การ์ดรักษาความปลอดภัย
การ์ดที่แทบไม่ถูกพูดถึงกลับกลายเป็จุดบอดในใจของทุกคนหรือว่าเ้าของการ์ดนี้อาจตายไปแล้ว
ความสามารถเดียวกันหากอยู่ในมือของคนที่ต่างกัน ย่อมสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากเป็แค่คนขลาดอย่างเฉียนตัวตัวที่ได้การ์ดนี้ไปสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็อาจแค่การสิ้นเปลืองทรัพยากรและอากาศ
แต่ถ้าหากการ์ดนี้อยู่ในมือของคนที่มีอิทธิพลและสามารถชักจูงคนอื่นได้ผลลัพธ์จะไม่ใช่แค่การมีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
แต่มันจะเป็มากกว่านั้นเพราะ "หนึ่งบวกหนึ่ง" ไม่ได้มีค่าแค่สองเสมอไป!
ผมไม่อาจแน่ใจได้เลยเพราะตอนนี้สีหน้าของทุกคนเหมือนผู้โดยสารที่ไร้เดียงสาไปพร้อมๆกับแฝงความน่าสงสัยราวกับพวกผู้โหยหวน
ทำไมต้องเจาะจงสงสัยซางจื้อหย่วน
ก็เพราะเขาหยิ่งผยองและเต็มไปด้วยความน่าสงสัย!
แต่ถ้ามองจากมุมกลับหากซางจื้อหย่วนเป็แค่ตัวตลกที่สร้างความวุ่นวายคนที่สงสัยในตัวเขาหรือคนที่คอยเปลี่ยนข้างสนับสนุนเขาไปมาอาจเป็ผู้โหยหวนที่แท้จริงก็ได้
“โอ้ ฟังดูน่ากลัวจริงๆ เลยนะคะ ท่านกัปตันซาง ตอนนี้การโหวตก็จบลงแล้วคุณก็น่าจะบอกมาหน่อยสิคะว่าในสองรอบที่ผ่านมา คุณตรวจสอบใครไปแล้วบ้าง”
ผิ่นชวนเซี่ยฉลาดมาก
เธอเข้าใจนัยที่ซางจื้อหย่วนซ่อนเอาไว้
ในเมื่อเขาก้าวออกมาประกาศตัวเป็กัปตันเปิดรับแรงกดดันจากกวนหลิงและแบกรับความเสี่ยงทั้งมวลไว้เขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเตรียมใจรับการสังหารไว้แล้ว
หากยังคงความดุดันนี้ไว้โอกาสถูกโหวตตายหรือสังหารในรอบถัดไปก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
ต่อให้รอดมาได้อย่างหวุดหวิดความน่าเชื่อถือของเขาก็จะถูกทำลายจนหมดสิ้น ไม่มีใครยอมรับฟังคำพูดของเขาอีก
ความคิดร้ายๆเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวผมไม่หยุดและเมื่อผมมองไปที่ใบหน้าของซางจื้อหย่วนที่เต็มไปด้วยความมืดหม่นมันก็ยิ่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของเขาดูสมบูรณ์แบบในฐานะผู้ต้องสงสัย
ผู้ชายคนนั้นอาจไม่กลัวความตายเลยก็ได้!
