หูเหยียจัดเป็ยอดฝีมือแนวหน้าของยุทธภพ มักรู้จักกันในนาม ‘พยัคฆ์ฟ้าทมิฬ’ ผู้ที่วิชากายาจำแลงลักษณ์ของเขาอยู่ในขั้นสูงล้ำ จนรูปพรรณสัณฐานภายนอก แปรเปลี่ยนคล้ายพยัคฆ์ทมิฬ
และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงวาจาท่าทางกวนประสาทนั่น กล่าวได้ว่าไร้ผู้ใดเทียบเทียม
สำหรับนาง เขาก็คือแมวั์เฒ่าที่กวนโอ๊ยที่สุดในใต้หล้า
มู่ไป๋หลิงยังจดจำได้ดี คราวที่ตนถูกจับมาทรมาน าแเต็มร่าง และถูกโยนเข้ากรงในตึกปีกซ้ายนั่น ครั้งแรกที่ได้พบกัน หูเหยียก็ถูกขังในกรงถัดไปข้าง ๆ อยู่ก่อนแล้ว โดยที่ตกอยู่สภาพย่ำแย่กว่านางเสียอีก
“แปดปีผ่านไป วรยุทธ์ของเ้าก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยเลยนะ นังหนู”
คำพูดเช่นนี้ย่อมหมายความว่า เมื่อก่อนนางไม่ได้เื่ บางครานางพยายามขัดขืนต่อต้านผู้คุม สุดท้ายกลับโดนกลั่นแกล้ง ถูกทรมานหนักกว่าเดิมเสียเอง ซึ่งพอได้เห็นแมวมอมแมมหมดสภาพของนาง เขาก็เอาแต่หัวเราะเยาะเย้ยซ้ำเติม ชวนให้เจ็บใจนัก
“ส่วนท่านก็ดวงแข็งใช่ย่อยเหมือนกัน ข้านึกว่าล่วงหน้ากลับดาวแมวไปก่อนแล้วเสียอีก”
คิ้วดกดำยักใส่นางทีหนึ่งอย่างยียวน
“เฮอะ! เ้าแมวน้อย แม้แต่ฝีปากก็พัฒนาขึ้นเหมือนกันนี่!”
ถึงกระนั้น ต่อให้สถานการณ์เลวร้ายเพียงใด เขาก็ยังขยันพูดจายั่วยุ ก่อความรำคาญ หรือไม่ก็เล่าเื่ในอดีตตอนท่องยุทธภพให้ฟัง บ่นพร่ำเพรื่อไปเรื่อยตามประสาคนแก่ จนหูของนางแทบเปื่อยทุกวี่วัน
เฉกเช่นยามนี้ บรรยากาศรอบกายตาเฒ่าก็มิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
แล้วเหตุใด ถึงถูกนำมาขังอยู่ที่นี่อย่างโดดเดี่ยวแทนเสียล่ะ?
