ลูกสวาทบำเรอรัก (จบแล้ว)

    ตอนที่ 42 สามปีแห่งการจากลา

    หลังจากฐานฟ้าได้ตกเป็นเมียเมฆหมอกสมใจอยาก แม้นว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ประกาศออกไป ทว่าทุกคนภายในสำนักต่างรู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้คือสหายคนสนิทที่สุดของท่านเจ้าสำนัก

    ไม่ว่าจะออกงานประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ นอกสถานที่ เมฆหมอกมักจะพกฐานฟ้าติดตัวไปด้วยอยู่เสมอ แม้นว่าในอดีตชื่อเสียงของฐานฟ้าจะโด่งดัง แต่ว่าหลังจากหายเงียบไปนานถึงสองปีกว่า ระยะเวลาเพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้เรื่องราวในอดีตของเขา ค่อย ๆ ถูกลืมเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน…

    กล่าวได้ว่าเมฆหมอกได้ให้สถานะใหม่แก่ฐานฟ้า ในสายตาของคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวงการเดียวกัน ในตอนนี้เขาไม่ใช่นักปราบผีอีกต่อไป ทว่าเขาคือลูกสวาทหนุ่มแห่งสำนักตาคลี

    …

    เมืองพิชัย สำนักพิชัยศัตรู

    “เจ้ามั่น ท่านอาจารย์เรียกพบ” ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งพูดคุยอยู่กับเด็กหนุ่มอีกคนอย่างมีความสุข จู่ ๆ กลับมีเสียงเรียกจากไชยเชษฐ์ดังมาจากทางด้านหลังไกล ๆ

    “หืม!” เจ้ามั่นมุ่นคิ้วเล็กน้อยแล้วตะโกนตอบกลับ

    “ประเดี๋ยวข้าชำระล้างร่างกายแล้วจะรีบตามขึ้นไป!” เขารีบตอบกลับอย่างรวดเร็วแล้วหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่ยินดี

    “พี่มั่น! ท่านอาจารย์เรียกใช้ท่านก็รีบไปเถอะครับ” เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านข้างมองไปทางชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับใช้แขนผลักดันอีกฝ่ายไปพลาง ๆ “ท่านรีบไปเถอะข้าอยู่คนเดียวได้”

    เด็กหนุ่มคนนี้มีนามว่า ‘สิน’ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าการเรียกใช้ให้ไปบีบนวดมันคือการเรียกใช้เพื่อให้ไปทำเรื่องอย่างว่า…

    ตั้งแต่ที่สินได้รู้จักกับเจ้ามั่น และคบหากันมา เขายังคงใสซื่อเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแม้นว่าในตอนนี้เขาจะตกเป็นเมียอีกฝ่ายไปแล้วก็ตาม ทว่าเรื่องราวต่าง ๆ ภายในสำนักสินกลับไม่เคยรับรู้อะไรมากนัก

    “เฮ้อ!” เจ้ามั่นถอนหายใจแล้วมองไปทางเด็กหนุ่มวัยยี่สิบ เขาพยายามอย่างมากเพื่อที่จะปิดบังเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เด็กหนุ่มคนนี้ได้รับรู้ ‘โชคดีที่เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือไอ้เมฆหมอกมาได้ ตอนนี้ขอเพียงแค่รอเวลาให้ข้าหลุดพ้นจากกฎการเป็นลูกสวาท เมื่อถึงตอนนั้น… ข้าจะพาเจ้าออกไปอยู่ที่อื่น’ เจ้ามั่นคิดในใจ เขาเอามือลูบไล้หนุ่มน้อยตรงหน้าแล้วจึงเดินจากไป…

    “ยังดีที่ท่านอาจารย์คัดสรรลูกสวาท ถ้าหากใครดวงไม่สมพงศ์ท่านอาจารย์จะไม่นำคนคนนั้นมาทำเป็นลูกสวาทให้ขัดแย้งกับดวงชะตา” เจ้ามั่นยังพอยิ้มได้ เรื่องนี้ช่วยให้เขาผ่อนคลายไปได้เปลาะหนึ่งนั่นเพราะว่าดวงชะตาของสินไม่สมพงศ์กับปราบพิชัยนั่นเอง

    เหลือเพียงแค่เขาปิดบังการเป็นลูกสวาทของปราบพิชัยไม่ให้สินได้รับรู้เท่านั้น ถ้าหากเขาทำมันได้ ชีวิตที่เหลืออีกสามปีต่อจากนี้เขาจะได้หลุดพ้นเป็นอิสระเสียที

    ภายในสำนักพิชัยศัตรูถ้าหากไม่นับเมฆหมอกแล้ว เจ้ามั่นถือได้ว่าเป็นเบอร์สองรองลงมา ด้วยท่วงท่า และคำพูดที่เขาบรรจงมอบให้ปราบพิชัย ทุกการกระทำในเรื่องบนเตียง เจ้ามั่นถือว่าทำได้ดีที่สุดในบรรดาลูกสวาทคนอื่น ๆ

    หลังเขากลับจากสำนักวิมานสวรรค์ได้ไม่นาน เจ้ามั่นก็กลายเป็นลูกสวาทที่ดีที่สุดสำหรับปราบพิชัยไปแล้ว

