เสียงล้อของเตียงพยาบาลระบบแรงโน้มถ่วงลอยตัวดังกึกก้องครืดคราดแ่ต่ำ สะท้อนทอดสลับยาวไปตามโถงทางเดินเหล็กกล้าผสมคาร์บอนสีขาวสะอาดตา ภายในป้อมปราการลอยฟ้า ORCA - 01
แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าเรืองรองส่องสว่างเรียงรายทอดยาวอยู่เหนือศีรษะเป็เส้นตรงสุดสายตา ผนังเหล็กหนาทั้งสองฝั่งข้างทางประดับประดาไปด้วยหน้าจอมอนิเตอร์แสดงผลโฮโลแกรมสามมิติจำนวนมาก ซึ่งกำลังประมวลผลรายงานข้อมูลทางชีวภาพ สถานะระบบคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ และค่าพิกัดความผันผวนของพลังงานมิติจากทั่วทุกสารทิศในมหานครโครเนแซนเดรียแบบเรียลไทม์วินาทีต่อวินาที
รินนั่งนิ่งสงบอยู่บนเตียงเคลื่อนย้ายอัตโนมัติ สองมืออันสั่นเทากระชับผ้าห่มฟอยล์ฉุกเฉินสีเงินเอาไว้หลวมๆ พลางกวาดสายตาคมมองสภาพแวดล้อมอันแปลกตาและโอ่อ่ารอบตัวอย่างเงียบงัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ตรงนี้ดูเหนือจริงและหลุดโลกราวกับดินแดนแห่งอนาคตในภาพยนตร์ไซไฟที่ไม่มีอยู่จริง และยิ่งทอดสายตามองลึกเข้าไปมากเท่าไร เด็กสาวผมแดงก็ยิ่งตระหนักและยอมรับความจริงได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
“ริน...” เสียงเล็กๆ แฝงความสั่นเครือดังขึ้นที่ข้างกาย
โรเชลล์ยังคงก้าวเท้าเดินเกาะแขนของเพื่อนสนิทเอาไว้แจไม่ยอมปล่อยห่างไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว ใบหน้าหวานลูกคุณหนูซีดเซียวไร้สีเือย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีฟ้าใสสั่นระริกคอยเหลือบมองดูเหล่าเ้าหน้าที่ทหาร V.I.F. ในชุดเกราะทมิฬที่เดินสวนทางไปมาตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวงขั้นสุด
“พวกเขา...พวกเขาจะไม่จับเราสองคนไปขังลืม หรือฉีดสารเคมีทดลองอะไรแปลกๆ ใช่ไหม...” เธอกระซิบถามเสียงแ่สะอื้น
“เธอคิดมากและดูหนังไซไฟเยอะเกินไปแล้วน่า โรเชลล์...” รินเอ่ยตอบกลับเบาๆ เพื่อหวังให้เพื่อนคลายความวิตก ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่ได้มั่นใจในคำพูดปลอบใจนั้นเลยสักนิด
“ก็จะไม่ให้ฉันคิดได้ยังไงกันล่ะยะ!” โรเชลล์รีบอ้าปากเถียงกลับทันควัน ขมวดคิ้วมุ่น “ที่นี่มันมีทั้งป้อมปราการั์บินได้ อาวุธาลำแสงเลเซอร์ คนที่วิ่งเร็วจนหายตัวได้อย่างกับผี แล้วก็ไอ้สัตว์ประหลาดต่างมิตินั่นอีกนะ! ต่อให้รัฐบาลออกแถลงการณ์ด่วนบอกว่าพรุ่งนี้โลกจะแตก ฉันก็เริ่มจะปักใจเชื่อแล้วล่ะ!”