‘ที่แท้ก็มนุษย์ที่มีวิชาเหมือนกับเ้า’
เ้าหลงได้ยินบทสนทนาเป็กันเองของทั้งคู่ คลายกังวลแล้วจึงผ่อนท่าทางลง เตรียมมุ่งหน้าต่อ
ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวกับนางนี่…
‘อึก…’ ไม่ทันได้ก้าวขาแม้สักครึ่งก้าว ร่างกายของมู่ไป๋หลิงก็บังเกิดความผิดปกติเฉียบพลัน
นางแน่นิ่งกับที่ เปิดชายผ้าคลุมบริเวณต้นแขนออก มองดูปานอุ้งเท้าที่กระพริบถี่รัว
‘ร่างกายเ้ามีปัญหาอีกแล้ว?’ เ้าหลงเหลียวหลังกลับมามอง
มู่ไป๋หลิงส่ายหน้าช้า ๆ แทนการเอ่ยวาจาว่าไม่เป็ไร คงแค่เพราะก่อนหน้านางแปลงร่างสลับไปมา และใช้กำลังภายในไปไม่น้อย พลังทั่วร่างจึงเกิดปั่นป่วน
“เฮ้อ…”
หูเหยียปล่อยลมหายใจพรืดใหญ่ ยามเห็นอาการของมู่ไป๋หลิงที่ถูกผลกระทบของวิชากายาจำแลงลักษณ์ เอ่ยอย่างดูแคลนว่า
“เหล่าฝูเห็นวิชาแมวสามขาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของเ้าแล้ว ทนดูไม่ได้จริง ๆ ทั้งที่ก็พอมีพร์อยู่บ้างแท้ ๆ…”
หากเอ่ยคำว่า ‘ภูติ’ หูเหยียที่บรรลุวิชาถึงขั้นสูงสุด เสมือนภูติพยัคฆ์สถิต ย่อมต่างชั้นจากนางที่โดนเหมารวมด้วยเป็ไหน ๆ คนแบบเขาจักจัดว่านางเป็แมวสามขาก็ไม่ผิดนัก แต่ผู้ใดสนกันเล่า
“ไม่สู้ ให้เสือเช่นข้าสอนแมวน้อยแบบเ้าควบคุมปราณสัตว์ในกาย ดีรึไม่? ไม่นาน เ้าก็จะควบคุมการแปลงกายของเ้าได้โดยไร้กังวลใด ๆ เอง”
คำพูดประโยคหลัง พอดึงดูดความสนใจได้บ้าง
“จริงหรือ?”
“ไม้ใกล้ฝั่งเช่นข้า หลอกเด็กแบบเ้าไปจะมีประโยชน์อันใด” หูเหยียวางมาดลูบเครา แสร้งเบือนหน้าเบื่อหน่ายไปอีกทาง แต่มุมปากกลับยกยิ้มแฝงเลศนัย
‘ในที่สุดข้าก็จะมีผู้สืบทอด หมดห่วงได้เสียที…’
พินิจแววตาเ้าเล่ห์ของพยัคฆ์เฒ่า มู่ไป๋หลิงเผยสีหน้าไม่ไว้ใจ เกือบลืมไปเลยว่าคนแก่ในยุทธภพยุคนี้คลั่งไคล้การถ่ายทอดวิชากันสุด ๆ … ยิ่งเป็คนของสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ อาจมีวิชาต้องห้ามแอบแฝงมาเพิ่มตอนฝึกฝนอีก ก็มิอาจล่วงรู้ได้ อย่างไรก็ไม่ควรเสี่ยง
“ไม่ดีกว่า” มู่ไป๋หลิงเบือนหน้าหนีไม่ต่างกัน “ข้าลองคิดดูอีกที ถ้าตาเฒ่าอย่างท่านแน่จริง เหตุใดถึงโดนศิษย์บ้าอย่างกู๋โส่วหวงตลบหลังเสียเองได้ล่ะ?”
ใช่ หูเหยีย ก็คืออาจารย์ของกู๋โส่วหวง เ้าสำนักฝึกสัตว์ปีศาจคนปัจจุบัน
การที่ตาเฒ่ามีสภาพเช่นนี้ ก็หาใช่เพราะใครอื่น ทั้งหมดเป็เพราะฝีมือศิษย์รักของตนเองล้วน ๆ เพียงแต่แทนที่จะเคียดแค้น หูเหยียกลับยังเบิกบานใจได้เช่นนี้ นับว่าประหลาดยิ่ง
“หืม… เ้ารู้ว่าข้าเป็ใครั้แ่เมื่อใด?”
