ตีสนิท
เช้าวันใหม่ได้มาถึง วันนี้อากาศค่อนข้างที่จะแจ่มใส ท้องฟ้าเองก็ปลอดโปร่ง มีเมฆสีขาวจำนวนมากลอยเอื่อยเฉื่อยอยู่บนท้องฟ้า
เย่กู่เฉินตื่นแต่เช้าทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่างในตอนเช้าตามปกติ ก่อนที่จะไปโรงเรียน
เมื่อมาถึงที่โรงเรียนในเวลาแปดโมงกว่าๆ เย่กู่เฉินต้องแวะไปดูที่ห้องเรียนหวางเฟิงว่ามาโรงเรียนหรือเปล่า หากว่าไม่มาโรงเรียนอย่างนั้นก็เป็นอย่างที่เขาคิด
ซึ่งเรื่องที่เขาคิดแน่นอนว่ามันเป็นตามผลงานนิยายต้นฉบับ นั่นก็คือเมื่อคืนนี้หวางเฟิงได้ฆ่าเถียนปินผู้เป็นอาจารย์ของเขา
แต่ก่อนตาย เถียนปินได้พยายามที่จะพาให้หวางเฟิงตายไปด้วยกัน แต่หวางเฟิงหลบการโจมตีของเถียนปินได้
อย่างไรก็ตามก็ไม่อาจหลบได้ทั้งหมด ส่งผลให้เขาสูญเสียเจ้าโลก กลายเป็นขันทีไป
ในโลกเดิมเรื่องนี้ ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากชอบใจและด่าว่าผู้เขียนสุนัขนั้นโหดร้ายจริงๆ แต่แน่นอนว่าหวางเฟิงไม่ได้กลายเป็นขันทีตลอดชีวิต
ในตอนจบของเรื่องเขาได้รับวิธีรักษา ทำให้เจ้าโลกงอกออกมาได้ใหม่ เรียกได้ว่าสมกับเป็นตัวเอกอย่างแท้จริงที่สามารถทำให้แม้แต่เจ้าโลกที่ขาดไปแล้วงอกขึ้นมาใหม่ได้
เย่กู่เฉินเดินออกจากห้องเรียนของหวางเฟิงด้วยรอยยิ้ม หลังจากที่สอบถามเพื่อนร่วมห้องของหวางเฟิง ทำให้เขารู้วันนี้หวางเฟิงขอลาหยุด มันเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ
เรื่องเช่นนี้ย่อม ทำให้เขามีความสุขเป็นธรรมดา แม้ว่าเขาจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับหวางเฟิง แต่ด้วยความที่เขาเป็นตัวร้าย ส่วนหวางเฟิงเป็นตัวเอก เขาย่อมไม่มีความรู้สึกที่ดีให้กับหวางเฟิงอยู่แล้ว
เมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายประสบกับเรื่องร้ายแรงแบบนี้ เขาจะไม่มีความสุขได้ยังไง?
เย่กู่เฉินเดินเข้าห้องเรียนของตัวเองมาด้วยอารมณ์ที่ดีเยี่ยม เขาถึงกับฮัมเพลงออกมา
“มีเรื่องอะไรทำให้อารมณ์ดีเหรอ?” หลังจากที่เดินมานั่งที่โต๊ะเรียนของตัวเอง สวีหยุนหนิงก็หันหน้ามาถามด้วยรอยยิ้ม
เย่กู่เฉินผงะไป ถ้าตามปกติ เขาต้องตอบเธออย่างเย็นชาว่า ‘อย่ามาพูดกับฉัน’
แต่เขาที่ได้รับภารกิจสุดไร้ยางอายจากระบบสุนัข เขาก็ไม่อาจที่จะตอบแบบนั้นได้อีกต่อไป เขาต้องหาวิธีตีสนิทกับเธอ เพื่อให้เธอมอบจูบอันดูดดื่มให้เขาแบบยินยอมพร้อมใจ
เขายิ้มให้กับเธอ ตอบว่า “ก็นิดหน่อย”
สวีหยุนหนิงถึงกับตะลึง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มองเย่กู่เฉินอย่างเหลือเชื่ออยู่บ้าง อดคิดในใจไม่ได้ว่า ‘หมอนี่ไปกินยาผิดขวดมารึไง?’ ถึงได้ยิ้มให้กับเธอ พร้อมทั้งตอบกลับอย่างสุภาพแบบนี้
ซึ่งมันแตกต่างจากปกติอย่างสิ้นเชิง แต่เรื่องนี้ มันก็นับว่าดีต่อเธอ เพราะเธออยากจะทำความรู้จักกับเย่กู่เฉินอยู่แล้ว
สวีหยุนหนิงกลับมาเป็นปกติ รีบถามอย่างกระตือรืนร้น “เรื่องอะไรเหรอ บอกฉันหน่อยได้ไหม?”
เย่กู่เฉินคิดเล็กน้อย จากนั้นพูดออกมา “เป็นเพราะได้คนสวยอย่างเธอมานั่งอยู่ใกล้ๆ”
เขาที่เคยได้อ่านนิยายผลงานต้นฉบับมา รู้ดีว่าสวีหยุนหนิงเป็นคนบ้ายอ เธอชอบให้คนอื่นชมเธอ เพื่อเพิ่มความชื่นชอบของเธอ เขาไม่รู้สึกอายอะไรที่จะต้องใช้วิธีนี้
“.....” สวีหยุนหนิง
เธอพูดไม่ออกเล็กน้อย เธอกำลังสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้ ทำไมคนเย่อหยิ่งอย่างเย่กู่เฉินถึงมาชมเธอ
อย่างไรก็ตาม มันทำให้เธอมีความสุขโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เธอถึงกับปิดปากหัวเราะเบาๆ “นายก็พูดเกินไป”
“ฉันพูดความจริงนะ หยุนหนิง เธอสวยจริงๆ เธอสมควรเป็นดอกไม้โรงเรียนอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย พวกนายว่าไง?”
