เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ได้สนใจความปากหนักของม่อเสวียนหมิง ขณะที่กำลังจะเชิญเขาไปกินมื้อค่ำที่บ้านด้วยกัน ทันใดนั้นก็พบว่าพื้นที่รอบ ๆ ไหม้เกรียมไปหมด และเต็มไปด้วยควันที่ลอยคลุ้ง ราวกับสนามรบที่ไร้ขอบเขตอย่างไรอย่างนั้น
เฉินเหมียวเหมี่ยวนิ่งงันอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “อ้อ ที่แท้ยามที่เข้าไปในโลกศูนย์กลางจะมีผลกระทบเช่นนี้ด้วย ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ท่านม่อ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกัน ห่างจากภูเขาของข้าหรือไม่?”
ม่อเสวียนหมิง “…”
ผู้อาวุโสอิ๋งที่ยังคงซ่อนตัวคอยดูอยู่ไกล ๆ “…”
พวกเขาควรบอกเฉินเหมียวเหมี่ยวเช่นไรดี ว่าที่นี่ก็คือภูเขาของนาง?
ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่ได้รับคำตอบ เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงเอียงคอและถามย้ำอีกครั้ง “ท่านม่อ?”
ม่อเสวียนหมิง “…”
ม่อเสวียนหมิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบาหวิว “ที่นี่ก็คือภูเขาของเจ้า”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “!!?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวปัดมือไปมา “ฮ่าฮ่า ท่านม่อ ท่านนี่ช่างมีอารมณ์ขันจริง ๆ ที่นี่เหมือนภูเขาของข้าตรงไหนกัน รบกวนท่านช่วยชี้ทางให้ข้าด้วย ข้ากับเจ้าตัวเล็กต้องกลับบ้านก่อน”
ม่อเสวียนหมิงยืดหลังตรงขึ้นทันที ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าชดใช้ให้เจ้าได้”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “ฮะ?”
ม่อเสวียนหมิงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเอง ข้าพูดแล้วไม่คืนคำอย่างแน่นอน”
เฉินเหมียวเหมี่ยวที่เพิ่งจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด ก็ต้องรีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “!!!”
ไม่ใช่กระมัง?
ภูเขาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของนางทั้งลูกเชียวนะ?
ไม้ผลสดใหม่หลากหลายชนิดของนางล่ะ?
แล้วผีผา พุทรา ส้ม ลูกพลับ เกาลัด ซานจาป่าของนางล่ะ?
ชีวิตเกษตรกรที่นางวาดฝันหายวับไปในพริบตาได้อย่างไรกัน!
เฉินเหมียวเหมี่ยวโมโหจนแทบจะกระอักเลือด แต่บุรุษผู้นี้กลับไม่ได้ดูเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย พลางเอ่ยเรียบ ๆ แค่ “ขออภัยด้วย”
เฉินเหมียวเหมี่ยวกดข่มความต้องการที่อยากจะเข้าไปชกหน้าบุรุษผู้นี้เอาไว้ ก่อนจะขบกรามแน่นแล้วเอ่ย “อ่อ แล้วท่านม่อคิดว่าจะชดใช้ให้ข้าเช่นไรงั้นหรือ?”
ถ้าถามว่าผู้ใดร่ำรวยที่สุดในโลกใบนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเผ่ามังกรอยู่แล้ว ม่อเสวียนหมิงมีฐานะสูงสุดในเผ่ามังกร การจะชดใช้ด้วยแดนลับสักแห่งสองแห่งให้แก่เฉินเหมียวเหมี่ยวย่อมไม่ใช่ปัญหา
ขณะที่เขากำลังคิดว่าแดนลับใดเหมาะกับเฉินเหมียวเหมี่ยว ก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลของสตรีผู้นี้ดังขึ้นเสียก่อน
“เหตุใดเจ้าถึงไม่พูดล่ะ เจ้าคงไม่คิดจะกลับคำหรอกกระมัง?”
ม่อเสวียนหมิง “...ไม่ใช่”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเริ่มหมดความอดทน “ช่างเถอะ เห็นแก่ที่ครั้งนี้เจ้าช่วยข้าเอาไว้ ข้าไม่ต้องการให้เจ้าชดใช้ด้วยเงินทอง ภูเขาลูกใหญ่ถึงเพียงนี้ก็ไม่แน่ว่าเจ้าจะชดใช้ได้ เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้ากับข้าช่วยกันจัดการพื้นที่ตรงนี้ให้เรียบร้อยก็พอ”
สรุปแล้วก็คือ เฉินเหมียวเหมี่ยวอยากหาจับกัง…ไม่ใช่ ๆ อยากหาผู้ช่วยที่มีพละกำลัง ร่างกายแข็งแรง ไม่เรียกเก็บเงินด้วยยิ่งดี เพื่อสร้างคอกหมู คอกวัว เล้าไก่ ทำโรงเรือนอีกสักโรงด้วยก็จะดีมาก
บัดนี้เมื่อม่อเสวียนหมิงมาหาถึงที่ นางไม่ดึงตัวเขามาใช้งาน ไม่เท่ากับผิดต่อต้นผีผา ต้นพุทรา ต้นส้ม ต้นพลับ ต้นเกาลัด ต้นซานจาป่าของนางที่ตายไปหรอกหรือ?
