เรือยอร์ชสีนางนวลจอดดับเครื่องยนต์อยู่บนผืนทะเลอันดามัน ห่างจากชายหาดป่าตอง หาดชื่อดังของจังหวัดภูเก็ตออกมาเป็ระยะทางกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร บนดาดฟ้าของเรือมีห้าชีวิตกำลังชนแก้วกันอย่างครื้นเครงร่วมกับเสียงฮัมเพลงที่บรรเลงต่อเนื่อง
“อยู่ต่อเลยได้ไหม อย่าปล่อยให้ตัวฉันไป เธอก็รู้ทั้งหัวใจฉันอยู่ที่เธอหมดแล้วตอนนี้”
เสียงทุ่มต่ำคล้ายเสียงของนักร้องต้นฉบับก้องกังวานไปพร้อมกับเสียงโซโล่จากกีตาร์โป่งคลาสสิก ทั้งหมดเปิดคอนเสิร์ตขนาดย่อมโดยมีพื้นเรือเป็เวที ลังน้ำแข็งเป็กลอง และเหล่าดวงดาวระยิบระยับเป็ผู้ชม
พวกเขาเป็นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สาขาออกแบบภายในจากมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งหมดมาเพื่อเลี้ยงฉลองจบการศึกษาปีสี่ที่จะซ้อมรับปริญญาอาทิตย์หน้า จึงถือโอกาสพิเศษนัดรวมตัวดื่มอำลาก่อนแยกย้ายกันไปทำงาน เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ การจะกลับมาดื่มสังสรรค์พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้คงเป็ไปได้ยาก หากมีครอบครัวแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“เฮ้ย! แมกซ์ จะดีเหรอวะที่เอ็งไปมอมเหล้ากัปตันแล้วยังแอบเอาเรือออกมาอีก เกิดเขาฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เห็นเรือจอดเทียบอยู่ริมท่า ข้าว่าพวกเราทุกคนได้ไปนอนกินข้าวแดงในซังเตแน่” ตะวันพูดกับเพื่อน สีหน้าบ่งบอกความวิตกกังวล อาจเป็เพราะนิสัยขี้กลัวมากกว่าคนอื่นก็เป็ได้ เพราะขนาด่เรียนมหาลัยโดดเรียนยังนับครั้งได้เลย
“เอ็งจะกังวลไปทำไมวะ กว่าไอ้กัปตันขี้เมานั่นจะได้สติพวกเราคงกลับไปนอนตีพุงอยู่ที่รีสอร์ทแล้วล่ะ” แมกซ์พูดด้วยแววตามั่นใจพร้อมกระดกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตบท้าย ฟองเบียร์เลอะหนวดปรอยๆที่มุมปาก เขาตวัดลิ้นเก็บกวาดความเรียบร้อย
แมกซ์คือชายหนุ่มที่นั่งบนเก้าอี้ผ้าใบข้างระเบียงถัดจากตะวันไปเล็กน้อย เขาเป็หนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลาเอาเื่ด้วยรูปทรงเรียวยาวคล้ายผลมะม่วง ดวงตากลมโตสีเดียวกับน้ำทะเล ดั้งเป็สันงุ้มปลายเล็กน้อย เคราบางรับกับจอนที่กันเอาไว้อย่างดี ผมลูบเจลเสยเก็บไว้ด้านหลัง ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่แมกซ์จะหน้าตาดีที่สุดในกลุ่มแถมยังป๊อบปูล่าในหมู่สาวๆที่มหาลัยอีกด้วย
