ตอนที่ 76 รู้ว่าพวกเจ้าล้วนแต่ริษยาที่ข้ามีบิดาที่ดี ที่แท้ก็เป็นพรสวรรค์แห่งมิติ
บนยอดเขาหลัก เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตก!
ทุกคนล้วนตกตะลึง
แม้แต่กู้หลินเทียน บิดาของกู้ฉางเกอผู้เป็นผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลกู้ก็มิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะกล่าววาจาอันหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ออกมา
นี่มิใช่เพียงความหยิ่งผยองธรรมดาอีกต่อไป
แต่นับว่าเป็นการดูแคลน เหยียดหยาม และจ้องมองทุกสิ่งอย่างเหนือกว่าจากเบื้องบน
เขามิได้ใส่ใจเหล่าผู้เยาว์ผู้มากพรสวรรค์ในตระกูลกู้แม้แต่น้อย
กู้ฉางเกอแสดงสีหน้าเรียบนิ่ง แต่กลับสะท้อนถึงความหมายที่ชัดเจนของคำว่าดูแคลนและมองข้ามบนใบหน้า
แนวคิดของกู้ฉางเกอนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
เหล่าผู้เยาว์ผู้มากพรสวรรค์ในตระกูลกู้ก็แค่หวาดกลัวเขา
พวกเขามิกล้าประมือกับเขา เพราะเกรงว่าตนจะถูกโค่นลงจนหมดสิทธิ์แข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำในอนาคต
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กู้ฉางเกอก็เลือกที่จะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับท้าทายและยั่วยุทุกคนในที่แห่งนี้
เพราะเขาคิดว่า หากมิทำให้พวกเขายอมรับว่าผู้ใดคือผู้นำที่แท้จริงในรุ่นนี้ พวกเขาก็มิมีวันยอมก้มหัวให้
“กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้ลำพองใจนัก เจ้าก็แค่มีโชควาสนาได้มีบิดาผู้เก่งกาจเท่านั้น!”
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มร่างกำยำผู้หนึ่งอดทนมิไหวอีกต่อไป เขาก้าวออกมาพร้อมกับใบหน้าอันแดงก่ำ แสดงความมิพอใจออกมาอย่างชัดเจน
ชายผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายของเขาเปล่งประกายแสงสีทองเสมือนเป็นโลหะศักดิ์สิทธิ์ไร้พ่าย ซึ่งเกิดจากวิชาหลอมร่างอันน่าสะพรึงกลัว
เขาผู้นี้เป็นที่เลื่องชื่อในโลกภายนอกว่าเป็นผู้ที่ไร้ผู้ใดจะสามารถต้านทานได้
กู้ฉางเกอเพียงกวาดสายตามองชายหนุ่มผู้นี้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“เจ้าเป็นบุตรของท่านลุงสี่นามว่ากู้เฉินซิงใช่หรือไม่ ถ้อยคำเมื่อครู่นี้เจ้ากล้ากล่าวอีกครั้งหรือไม่”
ชายหนุ่มที่ชื่อกู้เฉินซิงอึ้งไปชั่วครู่
จากนั้นก็ระเบิดความโกรธออกมา
ในฐานะบุตรสายตรงของตระกูลกู้ กับคำพูดเพียงเท่านี้ เขาจะมีเหตุผลอันใดที่ไม่กล้าเอ่ยออกมาเล่า
“ข้ามีอันใดต้องกลัวเล่า! กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้ลำพองใจเกินไปนัก เจ้าก็แค่โชคดีที่มีบิดาเป็นผู้นำตระกูลเพียงเท่านั้น!” กู้เฉินซิงกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล
หากมิมีบิดาที่เป็นถึงผู้นำตระกูล ด้วยการกระทำของกู้ฉางเกอเช่นนี้ เขายังจะยืนอยู่ที่นี่ไปได้อีกอย่างไร มิเช่นนั้นคงจะถูกเนรเทศไปที่ใดสักแห่งนานแล้ว
กู้ฉางเกอหัวเราะ “ข้าชอบคำพูดนี้นะ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าล้วนแต่ริษยาที่ข้ามีบิดาที่ดี แต่เรื่องนี้มันผิดที่ข้าหรือ”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงอีกครั้ง
กู้เฉินซิงเองถึงกับอึ้งงัน สีหน้าชะงักงันไปทันที
เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลก็ถึงกับกล่าวคำใดมิออก
พวกเขาเคยพบเห็นผู้ที่ไร้ยางอาย แต่มิเคยพบเจอกับผู้ใดที่สามารถกล่าวถ้อยคำไร้ยางอายได้อย่างสง่างามและไร้ที่ติถึงเพียงนี้
มิแปลกใจเลยที่คนผู้นี้จะกล้าทำเรื่องที่ชั่วร้ายจนเกินกว่าจะให้อภัยได้
“ฉางเกอ...”
