คีแวน ที่แอบมองเด็กหนุ่มอยู่ตลอดคาดว่า คงสนใจกับอาวุธที่แปลกตา ค่อยๆคลายเชือกที่มัด พุ่งตัวเต็มกำลัง เอาร่างกายส่วนหนาเข้าชนเด็กหนุ่ม “โครม!”
เด็กหนุ่มโดนกระแทกอย่างจัง กลิ้งออกไปด้านข้างราว 5-6 เมตร “คีแวน ผู้มีประสบการณ์พลิกตัวจับคบเพลิงขว้างออกไปให้ไกลที่สุด ก้มหยิบปืนกลไกขึ้นสลักหยอดลูกเหล็กด้วยความว่องไวขยับตัวเข้าไปใกล้ลูกน้องทั้งสองเตรียมใช้ดาบตัดเถาวัลย์ของลูกน้องออก “เหลียวมองไปที่เด็กหนุ่มคีแวนถึงกับแปลกใจ ไม่รู้เด็กนั้นยืนมองตนเองั้แ่เมื่อไหร่ “เด็กหนุ่มสะบัดมือดีดบางอย่างใส่ แผ่นหินที่อยู่ด้านซ้ายบริเวณใกล้ๆ “โครม!”
อยู่ๆ เชือกเถาวัลย์ที่พันธนาการ ซูิและมากัส ก็ กระชากคนทั้งสองขึ้นจากพื้นอย่างฉับพลัน เด็กหนุ่มขยับตัวออกข้างดึงแท่งกลไกบางอย่างออก “ฟุบ!” ปรากฏเศษหินจำนวนมากพุ่งเป็ห่าฝนไปทางคีแวน จากทุกทิศทาง
คีแวนที่พยายามตั้งสติ ถอดเสื้อขนสัตว์ตัวหนาออกคลุมหัวและจุดสำคัญของร่างกาย “โครม!”
“คีแวนถึงกับกระอักเืทรุดเข่าลงไปกับพื้น “แต่ด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแรงสะบัดเสื้อออกพยายามจับอาวุธเตรียมป้องกัน มองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นเด็กหนุ่มแล้วพยายามขยับตัวออกจากจุดเดิมให้ได้ เพราะแน่ใจว่าตน ถูกกำหนดให้มาอยู่ตำแหน่งนี้ั้แ่แรกแล้ว
“ขณะนั้นเอง “แหม่!”ๆ มีบางอย่างหยดลงมาติดตามตัวเป็ของเหลวสีเขียวบางอย่างไม่มีโอกาสจะหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย ของเหลวชนิดนี้ มีกลิ่นพิเศษรู้ได้ทันทีว่าน่าจะติดไฟง่าย หากโดนจุดไฟ รับรองดำเป็ต่อตะโกแน่นอน
“คีแวน ที่หันกลับมองสภาพตัวเอง มองไปที่ลูกน้อง ก้มหน้า จากนั้นโยนดาบและปืนไปข้างหน้าอีกครั้ง มองไปรอบๆหัวเราะในความโศกเศร้า หึๆ
“พวกข้าไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ข้ายอมแพ้ คีแวนค่อยๆเดินไปหยิบเชือกมามัดใส่ตัวเอง อีกครั้งหนึ่งพร้อมคุกเข่าลง
มองไปรอบๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ข้ายอมแพ้แล้วจริงๆ ปล่อยลูกน้องข้าเถอะ เ้าจะทำอะไรกับข้าก็ได้ ด้านนอกยังมีลูกน้องข้าอีกสองคนมีสัมภาระเสบียง อยู่หลายอย่าง เ้าสามารถแบ่งไปใช้ได้เลย แต่ขออย่าทำร้ายลูกน้องข้า
“เด็กหนุ่มขยับตัวเดินออกมาจากหลังหินก้อนใหญ่อีกครั้งหนึ่งคราวนี้มือขวา ถือไม้ปลายแหลมลักษณะคล้ายหอก มือซ้ายมีโล่ไม้ขนาดสูงเท่าหน้าอก มีร่องรอยแกะสลักที่สวยงามประณีตมาก เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยถาม“ตำแหน่ง ที่มนุษย์อยู่รวมกัน อาศัยอยู่ห่างจากนี่ไกลแค่ไหน
