าผู้ติดตามของเขาทั้ง 5 คนที่เป็นเสมือนพี่ชายแท้ๆ ของเธอที่บ้านพักริมลำธารภายในป่า คือมินาโมโตะ โยริมิทสึ, วาตานาเบะ สึนะ, ซาคาตะ คินโทกิ หรือคินทาโร่, มินาโมโตะ โยชิสึเนะ และมุซาชิโบะ เบ็งเคย์ในช่วงเยาว์วัย เจ้าหญิงฮิเมรากิหมั่นฝึกฝนและร่ำเรียนวิชาความรู้ต่างๆ ทั้งในด้านการใช้เวทย์ในการต่อสู้กับเซย์เมย์ การฟันดาบ-การใช้อาวุธกับโยชิสึเนะ เบ็งเคย์ และด้านการต่อสู้ด้วยอาวุธควบคู่กับการใช้เวทย์ศาสตราคมกับโยริมิทสึ สึนะ คินทาโร่ทันทีที่การฝึกประลองได้เริ่มต้นขึ้น เจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบพุ่งเข้าฟันดาบไม้ใส่โยชิสึเนะด้วยความรวดเร็ว แต่เขาเองก็ว่องไวพอที่จะป้องกันไว้ได้อย่างท่วงทัน ทันทีที่สังเกตเห็นช่องโหว่ เธอก็รีบฟันเข้าที่ช่องโหว่นั่นด้วยความรวดเร็วแต่โยชิ สึเนะรู้ทัน จึงรีบปัดการโจมตีตรงที่ช่องโหว่นั้นแล้วรีบฟันเข้าที่ช่องโหว่ของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว ด้วยความไหวพริบ เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงสามารถป้องกันการโจมตีไว้ได้ทัน เสียงไม้ที่กระทบกระทั่งกันนั้นดังสนั่นไปทั่วทั้งสวน“ตาไวดีนี่ เจ้าหญิงน้อย” โยชิสึเนะกล่าวชมในความไหวพริบของเจ้าหญิงฮิเมรากิที่มีรอยยิ้มอันไร้เดียงสาบนใบหน้าอันเยาว์วัยจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เข้าประลองกันด้วยดาบไม้ ด้วยประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยมบวกกับปฏิภาณอันไหวพริบ ไม่ว่าโยชิสึเนะจะโจมตีจากทางไหน เจ้าหญิงฮิเมรากิก็สามารถมองการโจมตีออกทั้งหมด การฝึกประลองนั้นเป็นไปอย่างสูสีในชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร ทั้งสองต่างก็มีความไหวพริบที่ดีเยี่ยม จนท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็เสมอกันทั้งคู่“ฝีมือไม่เบาเลยนี่ เจ้าหญิงน้อย” โยชิสึเนะกล่าวชมในฝีมือการต่อสู้ด้วยดาบของเจ้าหญิงฮิเมรากิที่พัฒนามากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้น เจ้าหญิงฮิเมรากิก็เข้าสู่การฝึกประลองการต่อสู้ด้วยหอกไม้กับเบงเคย์ที่คอยทำหน้าที่สอนวิชาการต่อสู้ด้วยหอกให้กับเธอทันทีที่การฝึกประลองได้เริ่มต้นขึ้น เบงเคย์รีบพุ่งเข้าโจมตีใส่เจ้าหญิงฮิเมรากิด้วยความรวดเร็ว แต่เจ้าหญิงฮิเมรากิก็สามารถปัดการโจมตีไว้ได้อย่างท่วงทันก่อนที่จะสวนกลับไปด้วยความรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายก็สามารถป้องกันการโจมตีไว้ได้ทันก่อนที่รีบกระโดดถอยหลังออกมาตั้งหลักด้วยความรวดเร็ว“ไม่เลวเลยนี่นะ เจ้าหญิงน้อย” เบงเคย์กล่าวชมในฝีมือการต่อสู้ที่พัฒนามากขึ้นกว่าเดิมของเจ้าหญิงฮิเมรากิ จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เข้าประลองกันด้วยหอกไม้ แต่ก็ลงเอยด้วยผลแพ้ชนะที่เสมอกันทั้งคู่เจ้าหญิงฮิเมรากิได้เข้าสู่การฝึกประลองความเร็วในการร่ายเวทย์บนดาบไม้กับโยริมิทสึ สึนะ และคินทาโร่ ทั้งหมดพากันยกแผ่นยันต์ขึ้นลูบที่คมดาบจากต้นคมดาบยังปลายคมดาบด้วยความเร็วที่เท่ากัน ด้วยสมาธิที่ดีเยี่ยม ทำให้พลังเวทย์ของเจ้าหญิงฮิเมรากิถูกสำแดงออกมาจากคมดาบเร็วกว่าใครเพื่อน“ทักษะทางด้านพลังเวทย์ของฮิเมรากิเนี่ย พัฒนาขึ้นเร็วมากเลยนะ” โยริมิทสึกล่าวชมในทักษะทางด้านพลังเวทย์ของเจ้าหญิงฮิเมรากิที่พัฒนาเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดดและแล้ว เจ้าหญิงฮิเมรากิได้เข้าสู่การฝึกประลองทักษะทางด้านพลังเวทย์กับเซย์เมย์ เขาได้น้ำส้มทั้ง 15 ลูกเก็บไว้ในกล่อง แล้วทำการเสกให้กลายเป็นหนูทั้ง 15 ตัวและหนีออกมาจากกล่อง เจ้าหญิงฮิเมรากิได้ทำการเสกให้หนูกลายเป็นนกนางแอ่น เซย์เมย์ทำการเสกให้นกนางแอ่นกลายเป็นกลีบดอกซากุระ เจ้าหญิงฮิเมรากิทำการเสกกลีบดอกซากุระให้กลายเป็นก้อนหิน เซย์เมย์ทำการเสกให้ก้อนหินกลายเป็นทราย และเจ้าหญิงฮิเมรากิทำการเสกให้ทรายกลายเป็นน้ำ“ไม่เบาเลยนะ เจ้าหญิงน้อย แล้วแบบนี้หล่ะเป็นยังไง”เซย์เมย์ได้ทำการเสกท้องฟ้าให้เกิดฝนตก แต่เจ้าหญิงฮิเมรากิก็แก้เกมด้วยการทำการเสกท้องฟ้าให้มีแดดออก และสุดท้ายเจ้าหญิงฮิเมรากิได้เข้าสู่การทายปริศนาในกล่อง“เจ้ารู้ไหม ในนี้คืออะไร” เซย์เมย์ได้นำกล่องที่ได้ใส่ส้มไว้ 20 ลูกมาทายปริศนากับเจ้าหญิงฮิเมรากิ“กระรอก 20 ตัว” เจ้าหญิงฮิเมรากิในวัยเยาว์ตอบด้วยความมั่นใจ พลางเสกของในกล่องให้กลายเป็นกระรอกทั้ง 20 ตัว กระรอกเหล่านั้นได้พากันออกจากกล่องและวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วทั้งบ้าน“ร้ายกาจใช่ย่อยเลยนะ เจ้าหญิงน้อย” เซย์เมย์กล่าวชมในสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของเจ้าหญิงฮิเมรากิ พลางยกมือหนาขึ้นลูบไล้บนหัวเด็กสาวตัวน้อย“เหะ เหะ เหะ” เจ้าหญิงฮิเมรากิในเยาว์วัยยิ้มหัวเราะด้วยความไร้เดียงสาเหมือนกับเด็กทั่วๆ ไปแม้จะอายุจะยังน้อย แต่ด้วยความฉลาด ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความแน่วแน่ ความอุตสาหะ และการเรียนรู้ที่รวดเร็ว เด็กสาวจึงสามารถฝึกวิชาเวทย์องเมียว และการต่อสู้ด้วยอาวุธจนชำนาญและเก่งกาจได้ในระยะเวลาอันสั้นนอกจากทักษะทางด้านเวทย์องเมียวและการต่อสู้ด้วยอาวุธแล้ว เจ้าหญิงฮิเมรากิในเยาว์วัยนั้นยังได้ร่ำเรียนและศึกษาวิชาความรู้ในด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ พยากรณ์ การทำนาย การเมือง หลักภาษา จิตวิทยา บทกวี วรรณ ศิลป์ การแพทย์ สังคมวิทยา และประวัติศาสตร์แม้วิชาความรู้ในด้านอื่นๆ จะมากมายเพียงใด แต่ด้วยทักษะการเรียนรู้ที่รวดเร็ว บวกกับความตั้งใจและความมุ่งมั่น เจ้าหญิงฮิเมรากิจึงสามารถเรียนรู้วิชาเหล่านี้ได้อย่างแตกฉาน