บทที่ 125 เผ่าม้าแคระ
เช่นที่องค์รัชทายาทได้ตรัสไว้ ใช้เวลาเพียงครู่เดียว พระองค์ก็ประกาศให้เก็บของและเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป พวกผู้นำขบวนอื่นๆก็เตรียมตัวเช่นเดียวกัน พวกเขาต้องแยกเส้นทางการเดินทางไปคนละทิศคนละทางแล้ว ดังนั้นจึงร่ำลากันเสียแต่ตรงนี้
กลุ่มของหวงซีเฉิงรวดเร็วกว่าคนอื่น พวกเขาตั้งขบวนอย่างเป็นระเบียบเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแล้ว อีกอย่าง...สิ่งที่พวกเขาต้องเก็บให้เรียบร้อยก็มีเพียงพวกอาวุธไม้ที่เพิ่งทำขึ้นมาใหม่ก็เท่านั้น จึงไม่ใช่ปัญหาอะไร
ขบวนของพวกเขาเลือกที่จะออกเดินทางเป็นกลุ่มสุดท้าย จางหลิวอี้ยังโบกมือลาให้หลี่ชิงหมินราวกับว่าพวกเขาเป็นสหายรักต่อกัน ท่าทางเช่นนี้ทำให้องค์รัชทายาทพยักหน้าอย่างพอใจ ดูเหมือนว่าเขาจะพึงใจต่อจางหลิวอี้จริงๆ ไม่ใช่แค่ในฐานะตระกูลจางเท่านั้น ทว่าจางหลิวอี้ก็มีเสน่ห์แบบที่ทำให้ผู้อื่นหลงใหลได้จริงๆ
หลี่ชิงหมินถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นคนอื่นๆแยกกันไปแล้ว ซีเฉิงอยู่ใกล้ๆ ลูบหัวเล็กๆของเขาอย่างเอ็นดู กระทั่งหลังจากที่เห็นว่าไม่มีคนแล้ว สิงโตน้อยก็ได้รับสัญญาณปล่อยตัวให้เข้ามาในพื้นที่ทันที
“ฮู่ว!!” มันส่งเสียงร้องออกมาหลังจากที่พุ่งตัวมาปรากฏตรงหน้าเจ้านาย
หลี่ชิงหมินหัวเราะด้วยความเอ็นดู เจ้าตัวใหญ่รู้ความมาก หลังจากที่มันเลียหลังมือของเจ้านายอย่างทะนุถนอมแล้ว มันก็หมอบให้เจ้านายของมันขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังนุ่มของตนเองทันที
ถ้าจางหลิวอี้ได้เห็นท่าทางว่านอนสอนง่ายของสัตว์ร้ายเช่นนี้ นางคงจะอยากกระอักเลือดออกมาเป็นแน่ นี่เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดอย่างมากของนาง ที่ผ่านมาจางหลิวอี้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างคุณหนูในห้องหอผู้หนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีเยี่ยมในช่วงแรก แต่ย่อมไม่มีทางปล่อยให้คุณหนูใหญ่เช่นนางได้รับบาดเจ็บสาหัส
อาจจะเพราะเหตุผลนี้ จางหลิวอี้จึงคิดโบกมือลาต่อแม่ทัพใหญ่ผู้โหดเหี้ยมก็เป็นได้ นางชอบที่จะใช้ทักษะในการเจรจา ต่อปากต่อคำกับผู้คนมากกว่าที่จะใช้กำลังและความโหดร้ายต่อสู้กันเช่นนี้ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่เส้นทางที่นางจะสู้ได้ หลิวอี้ก็ถอนตัวอย่างรวดเร็ว