อีกคนที่อยู่ข้างกันคือตะวัน หนุ่มที่มีใบหน้าคมยิ่งกว่าใบมีดโกน อำพรางเล็กน้อยด้วยแว่นแฟชั่นสีดำ เฉดผิวน้ำตาลเข้ม ยืนพิงระเบียงกอดอกอยู่มุมเดียวกันกับหนุ่มลูกครึ่ง ทริปสามวันสองคืนครั้งนี้ก็ได้เขาเนี่ยแหละทำหน้าที่ไกด์ชั่วคราว เนื่องจากตะวันอาศัยอยู่ภาคใต้เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว แถม่หยุดยาวปีใหม่ก็ยังชอบพาครอบครัวไปทำกิจกรรมดำน้ำดูปะการังที่จังหวัดภูเก็ตเป็ประจำทุกปี เพื่อนๆเลยลงมติให้หนุ่มเมืองนครศรีธรรมราชเป็ไกด์ในทริปนี้เสียเลย
“ใครเห็นขวดยาของฉันบ้าง”
เสียงหญิงสาวจากมุมมืดเอ่ยถามขึ้นขณะทุกคนเงียบกริบ เธอคือสายป่านสาวผิวสีน้ำผึ้ง ตัวเล็กแต่สมส่วน สวมอยู่ในชุดเอี๊ยมสีฟ้าเข้ม ใบหน้ารูปไข่เปิดหน้าผากรับโหงวเฮ้ง ที่สำคัญเธอมีดีกรีความสวยระดับดาวคณะและยังติดอันดับหนึ่งในสิบสาวเนื้อหอมที่ผู้ชายในรั้วมหาลัยเดียวกันอยากออกเดทด้วยมากที่สุด
“มันตกอยู่ข้างหลังเธอน่ะสายป่าน” หนุ่มลูกครึ่งพูดพลางชี้นิ้ว “ระวังหน่อยสิ ยานั่นสำคัญกับเธอมากไม่ใช่เหรอ”
“ขอบใจนะ” หญิงสาวยิ้มกร่อยๆ
เธอต้องกินยาระงับโรคประสาททุกวันเป็เวลากว่าห้าเดือนแล้ว ั้แ่พ่อของเธอถูกไฟคลอกร่างเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ นับแต่นั้นเป็ต้นมาเธอเริ่มเก็บตัวมากขึ้น จากร่าเริงกลับพูดน้อยลง
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สายป่านไม่ได้กินยาเพราะปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้เป็โรคประสาท วันนั้นเกือบทั้งวันหญิงสาวถือมีดเดินคลุ้มคลั่งไปทั่วโรงอาหาร หวังไล่เสียบผู้โชคร้ายที่เดินมาเข้าทางมีด โชคดีที่ครูและเ้าหน้าที่ตำรวจหาจังหวะตะครุบตัวได้ทันก่อนเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น ตรงกันข้ามหากเธอกินยาตามที่หมอสั่งครบถ้วน สายป่านจะเป็คนปรกติที่น่ารักมากคนหนึ่งเลยล่ะ
ขณะที่ทุกคนเริ่มดื่มช้าลงก็เป็เวลาเกือบตีสองครึ่งแล้ว ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งมองเห็นหมู่ดาวหลายดวงสวยงามถนัดตาในตอนแรก กลับมีหมู่เมฆร่วมใจกันบดบังเสียมิด บรรยากาศโดยรอบเย็นขึ้นเป็ระยะจนหลายคนที่ถอดเสื้อยังต้องใส่กลับคืนเพราะเริ่มสั่นด้วยอุณหภูมิที่ลดลงผิดปรกติ
“เหมือนฝนจะตกเลยว่ามั้ย” ชนินทร์ถามหวานใจ
“นั่นสิ” สาวผมบลอนด์ตอบกลับสั้นๆ
ชนินทร์คือชายหนุ่มผิวขาวออร่าอมชมพู ยืนพิงระเบียงอยู่หลังตะวัน เขาเป็หนุ่มเหนือจากจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาศึกษาอยู่ที่กรุงเทพเป็เวลากว่าแปดปีแล้วั้แ่มัธยมต้นจนจบมหาลัยปีสี่ และเพราะกรุงเทพนี่เองเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามีโอกาสได้รู้จักกับแอน
แอนเป็สาวเอวบางร่างเล็กที่ชอบศัลกรรมเป็ชีวิตจิตใจ ทีแรกเธอขี้เหร่สิวเขรอะเต็มใบหน้า แต่เพราะมีดหมอทำให้เธอสวยจนชีวิตเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็หน้ามือ กลายเป็เน็ตไอดอลที่ชื่นชอบของใครหลายคนบนโลกอินเตอร์เน็ต