กู้หลินเทียนกระแอมไอขึ้นมาเบาๆ ถึงแม้คำพูดของกู้ฉางเกอจะทำให้เขารู้สึกพึงใจ แต่การกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าสมาชิกตระกูลจำนวนมาก ย่อมทำให้เขาในฐานะผู้นำตระกูลดูเหมือนลำเอียงและมิยุติธรรม
“ก็เหมือนที่ข้ากล่าวไว้ ตำแหน่งผู้นำตระกูลนั้นข้าต้องการ มิใช่เรื่องที่จะมาขอคำปรึกษา แต่เป็นการประกาศให้พวกเจ้าได้รับรู้”
“ตอนนี้มีเพียงสองทางให้เลือก พวกเจ้าทุกคนสามารถร่วมมือกันมาสู้กับข้าเพื่อพิสูจน์ความสามารถ หรือไม่ก็เมื่อเจอข้าครั้งหน้า จงหลีกทางให้ข้าสามลี้เป็นอย่างไร หากหวาดกลัวก็จงถอยไปซะ”
“ตำแหน่งผู้นำตระกูลกู้ มิใช่สิ่งที่ขยะอย่างพวกเจ้าจะมาแตะต้องได้”
สีหน้าของกู้ฉางเกอยังคงสงบนิ่งดุจสายลมที่พัดผ่านหมู่เมฆ
“ท่านปู่...”
“ให้พวกเราร่วมมือสู้กับเขาหรือ ข้าทนมิไหวแล้ว! กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้ดูถูกพวกเรามากเกินไป ผู้ใดหวาดกลัวเจ้ากัน!”
“เกินไปแล้วจริงๆ!” เหล่าลูกพี่ลูกน้องหญิงที่เคยมองกู้ฉางเกอในแง่ดี ถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
“เขากล่าวถ้อยคำที่หยิ่งผยองที่สุดออกมาได้อย่างธรรมดาและเรียบง่ายเช่นนี้ได้อย่างไร”
สีหน้าของกู้ฉางเกอคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด
หากท่าทีของเขาดูหยิ่งยโสและอวดดีมากกว่านี้ บางทีพวกเขาอาจจะมิโกรธแค้นถึงเพียงนี้
แต่เขากลับแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติราวกับมิใส่ใจไยดีสิ่งใด
สิ่งนี้ทำให้พวกเขาโมโหจนแทบจะกระอักโลหิต อีกในกายพลันเดือดพล่านไปด้วยความโกรธแค้นขึ้นมา
ในฐานะที่เป็นผู้เยาว์ผู้มากพรสวรรค์ในตระกูลกู้เช่นกัน พวกเขาล้วนเย่อหยิ่งและทะนงตน จะให้ยอมรับว่าตนเองด้อยกว่าเขาได้อย่างไร ในเมื่อยังมิได้แม้แต่ลองประชันฝีมือกันแม้แต่เพียงครั้งเดียว
กู้ฉางเกอจะแข็งแกร่งแล้วอย่างไร ในยามปกติถึงแม้พวกเขาจะต่างหลีกทางให้
แต่ในเมื่อวันนี้เขายั่วยุพวกเขาอย่างชัดเจนถึงเพียงนี้
แล้วจะให้พวกเขาล่าถอยได้อีกอย่างไร เช่นนั้นจะฝึกบำเพ็ญเพียรไปด้วยเหตุใดให้เสียเวลาชีวิตตนเองเล่า
ภาพนี้ทำให้เหล่าสมาชิกตระกูลจำนวนมากได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น
ที่ผ่านมา ผู้อาวุโสในตระกูลมักเตือนผู้เยาว์เหล่านี้มิให้มีเรื่องกับกู้ฉางเกอ เพราะเกรงว่าพวกเขาจะปะทะกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ตำแหน่งผู้นำตระกูลยังมิได้รับการกำหนดเช่นนี้
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพิจารณาตามกฎของตระกูลนั้น ผู้นำตระกูลจะต้องถูกคัดเลือกจากผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่น
ความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอมิใช่สิ่งที่ต้องสงสัย ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เขาก็แสดงพรสวรรค์อันน่าเกรงขาม และทำลายสถิติที่มีมาได้อย่างมากมาย
คำเรียกขานอย่างผู้มีพรสวรรค์แห่งสวรรค์ ผู้ทรงศักดิ์ดุจเซียนแท้ เทพเจ้าตั้งแต่กำเนิด หรือคำกล่าวขานอันมากมายนับมิถ้วนนั้น ก็ล้วนแต่แสดงถึงการยอมรับของผู้คนที่มีต่อเขา
ตามเหตุผลแล้ว การมีผู้มีพรสวรรค์อย่างกู้ฉางเกอในตระกูลควรจะเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนในตระกูลยินดียิ่ง
แต่เหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้กลับทำให้ผู้อาวุโสของตระกูลมองกู้ฉางเกอในแง่ลบไปมาก
ในวัยเยาว์ เขาแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่โหดเหี้ยมและไร้ความปรานี ทำให้พวกเขามิเห็นว่ากู้ฉางเกอจะเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำของตระกูลได้
หากมิมีทางเลือกอื่นจริง พวกเขาก็มิอยากให้คนเช่นเขารับตำแหน่งผู้นำในอนาคต
คุณลักษณะนิสัยที่อาจก่อให้เกิดการแบ่งแยกในตระกูล บวกกับการขาดความคิดที่มองภาพรวมเป็นหลักนั้น ทำให้ผู้อาวุโสหลายคนมิมีความประทับใจอันใดในตัวกู้ฉางเกอ
ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงแท้จริงแล้วพร้อมซึ่งด้วยอิทธิพลที่เกี่ยวโยงกับอำนาจเล็กใหญ่ที่อยู่ใต้อาณัติ มีผู้คนนับพันล้านที่ขึ้นตรงต่อพวกเขา
การที่ผู้ที่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำจะนำพาไปสู่สิ่งใดได้บ้าง
พวกเขาแทบมิกล้าจะจินตนาการ
แม้ว่าในเขตแดนชั้นในของแดนสวรรค์เบื้องบน กู้ฉางเกอจะเป็นผู้โดดเด่นที่มิมีผู้ใดเทียบได้ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทุกทิศ
เมื่อพูดถึงตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ขุมกำลังอำนาจอันยิ่งใหญ่มิรู้จบอีกทั้งเหล่าศิษย์ของสำนักอันยิ่งใหญ่ ล้วนแล้วจะนึกถึงนายน้อยแห่งยุคอย่างกู้ฉางเกอ
ทว่าภาพลักษณ์อันดีงามเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ตระกูลช่วยกันสร้างและปกปักษ์รักษาไว้
ท้ายที่สุดแล้ว ในขณะที่เขาอยู่ภายนอก เขานับว่าเป็นตัวแทนของหน้าตาของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีท้าทายและดูแคลนของเขาในวันนี้ กลับทำให้เหล่าผู้อาวุโสทุกคนแทบจะอดกลั้นไว้มิอยู่
โดยเฉพาะสีหน้าที่เรียบเฉยและมิใส่ใจอันใดของเขา
นั้นแทบดูราวกับการจะบอกกล่าวกว่า สายอื่นในตระกูลหวาดกลัวกู้ฉางเกอจนมิกล้าส่งคนรุ่นหลังมาสู้กับเขา
แม้จะเป็นเรื่องที่ทุกคนรับรู้ในใจ แต่การกล่าวออกมาเช่นนี้ก็เหมือนกับการฉีกหน้ากันตรงๆ
ในฐานะผู้อาวุโสของตระกูล ทุกการกระทำของพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงกระแสแห่งโลกได้
