3
งานชมบุปผา
คุณหนูขุนนางทั้งหลายเมื่อเปรียบแล้วไม่ต่างจากบุปผาที่กำลังแย้มบานในอุทยาน ไม่รู้ว่าคนแรกที่จัดงานชมบุปผา้าชมบุปผาบนกิ่งก้านหรือที่ย่างเยื้องอยู่ตามทางเดิน อาภรณ์หลากสีสันพร่างพราวตระการตา ยามพวกนางเคลื่อนไหวไม่ต่างกับดอกไม้ที่หลุดร่วงโปรยปลิว
ผู้ร่วมงานหลายคนจดจำจีซือเจียงได้ ถึงแม้นางจะเป็ฮูหยินรอง แต่ฐานะภรรยาของเสนาบดีหวังหยวนก็ยังมากพอที่จะทำให้หลายคนจับตา ดังนั้นเมื่อผืนผ้าสีแดงสะบัดลงมาจากม่านรถม้า ผู้คนจึงพากันจ้องมองด้วยความตั้งใจ
คนทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้...ว่าหวังกุ้ยฮวาชื่นชอบเสื้อผ้าสีแดงมากเพียงใด
คุณชายทั้งหลายชื่นชมความงามฉูดฉานสะดุดตา
คุณหนูทั้งหลายชื่นชมความผุดผาดและความสามารถอันเป็ที่ประจักษ์
ทว่าน่าเสียดายที่ผู้ลงมาคราวนี้ทำให้พวกเขาต้องผิดหวังแล้ว
หวังกุ้ยผิงหน้าเสียเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจของผู้คน แต่ถึงอย่างนั้นนางก็กลบสีหน้าอันขุ่นมัวได้อย่างรวดเร็วประหนึ่งเมื่อครู่ไม่ทันได้ยินเสียงดูแคลนที่แว่วแ่ หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนหวาน ขับให้ทั่วร่างดูบอบบางอย่างที่คุ้นชินแต่กลับลืมไปว่ายามนี้ตนสวมอาภรณ์สีแดงสะดุดตา
เมื่อเป็เช่นนั้นท่วงท่าอันละมุนของคุณหนูใหญ่สกุลหวังจึงออกจะประดักประเดิดอยู่บ้าง แต่งกายเสียร้อนแรงแต่กลับมีท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวาน พาให้ผู้คนรู้สึกเย็นสลับร้อน ไปไม่สุดในสักทาง
คอยจนสองแม่ลูกถูกเชิญไปยังที่นั่งของตนแล้วคุณหนูนางหนึ่งก็กระซิบกับสหาย
“เหตุใดคุณหนูรองถึงยังไม่ลงจากรถม้ามากสักทีเล่า ยามนี้รถม้ามิใช่จอดยาวไปถึงตลาดแล้วหรือ”
“เ้าเพิ่งเคยมางานเช่นนี้ครั้งแรกกระมัง ดูให้ดีๆ สิ ยามนี้ยังไม่มีคุณหนูคุณชายจากฮูหยินเอกเลยสักคน หากคุณหนูรองเข้ามาสมทบมิใช่จะถูกดูแคลนหรือ”
“ที่แล้วกลับแบ่งชนชั้นเช่นนี้”
คนอธิบายได้แต่หัวเราะแ่ “ผู้เกิดจากฮูหยินรองอย่างไรก็ไม่สามารถแต่งเพื่อเป็เอก ยามระฆังลั่น...คือการดูตัวของคุณหนูคุณชายผู้สูงศักดิ์อย่างแท้จริง”
สิ้นเสียงระฆังก็ตีดังเหง่งหง่าง ผู้คนที่สนทนากันอยู่ครู่ใหญ่ล้วนแต่ชะงัก ต่างก็ผินหน้าไปยังทางเข้าด้วยความพร้อมเพรียง เป็การเคลื่อนไหวที่ไม่ได้นัดหมาย แต่เป็ความฉงนใคร่รู้และอยากรู้อยากเห็น
เกิดความเงียบขึ้นครู่ใหญ่ ทายาทขุนนางผู้หลบเร้นบนรถม้าต่างหยั่งเชิงว่าใครจะเป็ผู้แรก แต่หวังกุ้ยฮวาไม่ปล่อยให้ผู้คนคาดเดานาน นางผลักม่านรถม้าจากนั้นจึงหย่อนปลายเท้าลงเหยียบพื้นดินผ่านการประคองของบ่าวที่คอยอยู่ข้างๆ
ยามใบหน้าหวานยกเงยขึ้นมากลับทำให้ผู้คนล้วนแต่คล้ายถูกตบด้วยสีขาวแห่งความบริสุทธิ์อันยากเกินไขว่คว้า
หวังกุ้ยฮวากับอาภรณ์สีขาว!