“หลังออกจากที่นี่ไป สืบนิดหน่อยก็รู้ได้ไม่ยาก” นางยักไหล่ยียวนคืนบ้าง
แน่นอนแรก ๆ เห็นจากที่เขาได้รับการปฏิบัติอย่างทารุณยิ่งกว่านักโทษ ผู้ใดก็ย่อมมิทราบ คาดว่าแม้แต่ศิษย์รุ่นหลังในสำนักเองก็ไม่ทราบเช่นกัน ว่าหูเหยียก็คืออาจารย์ปู่ของพวกเขา
“งั้นข้าก็ไม่จำเป็ต้องอ้อมค้อมอีก”
ลมปราณแหลมคมดุจกรงเล็บ แผ่ห่อหุ้มฝ่ามือขวาของหูเหยีย และก่อนมู่ไป๋หลิงจะทันตั้งรับ กรงเล็บลมปราณจากฝ่ามือข้างนั้น ก็พุ่งเข้าตะครุบไหล่นางไว้แน่น
“...!”
ชั่วขณะเดียวกัน มืออีกข้างของหูเหยียพลันยกขึ้น สองนิ้วคีบสั่งการลมปราณ กระตุ้นกลไกที่ซ่อนเร้นใต้พื้นหิน ห่างออกไปไม่กี่ก้าวก่อนถึงใจกลางตึก โพรงหลุมลึกสำหรับดักจับผู้บุกรุกอ้าเปิดออก
มู่ไป๋หลิงตระหนักได้ทันที เบื้องหน้ายังมีกับดักสุดท้ายรออยู่ เพียงแต่นางยังไม่ทันก้าวถึงจุดนั้น ก็ถูกตาเฒ่าหูเหยียผลักกระเด็น ร่างลอยคว้าง ร่วงหล่นสู่หลุมใต้ดินเบื้องล่างเสียก่อนเป็ที่เรียบร้อย
เ้าหลงพองขนขู่ฟ่อ กางกรงเล็บโผนเข้าหาหูเหยียหมายเล่นงาน
‘แกทำอะไรอาจิ่ว!?’
ทันทีที่เ้าหลงลอยตัวสูงจากพื้น ั์ตาของหูเหยียเพียงเพ่งมองวูบหนึ่ง เปล่งแสงสีทองเรืองรองวาบวับในราตรี อานุภาพของจิตสังหารอันเฉียบคม ไร้รูป ไร้เสียง คุกคามหนักหน่วง แผ่ซัดเ้าหลงหมดสติกลางอากาศ โดยที่หูเหยียมิต้องเปลืองแรงขยับเขยื้อนจากตำแหน่งเดิมแม้สักคืบ
มู่ไป๋หลิงได้ยินเสียงวัตถุตกกระแทก และเ้าหลงที่หายเงียบไป จึงพอเดาสิ่งที่เกิดขึ้นได้
“หากไม่ใช้กลอุบาย มีรึจะทำอันใดข้าได้” เขาบ่นอุบอิบ
ตาเฒ่าหูเหยียถูกล่ามไว้หนาแน่นขนาดนั้น ก็ยังสามารถใช้พลังมหาศาลแผลงฤทธิ์ได้ดังใจ ไม่นับว่าเกินเหตุแล้ว หากจะแยกตัวอันตรายออกมาขังลึกแบบนี้
“อาหลงก็แค่แมวธรรมดา ท่านทำไมต้อง…!” มู่ไป๋หลิงตวาดคาดโทษขึ้นมาจากก้นหลุม
“เ้าถามข้ามิใช่หรือ? ข้าก็แสดงให้เ้าเห็นแล้วอย่างไรเล่า ตอนนั้น ข้าเพียงประมาทเพราะไว้ใจเ้าศิษย์ชั่วนั่นมากเกินไป จึงพลาดท่าอย่างช่วยไม่ได้ ”
แน่นอน นางเองก็เพิ่งพลาดท่าหยก ๆ หูเหยียย่อมไม่ลืมถากถางตามนิสัย
“เ้าเองก็ประมาทเพราะเห็นข้าอยู่ในกรง คิดว่าข้าเป็พยัคฆ์ไร้เขี้ยวเล็บแล้วเหมือนกันมิใช่หรือ ฮ่า ๆ”