ชนินทร์กับแอนคบกันมากว่าสามปีและทั้งคู่ก็รักกันดีมาตลอด ที่สำคัญกำลังจะแต่งงานกันในเดือนหน้าซึ่งตรงกับวันเกิดของแอนพอดี
“แย่แล้ว…รีบช่วยกันเก็บของเข้าข้างในกันเถอะก่อนที่ฝนจะลงเม็ด ดูทางโน้นสิมามืดเลย”
ตะวันชี้ไปยังท้องฟ้าเบื้องบนถัดจากเรือยอร์ชออกไปไม่ไกลนัก เผยให้เห็นกลุ่มเมฆทมิฬก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่เหล่านักศึกษาไม่ทันได้ตั้งตัว ความดำมืดของมันบ่งบอกถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ฟ้าแลบเป็ระยะ บางครั้งก็ผ่าเสียงดัง เปรี้ยง เป็สัญญาณเตือนอย่างดีให้เหล่านักศึกษารีบหลบเข้าที่กำบังโดยเร็ว
ระหว่างที่ทุกคนเตรียมตัวเก็บสัมภาระ หยดน้ำก็ร่วงปรอยจากฟากฟ้ามาขัดจังหวะเอาเสีย เสียงตูมตามสะท้านไปทั่วมหาสมุทร ผนวกกับคลื่นทะเลก่อตัวใหญ่ขึ้นจนเรือยอร์ชลำั์เริ่มโคลงเคลงไปตามแรง ลมหอบเอาข้าวของบนชั้นดาดฟ้าปลิวว่อนกระจายไปคนละทิศทาง ทั้งแก้วน้ำ ขวดเบียร์ รวมถึงภาชนะใส่อาหารทุกอย่าง
มีแต่พายุเท่านั้นที่ทำเื่รุนแรงแบบนี้ได้ ดูเหมือนว่ากลุ่มนักศึกษากำลังเจอเื่ลำบากเข้าซะแล้ว ทั้งหมดช่วยกันเก็บของที่เหลืออยู่บนชั้นดาดฟ้าแล้วรีบลงไปหาที่กำบังชั้นล่างซึ่งเป็ห้องเครื่องบังคับเรือ โชคดีที่ทั้งห้าคนหลบออกจากดาดฟ้ามาได้ทันท่วงทีเพราะหลังจากนั้นเพียงอึดใจเดียวสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก
แมกซ์ไม่รอช้ารีบวิ่งไปยังแผงบังคับเรือระหว่างที่เพื่อนช่วยกันปิดประตูและหน้าต่างทุกบานเพื่อป้องกันฝนและคลื่นที่ซัดโถมเข้ามา หนุ่มลูกครึ่งบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างรวดเร็ว ผลักคันเร่งสุดแรงเกิด หันหัวเรือกลับไปยังหาดป่าตองทันที พวกเขารู้ดีว่ากำลังเจอกับอะไร
“อะไรกันวะ คิดอยากจะตกเวลาไหนก็ได้เหรอ ไม่ยุติธรรมเลย” แมกซ์พูดขณะปาดคราบน้ำฝนบนใบหน้าทิ้ง อีกมือดันคันเร่งมิด
อีกด้านหนึ่งแววตาของชนินทร์ก็จับจ้องอยู่กับความผิดปรกติบางอย่างข้างนอกหน้าต่าง เมื่อมองฝ่าห่าฝนสีขาวโพลนออกไปกลับไม่เห็นเส้นสุดขอบทะเลอย่างทุกครั้ง ชนินทร์ยกมือขยี้ตาเพื่อทดสอบว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดเพราะภาพเบื้องหน้าที่ชายหนุ่มเห็นคือน้ำทะเลก่อตัวเป็คลื่นมหึมา มันเพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีทีท่าว่าจะพอใจ กว่าจะรู้ตัวก็อยู่เหนือดาดฟ้าเรือไปเสียแล้ว ในระดับความสูงกว่าสิบเมตรทำให้เรือขนาดใหญ่ที่เหล่านักศึกษาโดยสารอยู่เล็กลงถนัดตา