    …

    หนึ่งปีก่อนหน้านี้

    เมืองบางกอก เรือนไม้ทรงปั้นหยาสีขาวล้วน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    ศาลาไม้ติดกับท่าน้ำ

    ในยามนี้มีชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งพูดคุยกันตามปกติดั่งเช่นทุกวัน พวกเขามักพากันมาจิบชา กาแฟ ที่ศาลาไม้หลังนี้อยู่เป็นประจำเนื่องจากบรรยากาศที่สวยงามแล้วศาลาหลังนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากตัวเรือนมากนัก

    “อะไรนะ… คุณหมายถึง… คุณชอบพอในตัวผม?” น้ำเสียงอุทานที่จู่ ๆ ก็โพล่งออกมาฟังดูประหลาดใจเป็นอย่างมากกับคำพูดก่อนหน้าของชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม “ผมขอถามย้ำอีกรอบ คุณไม่ได้ชอบผมแบบสหายใช่หรือไม่?” เจ้าแสนพยายามจ้องตาอีกฝ่ายเพื่อรอคำตอบ

    แม้นว่าแสนหวานจะรู้ดีว่า ตรีเกษม คิดเช่นไรกับตน แต่เขาต้องถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “นี่คุณ!” ตรีเกษมวางแก้วชาบนโต๊ะไม้ที่ฉลุลวดลายวิจิตร สายตาของเขาจดจ้องไปที่ชายหนุ่มร่างเล็กตรงหน้า เขาคว้ามืออีกฝ่ายมากุมไว้แล้วพูดออกมาเบา ๆ

    “เรามาคบกันเถอะ ผมเชื่อว่าคุณเองก็มีใจ…”

    ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกจากปากชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้ม แสนหวานถึงกับโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นความผูกพัน หรือการแอบชอบพอกันมาถึงหนึ่งปีเต็ม มันทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ ของเขาเริ่มหวั่นไหว

    อีกทั้งความดีบวกกับการดูแลเอาใจใส่ที่อีกฝ่ายมีให้ ต้องยอมรับว่ามันสามารถทำให้แสนหวานยอมใจอ่อนลงได้

    แม้นว่าเขาจะเคยมอบหัวใจให้ฐานฟ้ามาก่อน… ทว่าเมื่อเทียบกับความใกล้ชิดอีกทั้งยังได้เจอหน้ากันทุกวันเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถต้านทานอารมณ์หวั่นไหวได้อย่างแน่นอน

    เหมือนกับน้ำที่หยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน หัวใจดวง น้อย ๆ ของแสนหวานก็เป็นเช่นนั้น…

    “นี่คุณ” แสนหวานกุมมือชายหนุ่มกลับ เขาระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะตอบรับคำขอนั้นจากตรีเกษม ในตอนนี้เองที่เสียงสดใสของหญิงสาวได้ดังขึ้นจากที่ไกล ๆ

    “พี่ตรี พี่อยู่ที่ศาลาไม้หรือเปล่าคะ?” ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ชายหนุ่มตรงหน้าแสนหวานก็รีบชักมือกลับทันที

    “รัศมี?”

    “เอ่อ… พี่อยู่ตรงนี้เข้ามาสิ” ตรีเกษมรีบตะโกนตอบรับ

    เขามองไปทางหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวล้วน พร้อมกับเอ่ยคำถามออกมา “เหตุใดถึงมาที่นี่ได้ วันนี้ไม่ใช่วันทำความสะอาดบ้านเสียหน่อย?” ตรีเกษมพูดพลางใช้มือแตะหมวกปีกกว้างที่มีสีขาวดูเข้ากันกับกระโปรงยาว

    “พี่ตรี ถ้าหาก รัศมี ไม่มีธุระจะมาเที่ยวเล่นไม่ได้เชียวหรือ?” หญิงสาวขี้เล่นพูดพลางชำเลืองมองไปทางแสนหวาน เพียงแค่เห็นชายหนุ่มในชุดลำลองนั่งจิบชาอยู่ เธอก็รีบกระวีกระวาดกล่าวคำทักทายทันที

    “สวัสดีค่ะพี่แสน! เอ่อ… ขอโทษที่เมื่อครู่รัศมีไม่ทันสังเกตเห็น”

    หญิงสาววัยสิบแปดปีบิดตัวไปมา เพียงแค่เห็นใบหน้าละมุนของแสนหวานเธอก็หน้าแดงขึ้นมาทันที “ฮ่า ฮ่า… น้องรัศมีมองไม่เห็นพี่จริง ๆ หรือแค่แกล้งอำพี่เล่นกันแน่?” แสนหวานแกล้งหยอกกลับ “พี่แสนนี่ขี้เล่นไม่เปลี่ยนเลยนะคะ” รัศมีตอบกลับด้วยท่าทีเขินอาย

    พวกเขาสามคนพูดคุยกันได้พักใหญ่ ก่อนที่แสนหวานจะขอตัวเดินออกมาเพื่อไปทำธุระ

    “…”

    เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเดินจากไปไกลหญิงสาวก็ทำหน้าเขินอายเธอเอามือป้องปากแล้วกระซิบกระซาบส่งเสียงแผ่วเบาไปทางพี่ชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง…