ม่อเสวียนหมิงขมวดคิ้วมุ่น กำลังจะเอ่ยปากอธิบาย แต่ครั้งนี้ผู้อาวุโสอิ๋งที่อยู่ไกลออกไปในที่สุดก็ไม่อาจทนมองอยู่เฉย ๆ ได้อีก เขาพุ่งตัวเข้ามาราวกับลูกธนูมาหยุดยืนอยู่ข้างกายของทั้งสาม แล้วเอ่ยเสียงสูง “คุณหนูโปรดวางใจ ผู้น้อยและนายท่านจะรับผิดชอบเองขอรับ ให้พวกเราอยู่ที่เรือนเพื่อทำงานเถอะขอรับ รับรองว่าจะทำให้ภูเขาของท่านกลับมาเป็นดังเดิมให้ได้ ต้องการสิ่งใดได้สิ่งนั้นเลยขอรับ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวตกใจอย่างมาก จึงตะโกนออกมา “ท่านผู้เฒ่า ท่านคือ...”
ผู้ที่มาใหม่คือชายชราหน้าตาแจ่มใส ท่าทางใจดี ราวกับนักพรตผู้สูงส่ง แต่คำพูดคำจากลับมีมารยาทอย่างมาก
“อ้อ ๆ ๆ ๆ ผู้น้อยคือพ่อบ้านของนายท่านขอรับ” ผู้อาวุโสอิ๋งเอ่ยขึ้น พร้อมกับตบที่หน้าอกของม่อเสวียนหมิงดังอัก ๆ ๆ ด้วยรอยยิ้ม เฉินเหมียวเหมี่ยวถึงขนาดเห็นร่างของม่อเสวียนหมิงโงนเงนอย่างน่าสงสารเลยทีเดียว ก่อนจะได้ยินชายชราเอ่ยต่อ “ท่านวางใจได้ นายท่านของเราพูดคำไหนคำนั้น เขาไม่มีทางปัดความรับผิดชอบอย่างแน่นอน ร่างกายของเขาแข็งแรง ทำได้ทุกอย่างแน่นอนขอรับ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเห็นแล้วถึงกับเจ็บแทน ผู้เฒ่าท่านนี้มือหนักดีจริง ๆ...นางถึงขนาดสงสัยว่าม่อเสวียนหมิงจะช้ำในหรือไม่
มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อย “เอ่อ...เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ต้องตามหมอหรือไม่?”
ผู้อาวุโสอิ๋งรีบเข้ามาขวางตรงกลางของทั้งสอง “คุณหนูโปรดวางใจ นายท่านของเราสามารถเหาะขึ้นฟ้าไปเก็บดาวเดือน หรือจะดำดิ่งลงมหาสมุทรเพื่อจับปลาก็สามารถทำได้ทั้งนั้น หากท่านต้องการสิ่งใดโปรดบอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจขอรับ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยอย่างอึกอัก “เอ่อ...คงไม่ดีกระมัง...”
ผู้อาวุโสอิ๋งขยิบตาให้ “ดีขอรับ นายท่านของเรามีความอดทนเป็นเลิศ และซื่อสัตย์สุจริตด้วยขอรับ”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”
ม่อเสวียนหมิง “…”
รู้สึกเหมือนมีบางอย่างแปลก ๆ?