และในตอนนี้ ทุกสายตาของสมาชิกในตระกูลก็ต่างจับจ้องมองมาที่พวกเขา
จะอดทนปล่อยผ่านไปเช่นนี้หรือ
ยิ่งมิต้องกล่าวถึงศักดิ์ศรีของพวกเขาที่มิอาจสูญเสียได้ และแม้แต่บรรดาผู้เยาว์ที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขาก็คงได้รับผลกระทบทางจิตใจมิน้อย
หากสิ่งนี้กลายเป็นอุปสรรคในจิตใจ ก็อาจส่งผลร้ายแรงเกินคาด
“วิธีการของฉางเกอในวันนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เราได้พบเห็น หากมิใช่สิ่งที่เขาคิดขึ้นมาเอง ก็ต้องเป็นคำแนะนำจากผู้นำตระกูลแน่…”
“แต่ดูจากสีหน้าของผู้นำตระกูลที่ตกตะลึงจนพูดมิออกนั้น ก็เห็นได้ชัดว่ามิคาดคิดว่าฉางเกอจะกล่าวเช่นนี้ได้ ดูเหมือนว่าฉางเกอเองจะมิใช่ผู้ที่มิสนใจเรื่องราวในตระกูล หากแต่เก็บซ่อนความสามารถไว้อย่างลึกซึ้ง…”
“ดูเหมือนว่าการประลองในวันนี้คงจะหลีกเลี่ยงมิได้แล้ว”
“อย่างไรก็ตาม นี่ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รู้ซึ้งถึงพรสวรรค์และพลังที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ แม้ภายนอกเขาจะแสดงออกถึงเพียงวิถีแห่งกระดูกมรรคา แต่นั่นก็อาจเป็นแค่การปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้…”
เหล่าผู้อาวุโสหลายคนต่างมองกู้ฉางเกอด้วยแววตาสงสัย และเริ่มคาดเดาในใจ
พวกเขายังอดมิได้ที่จะสงสัยขึ้นมาว่า
พรสวรรค์และความสามารถพิเศษของกู้ฉางเกอคือสิ่งใดกันแน่
หลายปีที่ผ่านมา มิมีผู้ใดได้ล่วงรู้ถึงความจริงข้อนี้
จึงทำให้เกิดความกังวลในใจของพวกเขา ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขามิอยากให้กู้ฉางเกอได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตไปครอบครอง
“ในเมื่อฉางเกอกล่าวมาเช่นนี้ พวกเจ้าก็ไปประลองกับเขาสักหน่อยเถิด”
ในทันใดนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้ามิสู้ดีนัก ขณะจ้องมองกู้ฉางเกอราวกับอยากจะกลืนกินเขา
“ฉางเกอ พวกเจ้ามีสายโลหิตเดียวกัน จงอย่าได้ลงมือหนักจนเกินไป…”
“หากหลานชายของข้าเป็นอันใดไปขึ้นมา ข้าจะไปเข้าคารวะบรรพชนในห้องโถงตระกูลเพื่อฟ้องร้องเจ้าและบิดาอย่างแน่นอน…”
เหล่าผู้อาวุโสส่วนใหญ่เผยสีหน้าที่แฝงการกล่าวเตือนกู้ฉางเกอ เนื่อดวยเกรงว่าเขาจะลงมืออย่างไร้ความปรานีและทำให้ผู้เยาว์ของพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ภายใต้กฎของตระกูล พวกเขาจึงมิมีสิทธิ์ที่จะทัดทานได้มากนัก
แต่ในการประลองแบบตัวต่อตัวนี้ มิมีผู้ใดในรุ่นเดียวกันของตระกูลกู้ที่จะสามารถเอาชนะกู้ฉางเกอได้
ความแข็งแกร่งของเขาเป็นสิ่งที่มิมีผู้ใดข้องใจกังขา
ผู้ที่บรรลุถึงระดับจอมราชันในวัยเพียงยี่สิบกว่าปีนี้