    “อะไรนะ?” จู่ ๆ ตรีเกษมก็อุทานอย่างตกใจหลังจากได้ยินคำพูดเมื่อครู่จากปากของน้องสาว เขาชะงักงันไปชั่วครู่ราวกับว่าสมองของเขาถูกตีด้วยไม้หน้าสามจนกระทบกระเทือน ถ้าหากสังเกตให้ดีใบหน้าของเขากำลังซีดเผือด มือไม้ของเขาสั่นเทาจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

    “ข้าบอกว่าจะชวนพี่แสนไปบ้านหลังใหญ่ พี่เป็นเพื่อนของเขานะ ช่วยพูดให้พี่แสนไปกินข้าวที่บ้านของเราหน่อยเถอะ อีกอย่าง ท่านพ่อก็อยากเห็นหน้าของเขาเต็มทน… รัศมีเอาพี่แสนไปคุยอวดไว้เยอะเลย…”

    หญิงสาวรีบพูดสาธยายความยาวให้ตรีเกษมได้ฟัง

    ยิ่งเขาได้ยินคำพูดต่าง ๆ ที่หลุดออกจากปากของน้องสาว หัวใจของเขาก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ “นี่…อย่าบอกนะว่าน้องสาวของพี่หลงรัก ‘เจ้าแสนดี’ เข้าแล้ว?” ตรีเกษมต้องกัดฟันอยู่นานกว่าจะยิงคำถามนี้ออกมาได้ “อื้อ!” รัศมีไม่ได้ตอบออกมาตามตรง ทว่าด้วยท่วงท่าเขินอายบวกกับเสียงที่ส่งออกมาเมื่อครู่มันทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าน้องสาวตัวดีของเขาตกหลุมรัก… สหายของเขาเข้าแล้ว

    “เฮ้อ…” ตรีเกษมถอนหายใจ เขารู้สึกเจ็บปวดแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก เขาหันไปหาหญิงสาวที่มีใบหน้าแดงก่ำไม่หายแล้วพูดออกมา “เอาเถอะ ถ้าหากเจ้านั่นยอมตกปากรับคำพี่จะส่งคนไปบอก”

    …

    สามวันต่อมา คฤหาสน์ไม้หลังใหญ่

    “พ่อ ผมกลับมาแล้ว!” เสียงตะโกนของชายหนุ่มดังมาแต่ไกลเพียงแค่ตรีเกษมก้าวขาเข้ารั้วบ้าน เขาก็เห็นชายวัยกลางคนยืนรออยู่นานแล้ว

    “นี่คุณ…” ตรีเกษมมองไปทางชายหนุ่มด้านข้างแล้วผายมือไปทางชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ “นี่คือพ่อผมเอง พ่อ… นี่เจ้าแสนเพื่อนสนิทของผม” ตรีเกษมรีบแนะนำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน

    “เอ่อ… สวัสดีครับท่านลุง ผมอาศัยอยู่บ้านเจ้าตรีมานาน วันนี้เพิ่งได้เข้าพบท่านลุงเป็นครั้งแรกต้องขออภัยด้วยครับ” แสนหวานกล่าวทักทายทำท่าพินอบพิเทา เพียงแค่เขาได้เห็นบริเวณบ้าน และคนงานมากมาย อีกทั้งได้เห็นการแต่งตัวของชายวัยกลางคนผู้นี้ แสนหวานก็รู้ได้ทันทีว่าสถานะทางสังคมของคนคนนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

    “โอ้ว!! นี่น่ะหรือพ่อแสนที่ยัยรัศมีพร่ำพูดให้ข้าฟังอยู่ทุกวี่วัน” เพียงแค่เห็นชายหนุ่มร่างเล็กกำลังเดินเข้ามา ชายวัยกลางคนก็รีบเดินเข้าไปหาพลางทำสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าเพียงแค่เขาก้าวขาออกไปเพื่อเข้าใกล้แสนหวาน ทันใดนั้นปฏิกิริยาของชายวัยกลางคนก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    “หืม?” “คุณพระ นี่มัน…” เพียงแค่เขาสังเกตเห็นลักษณะ ต่าง ๆ จากภายนอกชายวัยกลางคนถึงกับอุทานอย่างลืมตัวหลังจากนั้นเขาก็มองใบหน้าน้อย ๆ ของแสนหวานแล้วพูดแนะนำตัวด้วยท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น

    “ข้าลืมแนะนำตัวไปแน่ะ ข้ามีชื่อว่า เกษมสุข” หลังจากได้มองเจ้าแสนหลายรอบเขาก็รีบแนะนำตัวทันที ท่าทางเคร่งขรึมเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น

    ‘เพียงแค่ได้มองข้า ท่าทางเมื่อครู่ก็เปลี่ยนไปทันทีนี่มันแปลกเกินไปแล้ว!’ เจ้าแสนคิดในใจ

    “เอ่อมีอะไรหรือเปล่าครับ?” แสนหวานรีบทักท้วงเพราะเขาเห็นว่าชายตรงหน้าทำท่าทางแปลก ๆ “อ้อ ๆ ไม่มีอะไร ๆ ไป! รีบเข้าไปด้านในกัน ข้าสั่งให้แม่บ้านเตรียมมื้อเย็นเอาไว้ให้แล้ว” เมื่อพูดจบเกษมสุขก็เดินนำเข้าเรือนทันที