ผู้อาวุโสอิ๋งกระตือรือร้นจนเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่อาจปฏิเสธได้ ทำได้เพียงรับ ‘คนงาน’ สองคนนี้เอาไว้
หลังจากแนะนำตัวเสร็จแล้ว เจ้าตัวเล็กก็สนิทสนมกับผู้อาวุโสอิ๋งอย่างรวดเร็ว เฉินเหมียวเหมี่ยวเห็นเจ้าตัวเล็กชอบผู้เฒ่าคนนี้มาก นางเองก็พลอยเบาใจไปด้วย
ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังต้องกลับเข้าไปสำรวจโลกหุนหยวน แต่เจ้าของเสียงผู้นั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวอันตราย
การสำรวจต้องใช้เวลานานเพียงใด ต้องใช้ความคิดและกำลังมากขนาดไหน จะมีอันตรายถึงชีวิตหรือไม่ เฉินเหมียวเหมี่ยวเองก็ไม่แน่ใจ นางจึงไม่อยากให้เจ้าตัวเล็กไปเสี่ยงอันตรายร่วมกับนางด้วย
บัดนี้มีผู้อาวุโสอิ๋งและม่อเสวียนหมิงคอยดูแลเจ้าตัวเล็กให้ นางก็สามารถวางใจได้ไม่น้อย
……
ตอนที่ออกจากเรือนไปมีแค่เด็กหนึ่งคนกับผู้ใหญ่อีกหนึ่งคน แต่ขากลับมากลับมีเด็กหนึ่งคนกับผู้ใหญ่อีกสามคน ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกปวดหัวว่าจะจัดการที่พักเช่นไรดี ทันใดนั้นก็พบว่า
ที่เรือนของตนถูกผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งล้อมเอาไว้
พวกเขาสวมชุดเต๋าสีเทา ทว่าหาได้มีท่าทางสูงส่งไม่ ในทางกลับกันพวกเขายังมีสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน เหมือนกับคนที่เพิ่งรอดตายมาก็มิปาน
เมื่อเห็นพวกเฉินเหมียวเหมี่ยวทั้งสี่คนเดินมา บุรุษหนุ่มที่เป็นผู้นำก็รีบเดินเข้าไป จากนั้นเอ่ยกับม่อเสวียนหมิงอย่างนอบน้อม “พี่ชายท่านนี้ ผู้น้อยมีนามว่าหลี่อวิ๋น เป็นศิษย์ของสำนักฮั่วชิง บุ่มบ่ามมาที่นี่ขอท่านโปรดอภัยด้วย เนื่องจากเมื่อครู่จู่ ๆ ก็มีสายฟ้าสีม่วงฟาดลงมา พวกเราไม่มีที่ไป จึงได้มาหลบที่เรือนของท่าน ขอท่านโปรดอภัยให้พวกเราด้วยขอรับ”
พวกหลี่อวิ๋นเดินทางผ่านมาทางนี้ บังเอิญประสบกับนิมิตประหลาดเข้า สายฟ้าที่ฟาดลงมาราวกับห่าฝนช่างน่ากลัวยิ่งนัก พวกเขาคิดว่าวันนี้ตนเองต้องตายแน่ ๆ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเห็นเรือนหลังนี้แต่ไกล แม้อยู่ท่ามกลางสายฟ้าแต่กลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ พวกเขาจึงได้เสี่ยงตายเข้ามา หวังเพียงว่าเจ้าของเรือนหลังนี้จะอภัยให้กับความบุ่มบ่ามของพวกเขา
ม่อเสวียนหมิงยังไม่ทันเอ่ยปาก ผู้อาวุโสอิ๋งก็ชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน “นี่ ๆ ๆ ๆ พวกเจ้ามองผิดแล้ว พวกเราเป็นเพียงคนงานเท่านั้น เจ้าของเรือนตัวจริงอยู่นี่”
เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสอิ๋งทำงานได้ดีมาก เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงประทับใจไม่น้อย
“เอ๊ะ?” หลี่อวิ๋นรู้สึกสับสน “ท่านหมายถึงคุณหนู...ท่านนี้หรือขอรับ?”
คนธรรมดาผู้หนึ่งที่ไม่มีไอวิญญาณเนี่ยนะ?
คงไม่ใช่กระมัง?
ไม่ใช่สิ นอกจากเจ้าของเรือนหลังนี้ที่ไม่มีไอวิญญาณแล้ว แม้แต่บุรุษและชายชราที่มีท่าทางไม่ธรรมดาสองคนนั้นก็ล้วนเป็นคนธรรมดาเช่นกัน เขาเองก็ตาถั่วไปชั่วขณะเพราะตื่นตระหนกกับท่าทางของบุรุษผู้นั้น
เมื่อมองดูเรือนหลังนี้อีกครั้ง แม้จะปลอดภัยเมื่ออยู่ท่ามกลางสายฟ้าเมื่อครู่ แต่เรือนหลังนี้ก็ซอมซ่อมากจริง ๆ ไม่เหมือนที่พำนักของยอดฝีมือที่เร้นกายแต่อย่างใด
เช่นนั้นมันรอดพ้นจากสายฟ้าได้อย่างไรกัน?
เพราะดวงอย่างนั้นหรือ?
หรือว่า...เรือนหลังนี้มีสมบัติวิเศษ?
หลี่อวิ๋นและเหล่าศิษย์ร่วมสำนักต่างก็สบตากัน
เห็นได้ชัดว่าความคิดของพวกเขาตรงกัน…
ไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เพราะในรัศมีสิบลี้โดยรอบล้วนถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ...ในเรือนหลังนี้ต้องมีของวิเศษอย่างแน่นอน!!!