เมื่อคิดดูแล้ว ดูเหมือนจะมีเพียงกู้ฉางเกอคนเดียวที่สามารถทะลวงไปถึงระดับนี้ได้
แม้แต่ทายาทของสำนักอันยิ่งใหญ่และนิกายศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่มิเคยได้ยินว่ามีผู้ใดบรรลุพลังถึงระดับนี้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะข่าวนี้ยังมิได้ถูกเผยแพร่ หรืออาจถูกปกปิดไว้ได้
“ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ ข้ารู้ดีว่าควรหยุดเมื่อใด เพียงแต่เรื่องที่พวกท่านพยายามขัดขวางมิให้ข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตนั้น ก็ทำเอาข้า…”
“ลำบากใจอยู่มิน้อยเลย”
กู้ฉางเกอส่ายหัวเล็กน้อย แฝงไว้ซึ่งสีหน้าเสียดาย
ถ้อยคำของเด็กมิรู้จักที่ต่ำที่สูงผู้นี้ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายพลันหน้าตึง รู้สึกเหมือนถูกเขาจงใจหาทางเอาคืน
“เอาเถิด ข้าจะมิรังแกพวกเจ้า พวกเจ้าก็เข้ามาพร้อมกันก็ได้ ข้าจะกดพลังลงไว้ที่ระดับเจ้าครองแคว้น หากยังมิเพียงพอ จะให้ข้าลดไปถึงระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมได้”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พลางมองไปยังบรรดาลูกพี่ลูกน้องของตนที่เดือดดาลอยู่เบื้องหน้า
แน่นอนว่าหากลดพลังลงไปที่ระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ต้องระวังมิให้เผยไพ่ตายมากเกินไป ซึ่งก็นับว่าอาจจะยุ่งยากในการเอาชนะพวกเขาอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว พี่น้องเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นยอดอัจฉริยะของแต่ละสาย เมื่ออยู่ภายนอกก็เป็นที่เลื่องลือ มิมีผู้ใดเป็นรองใคร
แต่เมื่อเขากล่าวคำเช่นนี้ก็เพียงแต่ตั้งใจยั่วโมโหพวกเขาโดยเฉพาะเท่านั้น
และแน่นอน ถ้อยคำเหล่านี้ก็ย่อมได้ผลในทันที
ทุกคนแทบระเบิดความโกรธแค้นออกมา แม้แต่บรรดาลูกพี่ลูกน้องหญิงที่มักจะวางตัวสูงส่ง สง่างามราวเซียนสวรรค์ ก็บันดาลโทสะจนกัดฟันด้วยความโกรธแค้น
“เกินไปแล้ว! กู้ฉางเกอ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง!”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความโกรธเคือง ก่อนจะพุ่งเข้าหา พร้อมด้วยแสงวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องประกายเจิดจ้าอยู่เบื้องหลัง
ชายผู้นี้มีคิ้วดาบตาคม ใบหน้าหล่อเหลา ท่วงท่าผึ่งผาย
กู้ฉางเกอจำได้ดี เขาคือบุตรชายของท่านลุงหก ผู้มีพลังถึงขั้นจ้าวศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด และครอบครองเคล็ดวิชาลับที่ช่วยเขาเพิ่มพลังได้หลายเท่าตัว
ในชั่วพริบตา กู้ฉางเกอซึ่งยืนสงบนิ่งกลับนำมือไพล่หลัง ก่อนจะยกเท้าขึ้นเตะออกไปเบาๆ
พลังที่ปล่อยออกมาก่อให้เกิดระลอกคลื่นในอากาศ
“ปัง!”