    “นี่คุณ ผมบอกแล้วว่าไม่อยากมา!” แสนหวานส่งเสียงกระซิบแล้วมองค้อนไปทางตรีเกษม “คุณ… ผมจะทำอะไรได้ นี่คือคำสั่งของพ่อผม” ตรีเกษมทำหน้าหนักใจ

    สองวันมานี้เขากับแสนหวานทะเลาะกันรุนแรง แสนหวานไม่เข้าใจ ในเมื่ออีกฝ่ายชอบพอในตัวเขาก็น่าจะบอกคนอื่นไปตรง ๆ หรือไม่ก็หาทางหลีกเลี่ยง ทว่าอีกฝ่ายกลับรีบทำตามคำขอของน้องสาวอย่างว่าง่าย นี่จึงเป็นเหตุทำให้เรื่องราวต่าง ๆ เริ่มวุ่นวายมากขึ้น

    “คุณรักผมไม่จริง ถ้าหากคุณรักผมจริงคงปฏิเสธน้องสาวของคุณไปแล้ว…” แสนหวานบ่นอุบอิบก่อนเดินเข้าไปในเรือน

    “เฮ้อ…” ตรีเกษมส่ายหน้า เขาเจ็บปวดหัวใจเป็นอย่างมาก

    “นั่นก็น้องนี่ก็คนรัก แล้วข้าทำอะไรได้บ้าง…” เขาพร่ำบ่นกับตัวเองก่อนเดินตามแสนหวานไป ถ้าหากแสนหวานเป็นหญิงสาวเขายังกล้าออกปากคัดค้านได้ ทว่าอีกฝ่ายกลับเป็นบุรุษด้วยกัน ด้วยเหตุนี้เอง ตรีเกษมจึงจนปัญญา เขารู้ดีว่าถ้าบอกออกไปผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร…

    …

    บริเวณโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ภายในตัวบ้าน

    “พ่อ! พี่ตรี!” รัศมีกล่าวทักทาย เธอรีบเดินลงจากบันไดพลางชำเลืองมองไปทางแสนหวานพร้อมกับกล่าวคำทักทายอีกรอบ

    “พี่แสน เอ่อ… รัศมีขออภัยที่มาช้า” หญิงสาววัยสิบแปดในชุดสวยงามผิดปกติเธอรีบซอยเท้าลงบันไดแล้วเดินไปด้านข้างของผู้เป็นพ่อ แล้วค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้ไม้พร้อมกับสะกิดชายด้านข้างอย่างมีพิรุธ

    “พ่อ” รัศมีใช้มือป้องปากกระซิบข้างหู “โหงวเฮ้งพี่แสนเป็นอย่างไรบ้าง สายตารัศมีมองคนไม่ผิดใช่หรือไม่?” ตั้งแต่เธอได้เจอ แสนหวานในวันแรกที่พาคนไปทำความสะอาดบ้านให้พี่ชาย นับตั้งแต่วันนั้นมาเธอก็รู้ตัวแล้วว่าชายหนุ่มคนนี้คือคนที่ใช่สำหรับเธอ

    “อื้ม เดี๋ยวค่อยว่ากัน!” เกษมสุขยกยิ้มตอบกลับ

    …

    หลังจากรับประทานมื้อเย็นเป็นที่เรียบร้อย ทั้งสี่ก็นั่งพูดคุยกันต่อหลังจากนั้น

    “พ่อแสน ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากำลังหางานทำ ไม่ทราบว่าจะยินดีรับการอนุเคราะห์จากข้าหรือไม่?” ชายวัยกลางคนมองไปทางชายหนุ่มร่างเล็กด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

    “นี่… ท่านพ่อ” เมื่อตรีเกษมได้ยินเช่นนั้นเขาถึงกับอุทานพลางทำสีหน้าแปลกใจ นั่นก็เพราะเขารู้ดีว่างานที่ว่านี้มันเกี่ยวกับอะไร และเป็นการยากมากที่ชายคนนี้จะแนะนำงานที่ว่าให้กับคนอื่นเป็นการส่วนตัว

    “อย่าบอกนะว่า… ท่านจะแนะนำเจ้าแสนให้ไปทำงานกับท่านที่กรมไสยเวท?” เสียงของเขาฟังดูแตกตื่นเป็นอย่างมาก

    “นี่คุณ” ตรีเกษมหันไปคุยกับชายหนุ่มด้านข้างด้วยท่าทางดีใจ “งานเสมียนที่พ่อผมแนะนำให้ต้องสบายมากแน่ ๆ กรมไสยเวทในเมืองบางกอกใหญ่ที่สุดแล้วในประเทศนี้ อย่างน้อยเรื่องเงินเดือนคุณก็ไม่ต้องกังวล…”