“ปรับขบวน เตรียมเร่งเดินทาง เป้าหมายคือถึงตำแหน่งภารกิจแรกก่อนมืด” หวงซีเฉิงออกคำสั่ง ขบวนขนาดใหญ่ที่ดูเอื่อยเฉื่อยในคราแรกรีบปรับเปลี่ยนทันที
รถม้ามากมายถูกเปลี่ยนไปเทียมมนุษย์แทน พวกเขาให้มนุษย์ที่มีพลังในการยกน้ำหนักเคลื่อนไหวเร็วกว่า ในขณะที่ม้าเหล่านั้นก็เปลี่ยนไปให้คนที่ทำหน้าที่รักษาและดูแลอาหารขึ้นไปนั่งบนหลังของพวกมัน การทำงานเหล่านี้รวดเร็วมาก ด้านหลังของเจ้าสิงโตน้อยก็ยังมีหาบใบใหญ่ที่บรรจุของมากมายจากรถม้าลงไปเพื่อบรรเทาน้ำหนัก
เจ้าสิงโตน้อยเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย มันยังคงออกวิ่งอย่างรวดเร็วแม้ว่ามันจะต้องแบกของหนักจำนวนมากขึ้นไปด้วย กลายเป็นว่า...เจ้าตัวน้อยของชิงหมิน ถูกใช้เป็นสัตว์ขนส่งเรียบร้อยแล้วเสียอย่างนั้น
หากไม่ใช่เพราะมันมัวแต่เล่นสนุกกับหลี่ชิงหมินจนไม่ได้สนใจว่าจะทำของด้านหลังแตกหักไปมากมายหรือไม่ เชื่อเถอะว่าแม้แต่ถังน้ำ พวกเขาก็คงจะฝากเอาไว้บนหลังของมันไปแล้ว
“ฮ่าๆ สิงโตน้อย เจ้าได้กลิ่นสมุนไพรดีๆอีกหรือไม่?” หลี่ชิงหมินตื่นเต้นมาก ขนาดสิงโตน้อยแบกของมากมายเช่นนี้ก็ยังวิ่งได้เร็วกว่าพวกทหารคนอื่นๆเลย เว้นแต่หวงซีเฉิงและทหารบางคนที่อยู่ในระดับสูงซึ่งตามความเร็วนี้ทัน คนอื่นๆยังทิ้งระยะห่างกันอยู่หลายกิโลเมตร
ดังนั้นระหว่างทาง สิงโตน้อยกับหลี่ชิงหมินจึงแก้เบื่อจากการรอคนอื่นๆด้วยการพากันไปเล่นหาสมุนไพรรอบๆ ซึ่งหวงซีเฉิงก็ตามมาเพราะความเป็นห่วงทุกครั้ง หลายครั้งเขายังช่วยเด็กน้อยเก็บสมุนไพรและเมล็ดพันธุ์พืชประหลาดที่เจ้าตัวต้องการด้วยซ้ำ
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นเกินไป เนื่องจากการเดินทางไปช่วยเหลือนั้นเร่งรีบมาก ยิ่งไปถึงเร็วแค่ไหน หวงซีเฉิงก็สามารถจัดการปัญหาเรื่องเผ่าพันธุ์ในหุบเขาได้เร็วขึ้นด้วย ดังนั้นจึงไม่ได้พาชิงหมินแวะพักในจุดบรรยากาศที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้รีบร้อนนัก สถานที่นั้นยังคงอยู่ที่เดิม เขาสามารถพาชิงหมินออกมาเที่ยวหลังจากเสร็จภารกิจกันสองคนก็ยังได้
โชคดีที่การคำนวณของหวงซีเฉิงดีมาก พวกเขามาถึงก่อนมืดค่ำจริงๆ ทั้งๆที่เดินทางกันเป็นระยะไกลแสนไกล นี่เป็นเพราะคนอื่นๆต้องใช้เวลาอย่างยากลำบากในการปีนหรือขึ้นเขา รวมทั้งมีสัมภาระจำนวนมากในขบวนด้วย ทว่า...เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหากับขบวนของทหารเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งได้สิงโตน้อยมาช่วย ก็เหมือนกับว่าพวกเขาวิ่งไปตามเส้นทางเปล่าๆแล้ว...