ต่อให้เป็ความฝันก็ยังไม่มีผู้ใดเชื่อถือ!!
สตรีตรงหน้าคือคุณหนูโฉมงามที่ได้รับเสียงลือว่างดงามเป็อันดับหนึ่ง ยามย่างก้าวบุปผาล้วนหลบเร้น มัจฉาเร่งว่ายหนี แม้แต่ผืนฟ้ายังแทบถล่มทลาย นามของหวังกุ้ยฮวาอยู่คู่กับเมืองหลวง ว่ากันว่าฮ่องเต้หมายตานางให้กับองค์ไท่จื่อ ทว่าเสนาบดีหวังยังไม่ตอบรับชัดเจน คุณชายจวนสกุลใหญ่จึงยังไม่หมดหวังที่จะเข้าร่วมฉกชิง
ดวงตาหงส์ของหวังกุ้ยฮวาถูกล้อมด้วยแพขนตาหนาประดุจพัดขนนก ยามกระพือไหวให้ความรู้สึกคล้ายถูกสะกด ได้มองสบไม่กล้าผละจาก คิ้วโก่งยกขึ้นสูงประหนึ่งคันศรพร้อมน้าวยิง สอดรับกับจมูกโด่งได้รูปสวยและริมฝีปากที่วันนี้แต้มชาดบางเบา
หวังกุ้ยฮวาในวันนี้ไม่ได้โดดเด่นสะดุดเหมือนเก่า แต่กลับดูกลมกลืนกับบุปผารอบข้างประหนึ่งดอกไม้ทั่วอุทยานหลวงนัดกันผลิบานเพื่อการมาถึงของนาง
ยามย่างถึงสถานที่จัดงานเป็เวลาเดียวกันกับที่เ้าบ้านปรากฎกาย
“หวังกุ้ยฮวาคารวะไท่จื่อ กุ้ยเฟยและอันอ๋องเพคะ”
เสียงหวานเอ่ยแจ่มชัด เสนาะราวกับกระดิ่งแกว่งไกว ดวงตาหงส์ตวัดมององค์ชายทั้งสองเพียงครู่เดียวแล้วกลับมาสบกับสตรีผู้ซึ่งกำลังมองตนอย่างพิจารณา
“ไม่นึกว่าคุณหนูหวังจะมาร่วมงานเลี้ยงของข้าด้วย รู้สึกเป็เกียรติยิ่งนัก”
“มิได้เพคะ งานเลี้ยงของเหอกุ้ยเฟยลือชื่อทั่วทั้งเมืองหลวง ยามนี้บุปผาในอุทยานหลวงยังผลิบานงดงามน่าเชิญชมนัก หม่อมฉันจึงชวนแม่รองและพี่ใหญ่มาด้วยกัน”
เหอกุ้ยเฟยจ้องมองสตรีรุ่นลูกเขม็ง หวังกุ้ยฮวากำลังตบหน้านางแทนมารดา คุณหนูผู้นี้ไม่ทราบว่ากินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ใด คิดว่าเป็บุตรสาวสุดที่รักของเสนาบดีหวังก็จะหักหน้านางต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ได้หรือ
ทว่าเหอซูเมิ่งกลับรวดเร็วไม่เท่าหลี่จง
“คุณหนูหวังมากไมตรีนัก ไม่บ่อยครั้งที่จะได้เห็นเ้าที่วัง เช่นนั้นให้เปิ่นหวางพาเ้าไปที่นั่งเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะไท่จื่อ”
หวังกุ้ยฮวาย่อกายน้อยๆ ปรายสายตามองรัชทายาทด้วยดวงตาขอบคุณ
นางทราบอยู่แล้วว่าหลี่จงกับหลี่เยียนเข้าร่วมงานในวันนี้ ดังนั้นด้วยนิสัยของผู้ยุติธรรมเช่นเขาย่อมไม่ยืนดูการกลั่นแกล้งของเหอกุ้ยเฟยโดยไม่ทำสิ่งใด