คำโวยวายกระซิบกระซาบเสียงเบาแต่แฝงความตื่นตูมของลูกคุณหนูสาว ส่งผลให้เ้าหน้าที่แพทย์หญิงของ V.I.F. ที่กำลังเดินควบคุมเตียงอยู่ด้านหน้าแอบหลุดขำและเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู รินเห็นภาพแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะแห้งๆ ออกมาเบาๆ ในใจพลันรู้สึกตื้นตันขึ้นมา...ถึงแม้ว่าโรเชลล์จะหวาดกลัวสถานการณ์ตรงหน้าจนแทบจะร้องไห้โฮอยู่ตลอดเวลา แต่เด็กสาวผมเงินคนนี้ก็ยังคงรวบรวมความกล้าเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเธอไม่หนีหายไปไหน และแค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วสำหรับริน
ไม่นานนัก บานประตูเหล็กนิรภัยหนาเตอะตรงปลายโถงทางเดินก็เลื่อนเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
เบื้องหน้าของพวกเธอคือห้องปฏิบัติการพยาบาลและการวิเคราะห์วิจัยขนาดใหญ่สีขาวปลอดเชื้อ เต็มไปด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ตรวจเช็กสภาพทางชีวภาพล้ำสมัยวิจิตรา หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดั์จำนวนมากกำลังแสดงกราฟคลื่นพลังงานความร้อนสีแดงทองของลีซิลนอสที่กำลังแกว่งตัวและปะทุขึ้นลงอย่างผิดปกติธรรมชาติตลอดเวลา
“พาตัวเธอมานอนราบลงบนแท่นตรงนี้ได้เลยค่ะ” สุ้มเสียงหวาน นุ่มนวล ทว่าแฝงความสุขุมดังขึ้นมาจากส่วนลึกภายในห้อง
หญิงสาวคนหนึ่งในชุดกาวน์คุณหมอสีขาวยาวสะอาดสะอ้านกำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบข้อมูลบนหน้าจอแท็บเล็ตในมือ เธอมีเรือนผมสีดำขลับยาวสลวยที่ถูกรวบมัดมวยไว้หลวมๆด้านหลัง ดวงตาคู่สวยภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเฉียบดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดเหมือนดั่งคนที่ตรากตรำทำงานหนักและอดนอนสะสมมาเป็เวลานาน ทว่าถึงกระนั้น... สายตาของเธอกลับฉายแววเฉียบคมและเปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญาจนน่าประหลาดใจ
“ดร.นิโคล ครับ เป้าหมายผู้รายใหม่ถูกนำตัวมาถึงแล็บวิจัยแล้วครับ” เ้าหน้าที่ติดอาวุธเอ่ยรายงาน
หญิงสาวเ้าของชื่อเงยใบหน้าขึ้นช้าๆ และในวินาทีแรกที่สายตาของเธอเคลื่อนไปหยุดนิ่งอยู่บนเรือนร่างของเด็กสาวเรือนผมสีแดง—แววตาหลังกรอบแว่นคู่นั้นก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อยอย่างสังเกตได้
“...”
เธอนิ่งเงียบงันไปชั่วขณะหนึ่งราวกับว่าจิตใต้สำนึกกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงความทรงจำอันแสนห่างไกลในอดีต ก่อนจะปรับสีหน้าและก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ “เธอชื่อ...ริน อาซากิ สินะ”
“คะ...ค่ะ” รินพยักหน้ารับคำอย่างเกร็งๆ
“ฉัน ดร.นิโคล เบล เป็หัวหน้าฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์พลังงานมิติประจำยาน ORCA ลำนี้” น้ำเสียงของเธอยามเอ่ยปากฟังดูสุภาพอ่อนหวานและเป็มิตรมากกว่าที่รินคาดเดาเอาไว้ในตอนแรกมากนัก
ทว่าในระหว่างที่ดร.นิโคลกำลังจะยื่นมือออกไปเริ่มทำหัตถการตรวจร่างกายของเด็กสาว— ปี๊บ—!