“เส้นทางหลังจากนี้ให้ระวังหน่อย มันมีจุดที่เป็นเขตเชื่อมต่อกับพวกเผ่าพันธุ์ม้าแคระอยู่ เดินไม่ดีอาจจะเจอกับดักที่พวกเขาเตรียมไว้ล่าสัตว์ได้” หวงซีเฉิงออกคำสั่งอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้พูดกับใครมาตลอดทั้งบ่าย
ด้านหน้าเป็นทางเข้าป่าแล้ว บรรยากาศในป่าค่อนข้างน่ากลัวเนื่องจากความเงียบของมัน หลี่ชิงหมินอยู่บนหลังของสิงโตน้อย รู้สึกว่าปลอดภัยมากกว่าที่จะลงไปเดินเอง ดังนั้นเขาจึงพยายามมุดลงไปซ่อนตัวในขนหนานุ่มของสิงโตน้อยจนเกือบจะมิดหัวอยู่แล้ว เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมา มันทำให้อึดอัดอยู่บ้าง
ซีเฉิงเดินอยู่ด้านหน้าขบวนด้วยความเคร่งขรึม เขาก้าวเท้าแต่ละข้างไม่ช้าไม่เร็วเกินไป ถึงอย่างนั้นก็ยังปล่อยออร่ากดดันออกมา ทำให้ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ไม่กล้าลงมือด้วย
สิงโตน้อยเดินตามอย่างรู้ความ มันรั้งท้ายขบวนและทำตัวราวกับสัตว์เลี้ยงว่าง่ายตนหนึ่ง เมื่อพวกศัตรูที่แอบดูอยู่เห็นสัตว์ร้ายระดับ 9 ที่นี่ พวกมันก็ค่อยๆหลบเข้าไปในเงามืด เรื่องขบวนประหลาดที่เดินทางมาใหม่นี้จำเป็นต้องรายงานให้หัวหน้าของตนเองรู้ให้เร็วที่สุด
ซึ่งพวกเขาไม่ได้รู้เลยว่านี่เป็นความต้องการของหวงซีเฉิงด้วยเหมือนกัน แทนที่จะควบคุมวิญญาณรอบๆนี้แล้วสั่งให้กระจายตัวไปหาตำแหน่งของเผ่าม้าแคระ ซีเฉิงสามารถสั่งให้วิญญาณติดตามพวกที่กำลังวิ่งกลับไปรายงานสถานการณ์ให้เผ่ารู้ได้เลย ถือว่าประหยัดเวลาในการตรวจสอบไปได้มาก ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่ แต่ยังทำให้รู้ด้วยว่าใครคือผู้มีอำนาจมากที่สุดในเผ่าม้าแคระตอนนี้
เพราะมีสัตว์อสูรระดับ 9 รั้งท้าย ต่อให้เป็นเผ่าม้าแคระที่ไม่อยากจะต้อนรับผู้คน ก็ยังไม่กล้าเข้ามาก่อความวุ่นวายก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากหัวหน้าเผ่า ดังนั้นการเดินทางของพวกเขาจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
หลี่ชิงหมินอยู่บนหลังของสิงโตน้อยย่อมมั่นใจว่าตนเองจะปลอดภัยที่สุด เขาพยายามตรวจสอบสิ่งต่างๆรอบตัว ซึ่งก็พบว่าที่หุบเขานี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก หญ้าสมุนไพรระดับต่ำกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่เต็มไปหมด หากไม่ใช่เพราะต้องอยู่ในโหมดเตรียมต่อสู้ตลอดเวลา เขาคงจะขอให้สิงโตน้อยพาออกไปรวบรวมมันแล้ว
เนื่องจากที่นี่ไม่ค่อยมีขบวนพ่อค้ามามากนัก สมุนไพรเหล่านี้ก็เติบโตได้ดีเกินไปไม่ต่างจากหญ้า ดังนั้นผู้คนที่นี่จึงปล่อยให้มันเติบโตต่อไป จนกว่าจะถึงฤดูกาลที่พ่อค้าจะมาเยือน เวลานั้นพวกมันจึงจะเตียนโล่งหายไปจากหมู่บ้าน
“อีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็น่าจะไปถึงแล้วขอรับ” หากไม่ใช่การเดินทางที่ต้องระวังเผ่าพันธุ์ม้าแคระ พวกเขาน่าจะถึงหมู่บ้านและเริ่มทำภารกิจแล้ว