“พูดแบบนี้อาจทำให้คุณดูน่าสงสัยนะครับ คุณผิ่น”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงเ็าแม้ท่าทีของผมที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอาจเหมือนเป็พวกเล่นสองหน้าแต่ผมก็ไม่ได้ร่วมมือกับผิ่นชวนเซี่ยจริงๆ ตรงกันข้ามความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับซางจื้อหย่วนนั้นมีแง่มุมที่ซับซ้อนเหมือนเต็มไปด้วยรักและแค้น ที่ยากจะอธิบาย
“เชอะ”
ผิ่นชวนเซี่ยััได้ถึงความสงสัยของผมแม้จะไม่ถึงขั้นเป็ศัตรูแต่ผมก็ยังมองว่าเธอเป็เหมือนสาวซื่อที่ไม่มีความจำเป็บนเครื่องบินนี้ในสถานการณ์สำคัญ เธอกลับสร้างความสับสนและขัดขวางเสียมากกว่าจะให้เธอเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาเสียยังดีกว่า
ถ้าเธอจะทำตัวเป็สาวใสซื่อก็ทำต่อไปจนถึงที่สุด กลายเป็ลูกแกะให้คนอื่นเชือด
หรือไม่ก็ทำตามความตั้งใจของตนเองให้จริงจังเสียทีหากเธอเอาจริงขึ้นมา คงไม่แพ้เซี่ยหลิงในเื่ความซับซ้อนและเล่ห์เหลี่ยมแน่
“ช่างน่าเศร้าเสียจริง ตั้งใจจะร่วมมือกับฉันแต่แรกแท้ๆ”
ผิ่นชวนเซี่ยพูดพลางทำหน้างอแต่ท่าทางปกป้องตนเองก็เหมือนไม่ได้ใส่ใจจริงจังนักผมเองก็ไม่รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตนเอง ถ้าเธอยังมีความซื่ออยู่บ้างคงจะแสดงความไม่พอใจออกมา
ท่าทีที่เธอแสดงออกกลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าความเข้าอกเข้าใจของเธอเป็สิ่งที่น่ากลัวเพราะยิ่งเธอใจดีมีเหตุผลมากเท่าไรก็ดูยิ่งซ่อนความลึกลับไว้อยู่เื้ัมากเท่านั้น
“เอาล่ะ ตอนนี้ฉันจะเริ่มวิเคราะห์ละนะ ถ้าใครมีความเห็นอะไรก็รอจนฉันพูดจบแล้วค่อยออกความเห็นก็ไม่สาย”
ซางจื้อหย่วนพยักหน้าก้าวไปข้างหน้าด้วยท่าทีราวกับพิธีกรผู้เชี่ยวชาญ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เขาท่าทางของหมอนี่เหมาะจะเป็ผู้นำจริงๆความสามารถในการเป็ผู้นำของเขานั้นไม่ธรรมดาเลย
หากเขาเพียงแค่เล่นบทกัปตันเพื่อปกป้องผมก็ว่าไปอย่างแต่ถ้าเขาคิดจะทำอย่างอื่นล่ะก็คงน่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว
“ฉันไม่มีปัญหา ขอแค่ไม่ทำให้ฉันเดือดร้อนก็พอและขอบอกไว้ก่อนว่าฉันจะโหวตตามอารมณ์ก็แล้วกันถ้าพวกคุณไม่เชื่อในความสามารถของฉัน ก็อย่าคิดว่าฉันจะช่วยเต็มที่!”
“อ้อ เหอะๆ”
คู่หูระหว่างเฉียนตัวตัวกับชายชรานั้นยังคงแสดงความต่างกันอย่างสิ้นเชิงจริงๆ ก็ดูออกว่าความนิ่งของชายชราดีกว่ามาก
ไม่รู้ว่าในสมองของลูกเศรษฐีใส่ของเละเทะอะไรอยู่ปากเต็มไปด้วยคำพูดโง่ๆ ไม่เคยคว้าสิ่งสำคัญและเบาะแสสำคัญที่แท้จริงได้เลย
ถ้าพ่อของเขามองเห็นเขาพูดจาโง่ๆแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะมีความรู้สึกอย่างไร
“แต่ตอนนี้ นายก็เอาแต่ห่วงตนเอง ไม่ได้ทำอะไรเลยนี่”
หลิวเนี่ยนที่ตอนนี้ได้หวังเฉียงคอยปกป้องอยู่ดูจะกล้าขึ้นกว่าเดิมเยอะ การมีคนตัวล่ำบึ้มนั่งคุมอยู่ข้างๆมันให้ความรู้สึกอุ่นใจได้ไม่น้อย
“แก แกหุบปากไปเลยนะ!”
เฉียนตัวตัวโกรธจนหน้าแดงก่ำแต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก กลัวว่าชายร่างใหญ่ที่ดูน่ากลัวกว่าบอดี้การ์ดของตนเองจะฉีกเขาเป็ชิ้นๆได้ง่ายๆ
“พี่ซาง ถ้าสิ่งที่พี่พูดเป็ความจริงความหวังที่จะได้กลับบ้านของฉันก็อยู่ที่พี่เลยนะ ฉันกลัวว่าจะไม่ได้กลับบ้าน”
กวนหลิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเชื่อใจชายที่ดูมีพลังคนนี้ด้วยท่าทีอันมั่นใจของเขาที่ประกาศตัวอย่างชัดเจน มันทำให้เขาดูน่าเชื่อถือไม่น้อย
“ไม่ต้องกังวลนะ หนูน้อย ฉันจะไม่ทำให้พวกเธอผิดหวัง คนที่เดินตามฉันเราจะหาผู้โหยหวนออกมาได้และรอดไปด้วยกันนะ แม้ฉันจะต้องสละชีวิตก็ตาม”
ในเสี้ยววินาทีที่คำพูดนั้นผ่านข้างตัวผมไปหัวใจของผมเต้นแรงขึ้น และในจังหวะที่ซางจื้อหย่วนพูดออกมา เขากำลังมองผมอยู่
เขากำลังโกหก!!
ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวอย่างแรงแม้เราจะยิ้มให้กัน แต่มันก็ชัดเจนว่าจุดประสงค์ของเขานั้นไม่ใช่แค่พยายามช่วยผู้โดยสารให้รอดไปด้วยกันมันทำให้ผมเริ่มสงสัยในแผนการของเขาอย่างจริงจังแล้วสิ
และถ้า…เพียงแค่ถ้าเขาเป็ผู้โหยหวนที่กล้าก้าวออกมาประกาศตัวอย่างไร้ความเกรงกลัว เพราะในฐานะฆาตกรเขาไม่มีอะไรต้องกลัวการถูกฆ่าเลย
สิ่งที่พวกเขาต้องทำมีเพียงแค่การแสร้งทำตัวเป็คนดีโหวตตามคนอื่น แล้วใช้ความสามารถในการชักจูงให้คนอื่นหลงกลเป้าหมายของพวกเขาก็จะค่อยๆ สำเร็จไปเอง
“พี่ซางคะ หนูก่อนหน้านี้ไม่ควรแกล้งสวมรอยเป็พี่เลยเพราะหนูอยากจะเจอคุณแม่เร็วๆ แต่ถ้าเป็กัปตันตัวจริงพี่คงคงไม่เสียโอกาสไปเปล่าๆ แบบนั้นแน่ คงหาเจอผู้โหยหวนคนหนึ่งแล้วสิคะ”
ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาของกวนหลิงแสดงออกถึงความเชื่อใจแม้จะมีความน่ากลัวอยู่ในตัวเธอ แต่ความสดใสไร้เดียงสาของเธอก็ยังน่ารักอยู่ดี
จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเธอคือความไว้วางใจในตัวผู้เล่นที่ดูเข้มแข็งเธอมีแนวโน้มที่จะเชื่อคนที่เหมือนเป็คนดีและน่าจะรอดไปจนจบเกม
แต่สิ่งที่ตาเห็นมันคือความจริงเสมอเหรอ
เหอะๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว จริงๆ แล้วพี่เจอผู้โหยหวนั้แ่รอบแรกเลยนี่แสดงว่าพี่โชคดีอยู่เหมือนกันนะ”
ซางจื้อหย่วนพูดตามบทที่วางไว้และในขณะเดียวกัน ผมก็เปิดมือถือเงียบๆ ใช้โอกาสตรวจสอบเป็ครั้งที่สามโดยไม่ให้ใครเห็น
“จริงเหรอคะ พี่นี่สุดยอดจริงๆ! แบบนี้ล่ะค่ะพวกคนไม่ดีคงไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่”
กวนหลิงกับเด็กชายข้างๆแสดงความตื่นเต้นอย่างชัดเจน สำหรับพวกเขาความถูกผิดหรือดีชั่วถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน
การที่มีคนโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อสร้างกำแพงล้อมรอบตนเองดูเป็เื่ที่เกินจะเข้าใจ
แต่นี่คือความจริง
“อืม”
เสียงในลำคอของผมดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อตัดสินใจเสี่ยงก้าวออกมารับบทผู้ต้องสงสัยหลักก็เท่ากับผมได้เลือกเส้นทางของตนเองไปแล้ว
แต่ทันทีที่ผมกดปุ่มเลือกตรวจสอบผิ่นชวนเซี่ยและเห็นสัญลักษณ์สีดำ สัญลักษณ์หัวกะโหลกที่เป็เครื่องหมายของผู้โหยหวนรวมถึงตัวอักษรสีแดงสดที่ประกาศชัดเจนว่าเธอคือผู้โหยหวนนั้น
ความรู้สึกของผมก็จมดิ่งลงในความมืดมิดราวกับตกลงสู่ทะเลสาบที่ไร้จุดสิ้นสุด
ในขณะเดียวกันซางจื้อหย่วนซึ่งไม่ได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของผม ก็เริ่มพูดต่ออย่างใจเย็น
“น่าเสียดายนะ คนๆ นั้นไม่อยู่ในกลุ่มพวกเราสิบคนอีกแล้วแต่เขาเป็ผู้โหยหวนจริงๆ”
คำพูดของซางจื้อหย่วนมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของทุกคน
“ใช่แล้ว! คนนั้นแหละ ราชการที่รังแกเธอ คนที่พี่พบว่าเป็ผู้โหยหวนคนแรกก็คือเขานั่นเอง”