เสียงสัญญาณแจ้งเตือนระดับสีแดงฉานจากระบบประมวลผลเอไอพลันแผดร้องดังลั่นขึ้นมาทันควัน หน้าจอมอนิเตอร์หลักของห้องแล็บสว่างวาบเรืองแสงขึ้นทันที พร้อมกับรหัสโค้ดและข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานจำนวนมหาศาลที่ไหลพรั่งพรูลงมาตามสายน้ำข้อมูล
[Detecting Energy Resonance…] (กำลังตรวจจับการสั่นพ้องของคลื่นพลังงาน) [Matching Archived Data…] (กำลังเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลลับในอดีต) [2016 Dimension War Records…] (บันทึกมหาสงคราวมิติปี 2016) [Jonathan William — Synchronization Detected] (ตรวจพบความสอดคล้องระดับสูง: โจนาธาน วิลเลี่ยม)
ทันทีที่ตัวอักษรและชื่อของบุคคลดังกล่าวปรากฏเด่นหราบนจอภาพ—ฝ่ามือของดร.นิโคลที่กำลังถือแท็บเล็ตอยู่พลันชะงักค้าง แข็งทื่อเป็หินสลักไปในบัดดล ดวงตากลมอัญมณีหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกตื่นตะลึงและไม่ยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“นี่มัน….” นิโคลพึมพำ
ผู้บังคับการสาว โรซาเลีย วาเลนเซีย ที่ยืนกอดอกเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ทางด้านหลังหรี่ดวงตาสีม่วงลงทันทีด้วยความเคลือบแคลงใจ “เกิดความผิดปกติอะไรขึ้น ด๊อกเตอร์”
นิโคลไม่ได้เอ่ยปากตอบคำถามในทันท่วงที สายตาของเธอยังคงจับจ้องมองที่ชื่อ โจนาธาน บนหน้าจอมอนิเตอร์อย่างแน่นิ่งไม่ไหวติง
“ข้อมูลจำเพาะและการสั่นพ้องของผลึกวีโอสโตนในระบบเกราะลีซิลนอสในตัวของเด็กคนนี้...” ดร.นิโคลเค้นเสียงพูดออกมาอย่างช้าๆ ทว่าสั่นเครือ “มันมีรูปแบบคลื่นความถี่ที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกับบันทึกพลังงานเก่าแก่อันเป็ความลับสูงสุด...จากมหาามิติ Dimension Wars เมื่อปี 2016”
รินขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นด้วยความฉงนใจทันทีที่ได้ยิน “เดี๋ยวนะคะ...โจนาธาน วิลเลี่ยม ที่ขึ้นบนจอนั่น...เขาคือใครกันเหรอคะ?”
สิ้นคำถามนั้น ทั้งห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ก็พลันตกอยู่ในความเงียบสงัดชวนอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง แม้แต่ตัวโรเชลล์เองก็ยังััได้ถึงกระแสบรรยากาศบางอย่างที่เปลี่ยนไป ดร.นิโคลหลับตาลงช้าๆ พลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อพยายามระงับและควบคุมอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านของตนเอง ก่อนจะลืมตาและเอ่ยคำตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“...เขาเคยเป็เพื่อนร่วมชั้นที่สนิทที่สุดของฉัน...และเป็หนึ่งในบุคคลระดับแกนนำที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ในการปฏิวัติวงการเทคโนโลยี”
ดวงตาของรินสั่นไหววูบวาบเล็กน้อยด้วยความรู้สึกสะท้านในอก...เพราะชื่อคำว่าโจนาธานนั้น มันช่างทรงอิทธิพลและทำให้เธอนึกถึงใบหน้าของเด็กผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว—โจนาธาน เรณ เด็กหนุ่มเพื่อนในวัยเด็กผู้ลึกลับที่จู่ๆ ก็หายสาบสูญไปจากวิถีชีวิตของเธออย่างไร้ร่องรอยเมื่อหลายปีก่อน
ดร.นิโคลจ้องมองใบหน้าอันจิ้มลิ้มของรินนิ่งค้างอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพึมพำออกมาแ่เบาราวกับกำลังเอ่ยพูดกับสายลม “แววตาและกระแสพลังที่สะท้อนออกมาจากดวงตาคู่นั้น...มันช่างเหมือนกับวิเลี่ยมไม่มีผิดเพี้ยนเลย...แววตาของคนที่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แววตาที่ไม่อาจสั่นคลอนจุดหมายให้ไขว่เขว่ได้”
“เอ๊ะ?” รินชะงักงันงงงวย
ทว่าในจังหวะเวลานั้นเอง บานประตูเหล็กห้องพยาบาลก็ถูกเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของกัปตันใหญ่ที่ก้าวเท้าเดินเข้ามาด้านในด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
“ผลการตรวจสอบคลื่นพลังงานของระบบชีวะเป็อย่างไรบ้าง ดร.นิโคล” แบล็คเบิร์ดเอ่ยถามเสียงทุ้ม
“ท่านมาพอดีเลย สภาพกระแสพลังงานภายในร่างกายยังคงไม่เสถียรเท่าที่ควรค่ะกัปตัน” นิโคลหันไปรายงาน “แต่สิ่งที่น่ากังวลและน่าใยิ่งกว่าคือผลลัพธ์ข้อมูลการสั่นพ้องมิตินี่ต่างหาก...” เธอทำการส่งแท็บเล็ตแสดงผลข้อมูลให้แก่กัปตันใหญ่ได้พิจารณา
แบล็คเบิร์ดนิ่งเงียบงันไปครู่หนึ่งทันทีที่สายตาคมกริบได้ปะทะเข้ากับชื่อ โจนาธาน วิลเลี่ยม ที่แสดงเด่นหรา ดวงตาสีเทาเข้มดุจพญาเหยี่ยวของเขาหรี่แคบลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิดลึกล้ำ “...งั้นหรอกรึ เป็โชคร้ายหรือชะตากรรมกำหนดกันแน่”
โรเชลล์มองดูท่าทีและฟังบทสนทนาลึกลับอันซับซ้อนของกลุ่มคนรอบตัวด้วยท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนและกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อยๆ “ดะ...เดี๋ยวก่อนสิคะ! พวกคุณกำลังพูดเื่อะไรกันอยู่เนี่ย...!” เธอรีบขยับร่างกายเข้าไปสวมกอดและเกาะท่อนแขนรินแน่นขึ้นกว่าเก่า “ฉันเริ่มรู้สึกแล้วนะว่าเื่บ้าๆ พวกนี้มันดูใหญ่โตเกินไปสำหรับเด็กนักเรียนระดับมัธยมธรรมดาๆ อย่างพวกเราแล้วนะ!”