“ส่งทหารไปแจ้งคนในหมู่บ้านล่วงหน้าก่อน” ซีเฉิงโบกมือ ทหารผู้นั้นจึงรีบรับคำแล้วจากไป
คนตัวใหญ่ค่อยๆชะลอฝีเท้าของม้าแล้วมาตีคู่กับชิงหมินที่อยู่บนสิงโตตัวใหญ่ เขาตบเท้าเพียงครั้งเดียวก็ขึ้นไปยืนอยู่บนหลังของสิงโตน้อยได้อย่างมั่นคงแล้ว ไม่เหมือนชิงหมินที่ต้องนั่งจับขนเจ้าสิงโตน้อย หวงซีเฉิงเพียงยืนอย่างสง่างามบนหลังของมัน และเจ้าสิงโตน้อยก็ดูจะเคยชินกับการกระทำเหล่านี้แล้วด้วย
“อีกไม่นานพวกเราจะถึงแล้ว หลังจากที่เข้าไปในหมู่บ้าน เจ้าอาจจะต้องอยู่อย่างอึดอัดเล็กน้อย ข้าไม่อยากให้เจ้าออกมาเสี่ยงข้างนอกหมู่บ้านจนกว่าข้าจะจัดการปัญหาเสร็จ”
“ได้ เข้าใจแล้ว” ชิงหมินพยักหน้าอย่างว่านอนสอนง่าย
“สำหรับสมุนไพรเหล่านี้ ถ้าเจ้าต้องการ ข้าจะใช้เงินเพื่อจ้างพวกชาวบ้านเก็บรวบรวมมาให้” เมื่อได้ยินเจ้าคนตัวโตกล่าวเช่นนั้น หลี่ชิงหมินก็ชะงักไป
เขาไม่ได้พูดออกมาเกี่ยวกับสมุนไพรเหล่านี้ แต่ไม่คิดเลยว่าหวงซีเฉิงจะมองออกด้วยว่าเขาต้องการสมุนไพรเหล่านี้
“ขอบคุณ” คนตัวเล็กกล่าวแผ่วเบา เขาต้องระมัดระวังการแสดงออกของตนเองมากกว่านี้เสียแล้ว จะปล่อยให้ทุกคนเห็นความต้องการของเขาทั้งหมดได้อย่างไร
แน่นอนว่านอกจากหวงซีเฉิงผู้ไม่ละสายตาจากชิงหมินแล้ว น้อยคนนักที่จะสังเกตท่าทางของเขาออก หลี่ชิงหมินปกติก็เป็นคนที่ชอบแสดงออกอย่างเฉื่อยชาอยู่แล้ว ผู้คนไม่ค่อยคิดว่าเขามีความในใจบางอย่างซ่อนอยู่ ดังนั้น...ที่ผ่านมา ชิงหมินถือเป็นคนที่วางตัวได้เหมาะสมคนหนึ่ง ก็แค่...เขาไม่ได้คาดหวังเกี่ยวกับหวงซีเฉิงมากเกินไปก็เท่านั้น
“แล้วก็...หากมีสิ่งใดให้บอกคนของข้าได้ทุกคน ถ้าเป็นเรื่องของเจ้า...พวกเขาจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร” เพราะหวงซีเฉิงมีแผนที่ต้องเข้าไปเจรจากับกลุ่มเผ่าม้าแคระ ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าหลี่ชิงหมินจะอึดอัดเมื่ออยู่ที่นี่
เขาเป็นคนขอให้คนตัวเล็กมาด้วย ถ้าไม่ใส่ใจดูแล เขาก็เป็นว่าที่คนรักที่ไม่ดีแล้ว
“เข้าใจแล้ว ไม่ต้องกังวล”
“อืม เช่นนั้นก็ดี” หวงซีเฉิงพูดคุยกับชิงหมินอีกไม่กี่คำก่อนจะกลับไปในตำแหน่งเดิมของตนเอง คนตัวใหญ่เป็นด่านหน้าที่จะเข้าไปพบกับชาวบ้านซึ่งกำลังรอความช่วยเหลืออยู่
เมื่อขบวนของพวกเขามาถึง ชาวบ้านที่ได้รับแจ้งจากทหารก็มารวมตัวรอความช่วยเหลือกันอยู่ก่อนแล้ว ด้านหน้านั้นมีชายชราซึ่งน่าจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ถือไม้เท้าด้วยมือที่สั่นเทารอต้อนรับพวกเขาอยู่ ในขณะที่ด้านหลังมีสตรีและเด็กๆมากมาย ต่างจากบุรุษที่มีเพียงไม่ถึง 1 ใน 5 ของสมาชิกในหมู่บ้านทั้งหมด