    “ฮึ้ม!” ยังไม่ทันที่ตรีเกษมจะพูดจบชายวัยกลางคนก็พูดแทรกขึ้นมาทันที

    “ใครว่าข้าจะแนะนำให้พ่อแสนไปทำงานแบบนั้น ที่ข้าหมายถึงก็คือข้าต้องการให้พ่อแสนไปเป็นผู้ตรวจการในกรมไสยเวท” เขาชำเลืองมองไปที่ใบหน้าน้อย ๆ ของแสนหวานแล้วเอ่ยอธิบายออกมา “ทว่าครั้งแรกที่เข้าไป… แม้นว่าจะเป็นข้าแนะนำด้วยตัวเอง อย่างไรเสียก็ต้องได้รับการฝึกงานจากไอ้เฒ่าที่อยู่ในนั้นเสียก่อน ถ้าหากพ่อแสนเรียนรู้งานได้ไว ไม่แน่ว่าภายในปีสองปีนี้อาจได้ขึ้นตำแหน่งนั้นได้อย่างรวดเร็ว”

    ทันทีที่ชายวัยกลางคนพูดจบ ชายหนุ่มหญิงสาวต่างสบตากันไปมา พวกเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าชายคนนี้จะคิดการใหญ่เช่นนี้

    “ท่านพ่อ เหตุใดถึงให้ไอ้แสนไปทำงานในระดับนั้นได้? ผมรู้ว่าพ่อเป็นคนใหญ่คนโตในนั้น ทว่าการทำแบบนี้มันจะไม่ข้ามขั้นไปหน่อยหรือ” ตรีเกษมรีบทักท้วง เขารู้ดีว่าถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงแม้นว่าแสนหวานจะได้งานดี แต่อีกฝ่ายจะต้องทนเจอกับแรงกดดันจากคนรอบข้างที่อยู่ในนั้นเป็นแน่

    “ไอ้ลูกชาย เจ้าไม่รู้หรือว่ากรมไสยเวทของเราแตกต่างจากกรมอื่น ๆ เรื่องคุณสมบัติความรู้ต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องรอง ทว่าเรื่อง โหงวเฮ้ง และลักษณะตรงตามตำรานี่สิคือเรื่องหลัก”

    “เอ็งหันไปดูสหายของเอ็งก่อน ดูดี ๆ เด็กคนนี้ตรงตามลักษณะในตำราของข้าแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา แม้นแต่น้ำเสียง และไฝ ปาน เอ็งไม่เห็นที่ข้าทำท่าตกใจตอนที่ข้าได้เจอพ่อแสนในครั้งแรกหรอกหรือ” เกษมสุขสาธยายต่อไม่หยุด

    “เดิมทีตอนที่ยัยหนูเอารูปถ่ายพ่อแสนให้ข้าดูข้ายังไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้เจอตัวจริงยิ่งแล้วใหญ่ ข้าสามารถพูดได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะสมที่สุดแล้วในการควบคุมจัดการกับผู้มีอาคม อย่างน้อยถ้าพ่อแสนได้ร่ำเรียนตำราอาคมในกรมไสยเวทของเรา ไอ้เฒ่าตามชนบทพวกนั้นไม่มีทางทำอะไรพ่อแสนคนนี้ได้อย่างแน่นอน”

    ยิ่งชายวัยกลางคนพูด สีหน้าของเขาก็ยิ่งแสดงออกถึงความปลาบปลื้มใจ

    “ฟ้ามาโปรดอย่างแท้จริง ตอนนี้กรมไสยเวทเรากำลังขาดคน ถ้าข้าผลักดันพ่อแสนจนไปถึงขั้นนั้น อย่างน้อย…” เขาหันไปทางหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง “อย่างน้อยยัยตัวแสบคนนี้… ข้าจะได้วางใจได้เสียที”

    “ใช่แล้ว!” จู่ ๆ เกษมสุขก็ทำหน้าตาแตกตื่นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขารีบตวัดไม้ตะพดในมือแล้วเอ่ยปากไล่บุตรสาวของตนทันที “ยัยหนูออกไปก่อนพ่อมีเรื่องจะพูดคุยในแบบที่ผู้ชายเขาคุยกัน” เพียงแค่มองตา ผู้เป็นพ่อรัศมีก็รีบลุกขึ้นแล้วซอยเท้าออกจากเรือนอย่างว่าง่าย

    “เอ่อ… ท่านลุง ท่านจะถามอะไรข้า หรือครับ?” เมื่อเห็นรัศมีเดินจากไปไกลแสนหวานก็เอ่ยปากทันที “ใช่ ๆ พ่อจะคุยอะไรกับเพื่อนของผม” ตรีเกษมก็สงสัยเช่นกัน

    “คือว่าแบบนี้… ลุงขอถามเอ็งตรง ๆ เลยนะ ตอนนี้พรหมจรรย์ความเป็นชายของเอ็งยังอยู่ดีหรือไม่!” แม้นว่าเสียงของเกษมสุขนั้นจะเบาทว่าด้วยท่าทีจริงจังบวกกับคำพูดเช่นนั้นของเขาทำเอาชายหนุ่มทั้งสองที่ได้ฟังถึงกับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา

    “ลุงไม่ได้ลามกนะ เพราะนี่คือสิ่งหนึ่งที่ต้องมีก่อนได้รับการฝึกตำราของกรมไสยเวท” ทันทีที่ประโยคคำถามจบลง ตรีเกษมที่อยู่ด้านข้างก็ใจเต้นระส่ำ

    แน่นอนว่าเขาก็อยากรู้เช่นกัน!