ความสูงในระดับนี้เพียงพอที่จะทำให้เรือยอร์ชอัปปางลงได้ไม่ยากเย็น ที่สำคัญมันไล่ตามหลังเรือพวกเขามาอย่างกระชั้นชิด พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าให้กลายเป็ซากจมลงสู้ก้นบึ้งแห่งท้องทะเล
“สึนามิ” ชนินทร์อุทาน ก่อนหันไปมองหน้าเพื่อนๆ
“เอ็งว่าอะไรนะ” ตะวันถามย้ำ ใบหน้าถอดสี ก่อนจะเดินปรี่ไปที่หน้าต่างบานข้างกันหวังดูให้หายแคลงใจ สายป่านกับแอนเดินตามไปสมทบ
สายตาทุกคู่พลันจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ปรากฏความหวาดกลัวสะท้อนออกจากแววตากลับมา ร่างกายทุกคนแข็งเหมือนถูกฉาบไปด้วยคอนกรีต ยืนใจสั่นไม่เป็จังหวะ ใบหน้าพร้อมใจกันซีดลงทันทีโดยไม่ต้องซ้อม อาการสร่างเมาหายเป็ปลิดทิ้งแทนที่ด้วยความสะพรึงกลัว
ขณะที่ทั้งสี่ชีวิตกำลังยืนเสียสติกันอยู่นั้น คนที่ดูเหมือนจะควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นหนุ่มลูกครึ่งที่บังคับเรืออยู่ เขาะโเสียงแข็งกำชับให้เพื่อนๆรีบนำเสื้อชูชีพมาใส่ ทุกคนตื่นจากภวังค์และรีบทำตามทันที แต่ถึงแม้แมกซ์จะไม่เอ่ยเตือน ก็แน่ใจได้เลยว่าพวกเขา้าที่จะสวมมันอยู่แล้ว อาจเป็เพราะใและผวากับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเลยทำให้สมองสั่งงานช้ากว่าที่ควรจะเป็
“แย่แล้ว…มีแค่สามตัว” ตะวันลุกลี้ลุกลนชูเสื้อชูชีพเหนือศีรษะ
“เอาให้สายป่านกับแอนก่อน เพราะพวกเธอว่ายน้ำไม่แข็ง” แมกซ์เสนอความเห็น สาวทั้งสองคนพยักหน้าขอบคุณพร้อมรับเสื้อชูชีพที่ตะวันส่งให้และสวมมันอย่างรัดกุม ผู้หญิงมักได้สิทธิพิเศษเสมอเพราะผู้ชายส่วนมากมักคิดว่าพวกเธอเป็เพศที่อ่อนแอ
ในบรรดาเพื่อน แมกซ์ดูมีความเป็ผู้นำสูงที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดเื่เลวร้ายสักกี่ครั้ง เขาเป็คนเดียวที่มีสติครบถ้วนมากกว่าใคร จึงไม่แปลกที่เพื่อนๆทุกคนในกลุ่มจะเชื่อใจและลงมติกลายๆว่าหนุ่มลูกครึ่งคนนี้เนี่ยแหละที่เป็ผู้นำและเอาอยู่ทุกสถานการณ์ แต่ครั้งนี้อาจไม่แน่
“ให้ตายสิ! เหลือเสื้อชูชีพแค่ตัวเดียวแล้ว” ชนินทร์คร่ำครวญ
“ตะวัน เอ็งใส่มันเถอะ” แมกซ์ตัดสินใจแทนขณะหมุนซ้ายเต็มพิกัด เรือโคลงเคลงตามแรงเหวี่ยงจนทุกคนเซไปชิดริมหน้าต่าง “ฝีมือว่ายน้ำของเอ็งห่วยแตกที่สุด ข้าเคยเห็นมาแล้ว”
“แล้วพวกเอ็งสองคนล่ะ”
“เอ็งคิดว่าข้ากับชนินทร์มีทางเลือกมากรึไง บอกให้ใส่ก็รีบๆใส่ไปเถอะ” หนุ่มลูกครึ่งตะคอกเพื่อนจอมดื้อเสียงดัง ตะวันถอนหายใจก่อนจะยอมสวมโดยดี
“กรี๊ด! พวกนายมองออกไปนอกหน้าต่างนั่นสิ” แอนกรีดร้องพร้อมกับชี้ไปทางหน้าต่างด้านหลังเรือ
เสียงเกลียวคลื่นกระทบเข้ากับโสตประสาทอย่างจังทำเอาเหล่านักศึกษาขนลุกซู่ไปตามกัน มฤตยูสีน้ำเงินไล่ตามเรือโดยสารเข้ามาอย่างกระชั้นชิด เหมือนเสือร้ายไล่ตะครุบเหยื่อที่ไร้หนทางสู้