มู่ไป๋หลิงไม่ยอมแพ้ต่อคำสบประมาท ทดสอบใช้วิชาตัวเบากระโจนจากก้นหลุม สลับก้าวย่างจิ่วมิ่งยันผนังรอบด้าน ส่งแรงทะยานกายขึ้นไป ทว่าหลุมกับดักนี้ลึกเกินคาด ไม่ถึงขอบก็ถูกแรงโน้มถ่วงผลักตกลงไปเบื้องล่าง ไม่อาจหนีออกไปได้ดังใจ
นางสำนึกตนเอง ก้าวย่างจิ่วมิ่งยังไม่สันทัดเท่าก้าวย่างตัดสุญญะ กายาจำแลงลักษณ์ก็บกพร่อง พลังปั่นป่วนจนไม่อาจดึงความปราดเปรียวของวิฬาร์ออกมาใช้ได้ถึงขีดสุด ความสามารถครึ่ง ๆ กลาง ๆ เช่นนี้ก็น่าหงุดหงิดจริง ๆ
“ทำร้ายสหายข้า ยังคิดให้ข้าสืบทอด ฝันไปเถอะ…” มู่ไป๋หลิงที่ไร้หนทาง จำต้องกลับลงมายืนบนพื้นดังเดิม กอดอกยืนกรานเสียงแข็ง “ฆ่าข้าเลยดีกว่า”
“ฮึ่มมม! ชีวิตน้อย ๆ ของเ้า เหล่าฝูไม่อยากได้”
หูเหยียคำรามต่ำในลำคอ แม้สีหน้าจะดุดัน กระนั้น ในแววตาก็ระคนประกายชื่นชม
“แต่ก็ดี ที่เ้าต่างจากข้า ไม่ไว้วางใจสิ่งใดโดยง่าย…” น้ำเสียงของเขาแ่ลงเล็กน้อย แฝงความหนักอึ้งที่ยากจะปิดบัง “เพราะไม่ว่าจะเป็ผู้ใด วรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ความไว้ใจ… ย่อมย้อนกลับมาทำร้ายคนผู้นั้นได้ทุกเมื่อ”
สิ้นคำ หูเหยียพลันดีดนิ้วเบา ๆ
ภายในหลุม ปรากฏเงาเสือดำขึ้นจากความมืดรอบทิศ หนึ่ง สอง แล้วทวีจำนวนขึ้นไม่ขาดสาย แววตาเรืองรองของพวกมัน จ้องตรงมาจากมุมมืดที่แสงจากปากหลุมส่องไปไม่ถึง
“ต่อไปล้วนขึ้นอยู่กับตัวเ้า หากผ่านบททดสอบของค่ายกลิญญาภูติพยัคฆ์ทมิฬไม่ได้ ก็เป็เ้าเองที่อ่อนแอ ไร้วาสนาจะเป็ศิษย์ข้า…”
มู่ไป๋หลิงเหงื่อตก กัดเม้มริมฝีปาก เขาคิดบังคับสอนวิชาให้นางโดยไม่ถามความสมัครใจ ตลกร้ายชัด ๆ …
“ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ ข้าจะเริ่มสอนจิตอสูรพยัคฆ์ และลมปราณกรงเล็บพยัคฆ์ที่ข้าพึ่งใช้ให้เ้า จงใช้วิชาเหล่านี้เอาชนะเงาของข้า พวกมันน่าจะ…มีพลังของข้าสักหนึ่งส่วนได้กระมัง” ตาเฒ่ายกนิ้วก้อยแคะหู “แต่แค่นี้ ก็ใช่ว่าเ้าจะสู้ไหว”
เส้นเืที่ขมับมู่ไป๋หลิงเต้นตุบ ๆ รับมือกับตาเฒ่าจอมกวน แต่ดันมีฝีมือสูงส่งอย่างเขา ลำบากมากจริง ๆ …
หูเหยียหัวเราะลั่น เสมือนรับรู้ความคิดของมู่ไป๋หลิง สีหน้ากลับมาชื่นมื่นอีกหน มือทั้งสองที่มีโซ่ล่าม ยกป้องปากะโ
“ฝึกไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องขึ้นมา!”
เสือเฒ่าเ้าเล่ห์เอ้ย!