นางมิได้กินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ใด แต่แค่รู้ล่วงหน้าว่ามีคนที่พร้อมจะช่วยเหลือนางจากความพยาบาทของเหอซูเมิ่ง
“เสด็จแม่ ท่านไม่ชอบคุณหนูหวังหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เยียนมองตามพี่ชายซึ่งเดินนำหวังกุ้ยฮวาไปยังตั่งที่จีซือเจียงกับหวังกุ้ยผิงนั่งอยู่ ประคองแขนของพระนางเบาๆ ขณะพาเหอซูเมิ่งไปหาฮูหยินเอกกับทายาทที่ทยอยเข้างานมาหลังจากหวังกุ้ยฮวาเปิดฉากก้าวเดิน
ทั้งที่ไม่ได้แต่งกายด้วยอาภรณ์เฉิดฉันสะดุดตา แต่ท่าทางการย่างก้าวอันราวกับเทพเซียนผู้หลุดพ้นกลับตรึงตาผู้คนจนคุณหนูที่ก้าวเข้ามาหลังจากนั้นดูแสบตาไม่น่ามอง
“แม่ไม่ได้ไม่ชอบนาง แม่แค่ไม่ถูกกับมารดาของนางเท่านั้น ทำไมเล่า ลูกสนใจหรือ” เหอกุ้ยเฟยไม่คิดปิดบัง นางเลี้ยงดูหลี่เยียนมาด้วยบุญคุณความแค้น ปลูกฝังให้หลานชายผู้นี้รังเกียจศัตรูของนาง
“เสด็จแม่ไม่คิดหรือพ่ะย่ะค่ะว่าหากลูกแต่งนางเป็ชายา ท่านจะสามารถกุมอำนาจอยู่เหนือนางได้”
“ลูกอยากแต่งนางเป็ชายาหรือ...” เหอซูเมิ่งไม่คล้อยตามบุตรชาย หวังหยวนไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยให้บุตรสาวออกเรือนกับบุรุษใดก็ได้ ไม่เช่นนั้นป่านนี้คงมีแม่สื่อแย่งกันเข้าจวนสกุลหวังไปแล้ว “ไม่ง่ายเท่าไรกระมัง”
อำนาจของเสนาบดีหวังเป็รองแค่เพียงฮ่องเต้ แม้แต่รัชทายาทยังต้องถอยให้่หนึ่ง แล้วกับอันอ๋องที่ใครต่อใครต่างก็บอกว่าไม่เอาอ่าวผู้นี้เสนาบดีคนสำคัญจะยอมมอบบุตรสาวให้ได้อย่างไร
“ลูกได้ยินมาว่าท่านเสนาบดีตามใจบุตรสาวนัก ลูกก็แค่...ต้องทำให้คุณหนูหวังพึงใจ จากนี้ท่านแม่อยากได้อะไรก็ย่อมได้ มีอำนาจของเสนาบดีหวังอยู่ในมือต่อให้เป็ไท่จื่อก็ยังต้องยอมพ่าย”
“นี่ลูก...”
“เชื่อมือลูกเถิดขอรับเสด็จแม่”
หลี่เยียนปล่อยให้มารดารับแขกต่อหลังจากเห็นว่าคนสำคัญที่คอยเดินทางมามากขึ้น ชายหนุ่มหันมองไปรอบข้าง พบว่าหลี่จงยังคงสนทนากับหวังกุ้ยฮวาอย่างสนุกสนาน
เห็นดังนั้นองค์ชายหนุ่มก็กระตุกยิ้ม สิ่งใดที่พี่ชายเขาหมายตา จะแย่งชิงมาก็คงไม่ผิดนัก
เพราะอย่างไรเสีย...เขาก็หมายตาบัลลังก์ที่เสด็จพ่อตั้งใจมอบให้พี่ใหญ่ผู้นั้นอยู่แล้ว