    “เอ่อ… ท่านลุง คำถามเช่นนี้มันดูแปลก ๆ ไปหน่อย” แสนหวานทำท่าเขินอาย มือของเขาเริ่มอยู่ไม่สุข

    “บอกข้ามาเถิด…” เกษมสุขทำสีหน้าเรียบเฉยทว่าสายตาของเขากำลังเปล่งประกายอย่างมีความหวัง เมื่อถูกแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสายตาทั้งสองคู่ ท้ายที่สุดแสนหวานจึงจำใจพูดความจริงออกมา

    “ถ้าหากไม่นับการเล่น… ด้วยตนเอง นอกนั้นข้าก็ไม่เคยเลยครับ” แสนหวานตอบแบบตะกุกตะกักใบหน้าของเขาแดงก่ำเล็กน้อย ระหว่างนี้เขาเหลือบมองตรีเกษมแวบหนึ่งก่อนจะเก็บสายตากลับไปอย่างแนบเนียน

    “หืม?” เกษมสุขขมวดคิ้วแน่น นั่นเพราะว่าคำตอบของอีกฝ่ายยังฟังดูคลุมเครือ เขาต้องการคำตอบที่แน่ชัดกว่านี้

    “ที่ลุงถามเมื่อครู่ลุงไม่ได้หมายถึงหญิงสาวอย่างเดียวนะ กับผู้ชายด้วยกันข้าก็นับ” เกษมสุขกดเสียงให้ต่ำลง เขามองไปทาง แสนหวานอีกครั้งเพื่อรอคำตอบ ทว่าระหว่างนี้ตรีเกษมก็ส่งเสียงคัดค้านออกมาทันควัน “พ่อ!” ตรีเกษมเห็นท่าไม่ดีจึงรีบทักท้วง เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้หลุดออกจากปากของผู้เป็นพ่อ นี่มันเสียมารยาทมากเกินไปแล้ว!

    “เอ็งอยู่เฉย ๆ ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดให้มาก” เกษมสุขหันไปตวาดลูกชายของตนแล้วมองไปทางแสนหวานอีกครั้ง “ถ้าหากมีการสอดใส่จนสำเร็จแล้ว นั่นแปลว่า พรหมจรรย์เสียหายแล้ว… ลองพูดมาเถิดข้าอยากรู้ความจริง นี่คือเรื่องงานที่ข้าจะแนะนำให้” เขาอธิบายเพิ่มเติมเผื่อว่าแสนหวานจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของพรหมจรรย์ที่เขาหมายถึง

    ‘สอดใส่ หรือ? อืม… ข้าไม่เคยเลยสักครั้ง…’ เมื่อคิดได้เช่นนั้น แสนหวานจึงรีบตอบกลับทันที

    “ไม่เคยเลยสักครั้งครับ!” ในขณะตอบคำถาม เขาชำเลืองมองไปทางตรีเกษมเพื่อสังเกตอาการของอีกฝ่ายอีกครั้ง

    “ฮ่า ฮ่า… ดี…” ชายวัยกลางคนหัวเราะ เขาเอามือตบบ่าน้อย ๆ ของแสนหวานแล้วเดินจากไปอย่างยินดี เขาไม่รู้เลยว่าคำถามเมื่อครู่ของเขาจะทำให้ลูกชายของตนรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ

    “…”

    “นี่คุณ ผมขอโทษแทนพ่อผมด้วย!” ในขณะเดินออกจากคฤหาสน์เพื่อเตรียมขึ้นรถลาก ตรีเกษมจึงรีบกล่าวขอโทษอีกฝ่ายทันที แม้นว่าเขาจะดีใจที่แสนหวานยังรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ได้ ทว่าลึก ๆ ในใจก็เจ็บแปลบจนแทบล้มทั้งยืน

    ‘สวรรค์ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับข้าด้วย?’ ตรีเกษมได้แต่สาปแช่งโชคชะตาของตน

    …

    นับจากวันนั้นมาอีกสองปีจวบจนปัจจุบันนี้แสนหวานได้กลายเป็นผู้ตรวจการของกรมไสยเวทอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดคำจา ท่าทางการวางตัวของเขานั้นถือได้ว่าไม่เป็นสองรองใครแม้นกระทั่งตรีเกษมเอง อีกทั้งคาถาอาคมที่ใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้าย แสนหวานก็ร่ำเรียน และจดจำมันได้อย่างขึ้นใจ เขาในตอนนี้นับได้ว่าเป็นผู้มีหน้ามีตาคนหนึ่งในกรมไสยเวทเลยก็ว่าได้

    แม้นว่าเขาจะไม่ใช่หมอผีอย่างเช่นฐานฟ้า แต่นับได้ว่าเขาก็มีดีในด้านคาถาอยู่บ้าง เมื่อถึงคราต้องไล่จับหมอผีที่กระทำความผิด อย่างน้อยแสนหวานก็ไม่ต้องเกรงกลัวคุณไสยมนต์ดำจากคนพวกนั้น อาจกล่าวได้ว่าจากลักษณะตามตำราบวกกับคาถาที่พอมีติดตัว ทั้งสองสิ่งนี้สามารถทำให้เขาอยู่รอดปลอดภัยในแวดวงจอมขมังเวทย์