ายาโกะ ที่แอบยืนพิงกรอบประตูฟังเหตุการณ์อยู่เงียบๆ หลุดหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ท่าทางขี้เล่น “ก็ใช่น่ะสิแม่คุณ~ โลกในเงามืดที่เธอสองคนก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามาในตอนนี้ น่ะมันไม่ธรรมดาและเต็มไปด้วยอันตรายมาั้แ่แรกเริ่มแล้วล่ะจ้า”
“อย่ามาเอ่ยปากพูดเื่คอขาดบาดตายด้วยใบหน้าหน้าตายและรอยยิ้มสดใสแป้นแล้นแบบนั้นสิยะ! มันน่ากลัวจะตายอยู่แล้ว!” โรเชลล์ตวาดแหวใส่
“ฮะๆๆ เอาน่าๆ” บรรยากาศภายในห้องแล็บพยาบาลที่เคยตึงเครียดปานเส้นด้ายเริ่มผ่อนคลายและลดความกดดันลงเล็กน้อยจากาฝีปากย่อมๆ
ทว่า ณ บริเวณมุมมืดด้านหลังสุดของห้องปฏิบัติการ—แววตาของผู้การสาวโรซาเลียกลับแปรเปลี่ยนเป็จริงจังและหันไปเอ่ยปรึกษากับกัปตันแบล็คเบิร์ดด้วยน้ำเสียงต่ำ “แล้วกัปตันจะเอายังไงกับเด็กผู้หญิงอีกคนดีคะ?” สายตาคมปรายมองไปทางร่างของโรเชลล์อย่างเ็า “เธอเป็เพียงพลเรือนทั่วไปที่ไม่มีพลังพิเศษ แต่กลับรับรู้ข้อมูลและเห็นเหตุการณ์ความลับภายขององค์กร V.I.F. ของเรามากเกินไปอาจจะไม่ใช่เื่ดีเท่าไหร่”
โรเชลล์ชะงักกึกไปในบัดดล ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป “ตะ...แต่ว่าฉัน...”
“ตามกฎและข้อบังคับขององค์กร V.I.F.” โรซาเลียเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเย็นเยือก “เพื่อความปลอดภัยสำหรับแผนปฏิบัติการ...พวกเราจำเป็ต้องทำการกักบริเวณเธอไว้ในเขตปิดตาย หรือไม่ก็ส่งตัวเข้าเครื่องกระตุ้นเพื่อลบความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับค่ำคืนนี้ทิ้งซะ”
ใบหน้าของโรเชลล์แปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือดราวกับกระดาษขาวในพริบตา “ลบ...ลบความทรงจำงั้นเหรอ...?” เด็กสาวตัวสั่นระริกด้วยความกลัวสุดขีดจนแทบจะเค้นเสียงพูดออกมาไม่เป็ภาษา
รินเองก็เบิกตากว้างอ้าปากค้างด้วยความโกรธและใทันที “เดี๋ยวก่อนสิคะ! พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาทำเื่ป่าเถื่อนแบบนั้นกับโรเชลล์เพื่อนของฉันนะ!”
ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังจะบานปลาย กัปตันแบล็คเบิร์ดก็ยกฝ่ามือหนาขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็สัญญาณสั่งให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง “พอได้แล้ว ผู้บังคับการโรซาเลีย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดของกัปตันใหญ่ ส่งผลให้ทั่วทั้งห้องปฏิบัติการกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกคำรบ ชายหนุ่มร่างโปร่งก้าวเท้าเดินผ่านหน้าทุกคนไปอย่างช้าๆ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าของโรเชลล์ที่กำลังนั่งตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวดุจลูกนกโดนพายุ ดวงตาสีเทาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมองเด็กสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูดเรียบๆ
“เด็กคนนี้ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองและรวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อที่จะอยู่เคียงข้างริน...ถ้าองค์กรของพวกเราปฏิบัติต่อพลเรือนผู้ซื่อสัตย์เช่นเธอเหมือนกับนักโทษแบบนั้น...ถ้าเช่นนั้น องค์กร V.I.F. (Violent. Informal. Force.) ก็คงไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรสังหารที่ไร้หัวใจสิครับ”
โรเชลล์เงยใบหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกตกตะลึงและตื้นตันใจอย่างที่สุด โรซาเลียนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่งพลางสบสายตากับกัปตันของเธอ ก่อนจะลอบถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ “...รับทราบและเข้าใจแล้วค่ะ กัปตัน”
มวลความกดดันอันหนักอึ้งภายในห้องปฏิบัติการสลายตัวคลายลงในที่สุด โรเชลล์ถึงกับทรุดร่างลงนั่งแหมะบนเก้าอี้ข้างเตียงอย่างหมดเนื้อหมดแรง “ฮึก...แง...ฉันคิดว่าตัวเองกำลังจะถูกพาไปผ่าตัดสมองหรือล้างสมองกลายเป็คนเอ๋อแล้วจริงๆ ซะอีก...”
อายาโกะหลุดหัวเราะร่าออกมาอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหยิบโยนกระป๋องน้ำอัดลมเย็นเฉียบแบรนด์ดังไปให้เด็กสาวผมทอง “อ๊ะนี่! ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกน่าแม่คุณ~ เพราะถ้าพวกเราคิดจะเก็บหรือปิดปากเธอจริงๆ ป่านนี้เธอคงไม่มีโอกาสได้มานั่งบ่นหน้าดำคร่ำเครียดอยู่แบบนี้หรอกนะจ๊ะ”
“นั่นมันฟังดูน่ากลัวและสยองยิ่งกว่าเดิมอีกนะยะ!!” โรเชลล์แหวใส่
เสียงโวยวายแง่งอนและการปะทะคารมของโรเชลล์แ่ดังขึ้น ส่งผลให้เ้าหน้าที่หลายคนในห้องหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย
ทว่า ณ บริเวณมุมมืดด้านหนึ่งของห้องแล็บ ดร.นิโคลยังคงยืนมองดูข้อมูลรหัสพลังงานชีวะบนหน้าจอมอนิเตอร์อย่างเงียบงันและว้าเหว่เพียงลำพัง หญิงสาวในชุดกาวน์ตัดสินใจใช้นิ้วเรียวเลื่อนเปิดแฟ้มเอกสารข้อมูลประวัติเก่าชั้นความลับสุดยอดฉบับหนึ่งขึ้นมาบนหน้าจอแท็บเล็ตส่วนตัว
ภายในแฟ้มเอกสารดิจิทัลนั้น—คือภาพถ่ายเก่าแก่ที่ถูกบันทึกไว้เมื่อปี 2016
มันคือภาพถ่ายของชายหนุ่มอัจฉริยะคนหนึ่งที่กำลังส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นและสดใสให้แก่กล้อง ท่ามกลางกองเอกสารและกองตำราวิจัยด้านมิติศาสตร์จำนวนมหาศาล...ชายผู้นั้นคือ โจนาธาน วิลเลี่ยม และที่บริเวณข้างกายของเขาในภาพถ่ายใบนั้น...ปรากฏร่างของเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งเรือนผมสีดำขลับที่กำลังยืนก้มหน้าถือโมเดลกลไกอยู่เงียบๆ
ดวงตาของดร.นิโคลสั่นไหวและเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกโหยหาอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่เธอจะขยับริมฝีปากพึมพำเอ่ยคำพูดออกมาแ่เบาราวกับสายลมพัดผ่าน
“...สุดท้ายแล้ว เื่ที่นายทำลงไปตอนนั้นก็นำพาสถานการณ์ให้ถาโถมใส่โลกใบนี้ไม่หยุดเลยสินะ วิลเลี่ยม...”
พร้อมกับภาพถ่ายดิจิทัลของเด็กชายตัวน้อยในวันวานผู้มีนามกรระบุในเอกสารว่า…โจนาธาน เรณ ที่สะท้อนฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่สวยของเธออย่างเงียบงันและเปี่ยมไปด้วยปริศนา
[จบตอนที่ 9 พันธะแห่งชะตากรรม]