“ถ้าออกจากป่านี้ ตรงไปทางทิศตะวันออก เดินทางเท้าประมาณ 10 วันก็จะถึงบริเวณแดนนอก ที่ซึ่งมนุษย์อาศัยอยู่รวมกัน คีแวนมองหน้าเด็กหนุ่มจ้องมองอย่างไม่ลดสายตา “ทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ซึ่งไกลจากเขตชุมชน มันเสี่ยงจากการโดนภัยพิบัตินะแล้วเ้ารอดชีวิตอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน
“ข้าไม่รู้ ข้าแค่ตื่นขึ้นมา แล้วก็หลบเลี่ยงอยู่บริเวณนี้ พวกเ้าเป็มนุษย์กลุ่มแรกที่ข้าเจอ
“นี่เ้าทำทุกอย่างในถ้ำนี้คนเดียวอย่างนั้นรึ! เด็กหนุ่มพยักหน้า “รวมถึงชายป่าด้านนอกที่จะเข้ามาถึงบริเวณนี้นายก็เป็คนทำใช่หรือเปล่า? เด็กหนุ่มไม่ตอบแต่เดินเข้ามาใกล้สังเกต เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์อาวุธต่างๆ
ในขณะนั้นเองด้านนอกถ้ำมีเสียงเห่าหอนของเหล่าหมาป่า คีแวน นึกได้ “ข้ายังมีลูกน้องอยู่ข้างนอกอีกสองคน
น้องชาย ข้าขอความกรุณา ช่วยลูกน้องข้าที่อยู่ด้านนอกได้หรือไม่! “นี่คงใกล้มืดแล้ว เป็เวลาที่สัตว์ป่าออกมาล่าเหยื่อ เด็กหนุ่มยังไม่ขยับตัว จ้องมองทาง คีแวน สลับกับลูกน้องที่ถูกแขวนอยู่อีกสองคน
“น้องชายช่วยเหลือลูกน้องข้าด้วยถ้าน้องชายอยากได้อะไรข้ายินดีมอบให้น้องชาย
เด็กหนุ่มหันหลังเดินออกไป คีแวนหันกลับมา ก้มหน้ามองพื้นดินอย่างหมดเรี่ยวแรง
อยู่ๆ มีเสียงเลื่อนของกลไก ลักษณะเปิดปิดของถ้ำตามมาด้วยเสียงลากรถเลื่อนเข้ามา เป็เสี่ยวหมาน เสี่ยวซู ที่ดันรถเลื่อนเข้ามาถึงบริเวณที่ คีแวน คุกเข่าอยู่แขนทั้งสองข้างของทั้งสองคน ถูกมัดติดไว้กับรถเลื่อน ทั้งคู่โดนเถาวัลย์มัดปิดปากไม่ให้ส่งเสียง คีแวนที่เห็นอากัปกิริยาใของลูกน้องทั้งสองน้ำหูน้ำตาไหลเดินมาด้วยความเศร้าสร้อย
“เด็กหนุ่มเดินเข้ามา ค้นหาของที่อยู่ในรถเลื่อน พบเสบียงอาหารแปลกใหม่ บ้างมี เป็กระป๋อง บ้างมีน้ำดื่มที่มีสีสัน เด็กหนุ่มขุดค้นไปเจอแผ่นขนมปังแล้วดมกลิ่นพร้อม หยิบขึ้นมากินทันทีจาก 1 แผ่น 2 แผ่นจนหมด
“ซูิ มองจากบนเถาวัลย์ที่พัฒนาการตัวเองอยู่อย่างเจ็บใจอยากจะพูดก็พูดไม่ได้
ผ่านไปสักพักหนึ่ง เด็กหนุ่มเปิดโอกาสให้ คีแวน เสี่ยวหมานเสี่ยวซู ได้คลายพันธนาการออก วางกระบอกน้ำให้ดื่มแก้กระหาย ต่างฝ่ายต่างนั่งอยู่คนละมุม จู่ๆ คีแวน เอ่ยถามเด็กหนุ่ม “น้องชายเ้าชื่ออะไร?