ชายหนุ่มที่พุ่งเข้ามากลับทรุดตัวลงทันที คุกเข่ากับพื้นเหมือนสุนัขก้มกินอาหาร และนิ่งอึ้งไปในทันใด
“เป็นไปได้อย่างไรกัน…”
ในหัวของเขายังคงเต็มไปด้วยความมึนงง กู้ฉางเกอกลับยืนอยู่ห่างจากเขาไปมาก แต่เหตุใดเขากลับล้มลงไปได้
ถึงแม้พลังจะแตกต่างกันมาก ทว่าก็กลับมิน่าจะเป็นเช่นนี้ไปได้
บนยอดเขา ทุกคนต่างนิ่งงันด้วยความตกใจ
“คลื่นพลังเมื่อครู่… มิผิดแน่”
“นี่คือพรสวรรค์แห่งมิติ”
“ที่แท้พรสวรรค์ที่กู้ฉางเกอปกปิดไว้มาตลอดก็คือสิ่งนี้”
เหล่าผู้อาวุโสต่างนิ่งงันไปเช่นกัน ความตกตะลึงปะทุขึ้นในใจดั่งพายุรุนแรง
พรสวรรค์แห่งมิติ ถือเป็นพรสวรรค์ที่น่ากลัวเทียบเท่ากับพรสวรรค์แห่งกาลเวลา ตลอดประวัติศาสตร์ของแดนสวรรค์ มีเพียงน้อยคนที่ครอบครองพรสวรรค์เหล่านี้
ท้ายที่สุดแล้ว พลังทั้งสองนี้ถือเป็นพลังที่ขัดต่อธรรมชาติ
พวกเขามิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าพรสวรรค์ที่กู้ฉางเกอเก็บงำไว้จะเป็นสิ่งนี้
หรืออันที่จริง เขาอาจจะมิได้เก็บซ่อนเร้นไว้
เพียงแต่พรสวรรค์เช่นนี้ หากมิได้เห็นด้วยตาตนเอง ก็มิอาจรับรู้ได้
เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขามิเคยเห็นกู้ฉางเกอลงมือเลยสักครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ผู้อาวุโสบางคนกลับมีสีหน้าซับซ้อนขึ้น
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยสงสัยว่ากู้ฉางเกออาจครอบครองไว้ซึ่งดวงจิตแห่งมาร และใช้วิถีกระดูกแห่งมรรคาเพื่อปิดบังตัวตน
ทว่าข้อสงสัยนี้กลับชัดเจนว่ามิมีมูลอีกต่อไป
“ดูเหมือนว่าฉางเกอจะมีวาสนาและโชคชะตาครั้งใหม่อีกแล้ว” กู้หลินเทียนเผยยิ้มเล็กน้อยด้วยความยินดี
ท้ายที่สุดแล้วดวงจิตแห่งมารของกู้ฉางเกอคือสิ่งที่เขาคอยกังวลเสมอมา
แต่ตอนนี้เขากลับมีพรสวรรค์อันน่ากลัวอย่างอื่นปิดบังไว้แทนแล้ว
สิ่งนี้ทำเอากู้หลินเทียนรู้สึกโล่งใจมิน้อย
ในขณะเดียวกัน กู้ฉางเกอก็กวาดตามองลูกพี่ลูกน้องที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“นับเป็นเพียงแค่การประลองเท่านั้น เหตุใดท่านพี่จึงต้องทำความเคารพข้าถึงเพียงนี้ด้วยเล่า หากอยากจะเอ่ยขออภัยข้าก็มิจำเป็นจะต้องทำถึงขั้นนี้ ข้ารับไว้มิได้หรอก”
พูดจบ กู้ฉางเกอก็ยกเท้าเตะออกไปอีกครั้ง
ลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นกลับเบิกตากว้าง ส่งเสียงอู้อี้ ก่อนที่ร่างจะปลิวกระเด็นไปอีกทาง และหมดสติลง
แม้จะมิได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่ก็คงต้องนอนพักฟื้นไปอีกสักระยะ
เส้นเลือดที่หน้าผากของเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลถึงกับเต้นตุบๆ ด้วยความโมโห
วิธีการเช่นนี้ มีเพียงกู้ฉางเกอคนเดียวเท่านั้นที่กล้าทำ
“เข้ามาพร้อมกันเถิด อย่ามัวเสียเวลาอีกเลย ข้ามิอยากจะต้องคอยประลองฝีมือกับพวกเจ้าทีละคนหรอกนะ”
“อย่างที่ข้ากล่าวไว้ ตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต พวกเจ้ามิมีทางแย่งชิงไปจากข้าได้”
เมื่อเห็นว่าจุดประสงค์ของตนสำเร็จแล้ว
กู้ฉางเกอจึงหันไปมองเหล่าอัจฉริยะที่เหลือ พร้อมกับเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา สีหน้าของเขามิได้เปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงน้อย