    …

    ช่วงเวลาปัจจุบัน

    หน้าเรือนไม้ทรงปั้นหยา

    “นี่คุณ… มัวเหม่อลอยอะไร รีบขึ้นรถลากเดี๋ยวผมจะพาคุณไปร้านตัดชุด ดูสิ เสื้อผ้าพวกนี้เก่าเกินไปแล้วจะให้ใส่เสื้อผ้าของผมขนาดของมันก็ไม่เท่ากัน…” ตรีเกษมพูดพลางดึงมือแสนหวานขึ้นรถลาก กว่าเขาจะหาเวลาว่างของแสนหวานได้นั้นแสนยากเย็น เมื่อได้โอกาสเขาจึงใช้จังหวะนี้พาอีกฝ่ายไปร้านตัดชุดที่อยู่ใจกลางเมือง…

    ในขณะที่ทั้งคู่นั่งอยู่บนรถลากที่มีอยู่ทั่วไปแถวพระนคร

    แสนหวานที่นั่งเงียบมานานก็หันไปหาตรีเกษมอีกครั้ง ดวงตาของเขาบ่งบอกได้ว่ากำลังเจ็บปวดกับการกระทำเช่นนี้ของอีกฝ่าย

    “อีกไม่นาน… ผมคงได้มั่นหมายกับน้องสาวของคุณ มาถึงขั้นนี้แล้วคุณยังไม่คิดทำอะไรอีกหรือ?” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดกำลังมองชายหนุ่มด้านข้าง

    “คือว่าผม…” แม้นว่าตรีเกษมจะไม่ตอบ ทว่าแสนหวานก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน แต่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงต้องจำนน ยินยอมสละความสุขของตนให้กับน้องสาว

    สำหรับแสนหวานแล้ว เขาไม่อาจปริปากพูดอะไรได้มากไปกว่านี้ นั่นก็เพราะบุญคุณครั้งนี้มันยิ่งใหญ่จนเขาไม่กล้าทำให้ครอบครัวนี้ต้องทนทุกข์กับความเสียใจ เขาจึงได้แต่รอให้ตรีเกษมเป็นฝ่ายลงมือเอง

    “เฮ้อ…” แสนหวานได้แต่ถอนหายใจให้กับโชคชะตา

    …

    ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    หลังจากวัดตัวตัดชุดเรียบร้อยแล้วสองหนุ่มก็พากันเดินเล่นไปตามริมน้ำ การแสดงออกของพวกเขาดูเหมือนจะมีความสุข แต่แท้จริงแล้วในหัวของเขากำลังมีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่วิ่งวนอยู่ในนั้น

    เมื่อถึงมื้อเที่ยงพวกเขาก็แวะพักที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่ด้านข้างรั้ววัดแถว ๆ นั้น ในขณะที่ตรีเกษมกับแสนหวานนั่งทานข้าวด้วยกัน จู่ ๆ ก็ดูเหมือนว่าแสนหวานจะนึกอะไรขึ้นมาได้

    ‘ใช่แล้ว!’ แสนหวานอุทานกับตัวเอง ดวงตาของเขาเปล่งประกายเพราะความคิดที่เกิดขึ้นในหัว

    ‘ตอนนั้นที่พี่ฐานฟ้ากำลังทำเรื่องเช่นนั้นกับข้า ทว่าจู่ ๆ เขาก็หยุดทำไปเสียดื้อ ๆ อ่า… เหมือนว่าตอนนั้นพี่ฐานฟ้าจะพูดอะไรบางอย่างกับข้า’ แสนหวานพยายามนึกทวนประโยคคำพูดของฐานฟ้าที่พูดอธิบายให้เขาได้ฟังในเวลานั้น

    “เจ้าแสน เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าต้องดั้นด้นฝ่าดงป่าไปช่วยชีวิตน้อย ๆ ของเจ้ามา… นั่นก็เพราะดวงชะตาของพวกเรานั้นเคยผูกพันกันมาก่อน บางทีตอนนี้เจ้าอาจจะไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าถ้าหากพรหมจรรย์ของเจ้าเสียหายไป ชีวิตของพวกเราทั้งคู่คงได้ตกต่ำจนกู่ไม่กลับมาเลยก็เป็นได้…”

    แม้นว่าคำพูดของฐานฟ้าจะยาวกว่านี้มาก ทว่าแสนหวานก็พอจับประเด็นสำคัญได้เพียงเท่านี้

    ‘หรือเป็นเพราะจริง ๆ แล้วพี่ฐานฟ้าอาจรู้ว่าข้าจะต้องพลัดพรากมาอยู่แดนไกล แล้วต้องมาพบเจอกับเรื่องพวกนี้…’ แสนหวานหยุดเคี้ยวอาหารในปากไปนานแล้ว ตอนนี้หัวใจของเขากำลังเต้นถี่ขึ้นเพราะว่าความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของเขา

    ‘ต้องใช่แน่ ๆ การที่ข้าได้เป็นผู้ตรวจการอย่างเต็มตัวนั่นก็เป็นเพราะข้ายังคงรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ได้ ถึงแม้นว่าลักษณะต่าง ๆ ของข้าจะตรงตำราก็เถอะ ถ้าหากข้าเสียพรหมจรรย์ไปก่อนได้รับตำแหน่ง… นั่นถือว่าสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากต่อการโดนคัดออก อีกอย่างการที่ข้าได้เป็นผู้ตรวจการข้าก็สามารถใช้อำนาจนี้ไปช่วยพี่ฐานฟ้าได้!’ ดวงตาของเด็กหนุ่มเปล่งประกายเขาดีใจมากที่ตอนนี้เขาสามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ไปช่วยเหลือฐานฟ้าจากการโดนกลั่นแกล้ง

    ทุกสิ่งดูเหมือนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว! แปลกประหลาดจริง ๆ แสนหวานคิดเช่นนั้น

    แม้นว่าเขาจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับฐานฟ้าหลังจากที่ตัวเขาโดนจับขายออกมาโดยเจ้ามั่น ทว่าเขามั่นใจได้ว่าการที่เจ้ามั่นทำเช่นนี้กับเขาจะต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

    “ได้เวลาที่ข้าต้องกลับไปเสียที!” แสนหวานตื่นเต้นมากที่เขาจะได้พบเจอกับฐานฟ้าแล้วก็เจ้าอินอีกครั้ง อีกอย่างเขาอยากหนีจากวังวนแห่งความทุกข์นี้ไปให้ไกล…

    …

    โรงสุรานารีพิลาส

    “แอล เหตุใดถึงขอลาออกจากงาน”

    ที่โต๊ะไม้หลังร้านในห้องทำงานของดรุณ ดวงตารียาวคู่นั้นกำลังจ้องไปทางชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มที่นั่งอยู่ด้านหน้า เธออยากรู้เหตุผลของการลาออกในครั้งนี้

    อย่างแรกดรุณเสียดายที่ขาดคนมีฝีมือในการจัดการ และดูแลเอาใจใส่ลูกค้าไป อย่างที่สองในช่วงนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่เริ่มเป็นไปในทางที่ดี เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เจ้าอินเมามายจนเกือบได้เสียกับนาง ความใกล้ชิด และความผูกพันต่าง ๆ ที่ดรุณมีให้ชายหนุ่มคนนี้มันเกินเลยมากกว่าเจ้านาย และลูกน้องไปนานแล้ว…

    “นายหญิง คือข้าต้องกลับไปดูแลพ่อของข้า อีกอย่างข้ารู้สึกว่าในตอนนี้ท่านกับข้าเริ่มจะเกินเลยกันไปใหญ่แล้ว ข้าไม่อยากให้เป็นไปเช่นนั้น” เจ้าอินพยายามอธิบาย

    “เหตุใดกัน ทั้ง ๆ ที่ข้าก็รูปโฉมงดงาม เงินทองมากมายอิทธิพลก็มากมี เพียงแค่อยู่เคียงข้างข้ามันจะตายเลยหรืออย่างไร?” มาตอนนี้นางไม่ปิดบังความรู้สึกอีกต่อไปเพราะถึงอย่างไรพวกเขาทั้งคู่ต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

    “ถ้าหากไม่อยากเป็นลูกน้องคนรับใช้ ข้าสามารถให้สถานะที่สูงกว่านี้ได้ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?” ดรุณพยายามโน้มน้าวจิตใจชายหนุ่ม นางจดจ้องไปที่เจ้าอินเพื่อรอคำตอบ

    “ท่านอย่าพยายามอีกเลย… เอาตรง ๆ ข้ามีคนรักอยู่แล้ว อีกอย่างข้าไม่อาจอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป ไม่มีเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น!” ว่าแล้ว เจ้าอินก็เดินออกจากร้านโดยไม่สนคำคัดค้านจากดรุณ

    ก่อนหน้านี้เขาได้วางระบบการทำงานเอาไว้อย่างดีให้กับลูกน้องคนอื่น ๆ อย่างน้อยเขาก็ถือว่าไม่ใช่คนละทิ้งหน้าที่ เขาไม่ลืมบุญคุณที่อีกฝ่ายให้งานทำ ทว่าเจ้าอินก็ไม่ลืมอีกเช่นกันว่าดรุณคือศัตรูคนหนึ่งที่เคยทำให้ฐานฟ้าเกือบสิ้นชีวิตมาก่อน

    “เฮ้อ…” เขาหันกลับไปมองป้ายหน้าร้านอีกครั้งก่อนเดินออกมาร่ำลาอาแป๊ะที่หน้าร้าน แล้วจากนั้นจึงขึ้นรถม้าแล้วจากไปทันที

    “ฮึ! จะไปหาไอ้ฐานฟ้าอย่างนั้นรึ? อย่าหวังว่าจะได้เจอกับมันอีก ในเมื่อไม่เลือกข้าก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะได้ไป”

    หลังจากมอง เจ้าอินหายลับไป ในมุมมืดเห็นเพียงหลังไว ๆ
    ของหญิงสาวเท่านั้น แม้นว่านางจะอาลัยอาวรณ์ในตัวเจ้าอินทว่าความคับแค้นใจกลับมีมากกว่า

    ใช่แล้ว นางรู้ว่า แอล ก็คือ เจ้าอิน ตั้งแต่แรก!

    คล้ายกับเรื่องลูกสวาทบำเรอรัก (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185