นอกจากนี้ บุรุษที่เหลืออยู่ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บและกลายเป็นผู้พิการ นี่คือผลลัพธ์จากการทำสงครามที่ผ่านมา ต่อให้เป็นชาวบ้านในหุบเขา พวกเขาก็ถูกต้อนให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสนามรบ และบางคนก็ยังถูกโจรร้ายโจมตีจนได้รับบาดเจ็บล้มตาย
แรงงานบุรุษที่น้อยลงนี้ทำให้สมาชิกที่เหลือในหมู่บ้านต้องเจอกับความยากลำบาก สถานการณ์การในการทำมาหากินก็เปลี่ยนไป ปกติพื้นที่หุบเขานี้เพาะปลูกพืชผลได้ไม่ดีอยู่แล้ว หน้าฝนจะต้องเจอกับภัยน้ำป่าที่ไหลบ่าท่วมไปทุกพื้นที่ ทำลายได้กระทั่งบ้านเรือนที่เก่าและไม่แข็งแรง นับประสาอะไรกับพรรณพืชที่จะทนอยู่ในน้ำแรงๆนี้ได้ หากต้องการเพาะปลูกพืชยืนต้นก็ต้องดูด้วยว่าพืชชนิดไหนที่จะเติบโตได้ในพื้นที่ที่แสงแดดสาดส่องเข้ามาไม่ทั่วถึง
ใช่แล้ว เมื่อไม่มีน้ำฝนที่ทำให้เกิดภัยร้าย พวกเขายังต้องเจอกับสถานการณ์ที่แสงแดดสาดลงมาไม่ถึงพื้นหุบเขาด้วย โอกาสที่จะทำเงินได้ก็คือการเพาะปลูกสมุนไพรซึ่งชื่นชอบแสงแดดน้อย แต่...พวกเขาก็หาพ่อค้ามารับซื้อได้ยากเย็นเหลือเกิน สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คืออาหารมากกว่าเงินทองเสียอีก
ปกติแล้ว หากที่หมู่บ้านมีบุรุษอยู่ พวกเขาสามารถอาศัยการล่าสัตว์และเก็บของป่าบนภูเขาซึ่งอุดมสมบูรณ์มากกว่ามาเป็นอาหาร เมื่อมีเนื้อกิน ผู้คนก็รอดตายได้ แถมยังมีพวกหัวมันหรือผลไม้มากมายที่เติบโตบนนั้นด้วย แม้ว่าจะต้องเสี่ยงต่อสู้กับสัตว์ป่าหรือเจอกับพวกเผ่าม้าแคระ กระนั้นก็ยังดีกว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มาก
“นายท่านทั้งหลาย ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนี้ ข้าชื่อว่า “ลี่รุน” ขอขอบคุณทุกท่านที่มาช่วยเหลือพวกเรา” ชายชราซึ่งเป็นผู้นำหมู่บ้านเล็กๆนี้ลงไปนั่งคุกเข่าเพื่อแทนคำขอบคุณของพวกเขา
เมื่อคนของทางการมา เช่นนี้ก็แปลว่าพวกเขามีทางรอดไปอีกหลายวันแล้ว สมาชิกในหมู่บ้านก็ลงไปคุกเข่ากับชายชราด้วย ส่งผลให้สมาชิกในขบวนแสดงท่าทางไม่ค่อยถูกนัก
“ไม่ต้องขอบคุณขนาดนี้ พวกเรามาที่นี่เพื่อติดตั้งแท่งเตือนภัยเละนำเสบียงบางส่วนมาให้เท่านั้น ไม่ได้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้” ใบหน้าและน้ำเสียงเย็นชาของเขาทำให้ผู้นำหมู่บ้านต้องเงยหน้ามองอีกครั้ง เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม
“ท่าน....นายท่านก็คือท่านเม่ทัพใหญ่หรือไม่ขอรับ” ชายชราเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ใช่” หวงซีเฉิงก็ไม่ได้คิดปิดบัง
“ทะ ท่านแม่ทัพใหญ่ จะ จริงหรือขอรับ” ผู้นำหมู่บ้านแสดงท่าทางตกใจออกมาเมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของเขาฉายแววบางอย่างที่ทำให้แม้แต่ชิงหมินก็ยังสงสัย
คนตัวเล็กตรวจสอบสถานะของอีกฝ่ายทันทีผ่านทักษะของตนเอง และเขาก็ได้รู้ว่าเรื่องราวในหมู่บ้านเล็กๆที่ยากลำบากนี้ ดูแล้วไม่น่าจะใช่เรื่องที่จัดการได้ง่ายๆเลย....
……………………………………………………