“เด็กหนุ่มไม่ตอบในขณะที่กำลังสนใจกับ สิ่งของวัตถุต่างๆ ที่หยิบมาจากรถเลื่อน “น้องชายเ้ามีชื่อเรียกหรือเปล่าเด็กหนุ่มละสายตามาที่สร้อยคอของตน มองอยู่สักพัก เรียกข้าว่า “นาฟ”
คีแวนเหมือนมีความในใจ “นาฟ ถ้านายไว้ใจพวกเรา ข้ายินดีพาเ้าร่วมเดินทางกลับเขตแดนที่มนุษย์รวมกลุ่มอาศัยอยู่ เ้ายินดีจะไปกับพวกข้าหรือไม่ข้าว่าเ้าดูไม่เหมือนคนป่าทั่วๆไป “ดูจากทักษะการเอาตัวรอดการใช้ชีวิตในพื้นที่แถบนี้เ้าน่าจะเป็คนที่มีความเป็มาไม่ธรรมดา อีกอย่างเ้าไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากไหน
“ข่าวว่าลูกไฟั์ตกอยู่แถบโน่น ห่างไปราวๆ 20กิโลเมตรนายสามารถเอาตัวรอดจากการตกของลูกไฟได้ยังไง มันน่าทึ่งมากเลยนะครับ เสี่ยวหมาน กล่าวอย่างสนอก สนใจ “นาฟ ยังเงียบนึกถึงการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติครั้งนั้นถ้าใครไม่ได้เจอกับตัวเองไม่มีทางรู้หรอก
“ผ่าน่ค่ำคืนที่แสนทรหด เช้าอีกวันลำแสงจากธรรมชาติสาดสอดส่องเข้ามาในถ้ำ
คีแวน ลืมตาขึ้นมาด้วยความเหนื่อยยากมองเห็นสมาชิกในกลุ่มมานอนอยู่ใกล้ๆกันทุกคน มากัสและซูิ โดนถอดพันธนาการ กลายเป็เหลือแค่มัดแขนไว้
สมาชิกทุกคนสามารถสื่อสารกันได้ ทุกคนเว้น ซูิ เสี่ยวชู เสี่ยวหมานคอยส่งเสบียงอาหารให้คนในกลุ่ม “หัวหน้าครับ เดี๋ยวผมเอาอาหารไปให้ คีแวน มองเห็น นาฟ นั่งแกะสลักไม้อยู่บนโขดหิน
“ข้าตัดสินใจแล้วจะเดินทางไปด้วย พวกท่านสามารถหยิบหินสีภายในถ้ำ ไปได้ตามความ้า นาฟ ชี้ตำแหน่งหินสีต่างๆ “มีหินสีแดงอยู่ลึกไปทางนั้นส่วนหินสีเหลืองอยู่ทางนั้น กลุ่มของ คีแวนถึงกับใ มากัส ถึงกับหยุดกินอาหาร ทุกคนตกตะลึงในสิ่งที่นาฟพูดออกมา “หา! วะว่ายังไงนะ! หะ หะหินสีแดง นายว่ามีหินสีแดงอยู่ด้วย “นาฟ ดูสีหน้าอาการใของคนเหล่านี้แสดงว่า หินเหล่านี้คงมีมูลค่าตามสี และขนาด “หัวหน้าพวกเราพบโชคครั้งใหญ่จริงๆ แล้ว ฮ่าๆ
ซูิ ยังมีทีท่า เคืองแค้น เดือดดาลอยู่เพราะตนเองเป็คนเดียวที่ยังโดนมันปากอยู่