เย่กู่เฉินรีบตีเหล็กตอนที่ยังร้อนอยู่ เขากวาดสายตามองไปยังพวกผู้ชายที่นั่งอยู่ถัดจากเขา
พวกผู้ชายตกตะลึงไป ไม่รู้ว่าวันนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับเย่กู่เฉินผู้เย่อหยิ่งที่มักจะไม่พูดคุยกับเพื่อนในห้อง
แต่เมื่อได้เห็นสายตาพิฆาตของเขา พวกเขารีบพยักหน้ารัวๆ ในทันที “ชะ...ใช่ๆ”
“เห็นไหม ฉันพูดความจริง” เย่กู่เฉินยังคงยิ้มให้กับสวีหยุนหนิง
“.......” สวีหยุนหนิง
เธอพูดไม่ออกเป็นรอบที่สอง แต่ก็เหมือนเดิม มันทำให้เธอมีความสุขจนยิ้มออกมา กำลังคิดที่จะพูดกับเย่กู่เฉินต่อ
แต่อาจารย์ประจำชั้นโปไห่เข้ามาพอดี จึงทำให้เธอปิดปาก ทำเพียงแค่ยิ้มให้เขา และหันหน้าไปทางหน้ากระดาน
การเรียนเริ่มต้นขึ้น จนเวลาผ่านไปถึงช่วงพักกลางวัน สวีหยุนหนิงอยากที่จะพูดคุยกับเย่กู่เฉินอีกครั้ง แต่พอหันกลับมา ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
“หมอนี่ไปไหนกัน?” เธอพึมพำกับตัวเองอย่างสงสัย สองสามวันมานี้ ช่วงพักเที่ยงเขามักจะหายตัวไปอยู่เสมอ ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่เห็น ไม่ว่าจะที่โรงอาหารหรือว่าที่ห้องเรียน
ไม่แปลกที่สวีหยุนหนิงจะไม่เห็นเขา เพราะเย่กู่เฉินในตอนนี้กำลังรับประทานข้าวกล่องฝีมือไป๋มู่เสวี่ยอย่างเอร็ดอร่อย
“กู่เฉิน ขอบคุณนายมากนะ ที่ทำให้ฉันพูดได้หลายชั่วโมง ฉันได้พูดกับแม่กับพี่อวี้ลี่หลายเรื่อง มีความสุขมากเลยล่ะ” หลังทานอาหาร ไป๋มู่เสวี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม
เย่กู่เฉินส่ายหน้าไปมา “แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องขอบคุณอะไรเลย”
แน่นอนว่าที่ไป๋มู่เสวี่ยพูดได้อยู่ในตอนนี้ เป็นเพราะเขารักษาคอให้เธอพูดได้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงแล้ว นับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาภายในห้องพิเศษ
ไป๋มู่เสวี่ยมองเย่กู่เฉิน ในแววตามีความลังเลปรากฏ ดูเหมือนว่าเธออยากที่จะพูดอะไรบางอย่าง แต่ยังลังเลอยู่ว่าจะพูดหรือไม่พูดดี
“มีอะไรก็พูดมาเถอะ” เย่กู่เฉินบอก ความลังเลของเธอไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
ได้ฟังเขาพูดแบบนี้ ไป๋มู่เสวี่ยก็สูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “กู่เฉิน วิชาหนึ่งนิ้วรักษาของนาย จะสามารถรักษาให้ฉันพูดได้ตลอดเมื่อไหร่?”
เหตุผลที่ทำให้เธอถามออกมาแบบนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะเย่กู่เฉินทำให้เธอมีความหวังมากขึ้น จากการที่เขาสามารถรักษาให้เธอพูดได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน โดยที่หน้าของเขาไม่ค่อยซีดขาวเหมือนในตอนแรก
เย่กู่เฉินเงียบลงไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “น่าจะอีกหนึ่งเดือน ภายในหนึ่งเดือน ฉันรับประกันว่าจะรักษาคอให้เธอพูดได้ตลอดเวลาและตลอดไป!”
“จริงเหรอ?” ไป๋มู่เสวี่ยถามอย่างตื่นเต้น ในขณะที่ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา สองมือของเธอกำแน่น หัวใจเต้นแรงมากเวลานี้
เย่กู่เฉินพยักหน้า เขามีความคิดนี้อยู่แล้วว่าหลังหนึ่งเดือนเขาจะรักษาให้เธอพูดได้ตลอดเวลา จากนั้นเขาก็จะสารภาพรักกับเธอ ส่วนเธอจะตอบรับหรือไม่นั้น เขาก็ยากที่จะบอกได้
ได้เห็นเขาพยักหน้ายืนยัน ไป๋มู่เสวี่ยก็ยิ้มกว้าง มีความสุขชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน และเธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆ ที่ได้พบกับเย่กู่เฉิน
ภายในหัวใจของเธอ พลันเกิดความรู้สึกหนึ่งที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความรู้สึกนี้มันทำให้เธอรู้สึกจั๊กจี้หัวใจ
แต่เธอในตอนนี้ ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่าความรู้สึกนี้ มันคืออะไรกันแน่
จบบทที่ 26