เดือนไอน์เมเนอร์ (เดือน 4) ปีศักราชเฮ็มดัลที่ 1482
ตัวผม โยฮัน คาร์ริส ไลท์แมน อายุ 6 ปี
ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในตู้โดยสารของรถม้าคันหนึ่ง กับคุณแม่ของผม แมรีแอนนา
มองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นท้องฟ้ายามเช้า สีฟ้าสดใส มีเมฆบางๆ
แสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในตู้โดยสาร
เพียงแค่แสงที่มากระทบกับผิวหน้าผม ก็รับรู้ได้แล้วว่านี่คือแดดของฤดูใบไม้ผลิ
อบอุ่นกำลังดี
ท่ามกลางแสงแดดสดใสยามเช้าแบบนี้ พวกผมกำลังมุ่งหน้าไปยังที่แห่งหนึ่ง
ที่นั่นก็คือ โรงเรียนประถมไฮเซนเบิร์ก
โรงเรียนประถมนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองโคเวอร์ ไม่แม้แต่ในราชรัฐรูซเบฮ์
แต่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของจักรวรรดิ คือเมือง ลิบาเนียส
ซึ่งเป็เมืองในรัฐหลวงชื่อ รัฐเซอร์เวียส
เป็รัฐที่ตั้งอยู่ใจกลางของจักรวรรดิเบอร์มันด์
และเมืองหลวงลิบาเนียสนี้ ก็อยู่กึ่งกลางของรัฐอีกที
หรือก็คือ ตอนนี้พวกเราย้ายมาอยู่กันในเมืองหลวงแล้วนั่นเอง
ถามว่าไกลมากไหมจากเมืองโคเวอร์
เดินทางด้วยรถม้ามาทางตะวันออก ใช้เวลาเกือบ 3 วัน กว่าจะมาถึงเมืองหลวง ระยะทางก็ลองจินตนาการดู
ที่เป็แบบนั้นเพราะรัฐหลวงเซอร์เวียสนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่ข้างๆรัฐรูซเบฮ์
แต่ยังมีรัฐคั่นกลางอยู่อีก เป็รัฐที่ใหญ่เอาเื่ ชื่อรัฐแคนซบาร์
จึงทำให้ต้องมีการแวะพักระหว่างเมืองด้วย
สำหรับเื่ที่อยู่อาศัยของพวกผม
ปกติแล้วขุนนางทุกคนที่อาศัยอยู่นอกรัฐหลวง มักจะมีบ้านอีกหลังเอาไว้ในเมืองหลวง เพื่อพักผ่อน พบปะสังสรรค์ หลีกหนีอากาศหนาวกัน เรียกว่า ทาวน์เฮาส์
แม้ตระกูลเราจะเป็ขุนนางชั้นล่าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าบรรพบุรุษของพวกเราจะเป็แค่บาโรเน็ตมาก่อน เห็นว่าเคยเป็ถึงดยุคด้วยซ้ำ นั่นจึงทำให้ตระกูลเราเองก็มีทาวน์เฮาส์เหมือนกัน ส่วนเื่ที่ว่า ทำไมจึงโดนลดชั้นจากยศสูงสุดอย่างดยุคลงมาอยู่ต่ำสุดที่บาโรเน็ต เก็บเอาไว้เล่าเมื่อมีโอกาส
ข้าวของที่จำเป็ถูกขนย้ายมาเตรียมก่อนแล้ว และหลังจากนี้ก็จะค่อยๆทยอยย้ายมาอีก
กลับมาที่เมืองหลวง
คงสงสัยว่าเมืองหลวงมีลักษณะแบบไหน
อาคารบ้านเรือนของที่นี่แตกต่างจากเมืองโคเวอร์
ในเมืองโคเวอร์จะเป็สไตล์นอร์วีเจียน ทาสีสดใส
แต่เมืองหลวงจะเป็สไตล์วิคตอเรีย เน้นโทนสีอ่อน
ตัวอาคารจะเน้นรูปทรงแบบอสมมาตรแทนที่จะเป็รูปสี่เหลี่ยม อาจมีรูปทรงโค้งงออยู่บ้างทำให้ดูมีความซับซ้อนขึ้น และสีที่ทา จะเป็สีพาสเทลเป็หลัก ทำให้ดูสบายตา ไม่โดดเด่น แต่หรูหรา แบบผู้ดี
ผู้คนของที่นี่ส่วนใหญ่จะแต่งตัวสไตล์เดียวกัน
ผู้ชายใส่สูทแบบทักซิโด้ มีหูกระต่าย บางคนอาจสวมหมวกทรงสูงแบบสุภาพบุรุษ
ผู้หญิง ใส่ชุดเดรสยาว แขนยาว ปิดมิดชิด ใส่ถุงมือ ตัวชุดประดับด้วยลูกไม้และพู่แตกต่างกันไปขึ้นกับความชอบ และสวมหมวกแบบปีกกว้างมีดอกไม้ประดับ
ใช่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่งกายกันแบบสไตล์ผู้ดีอังกฤษ
ผมเคยบอกว่า เมืองโคเวอร์คล้ายเมืองเบอร์เกนของนอร์เวย์
และสำหรับเมืองหลวงลิบาเนียสนี้ ผมอยากให้นึกถึง เมืองหลวงลอนดอน ของอังกฤษในยุควิคตอเรีย จะเห็นภาพได้เข้าใจง่ายกว่า
“คุณแม่ฮะ เฟรอร์จะไหวเหรอ อยู่จัดบ้านคนเดียว”
ยังมีเวลาอีกซักพักกว่าจะถึงที่หมาย ผมจึงหันไปชวนคุณแม่คุย
“ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ พวกเครื่องชามแม่สั่งห้ามแตะไว้แล้ว ที่เหลือเธอจัดการได้”
คุณแม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหันมาตอบ
พวกเราย้ายมาอยู่ในเมืองหลวง แต่ไม่ได้มาหมดทั้งครอบครัว
มีเพียงคุณพ่อคนเดียว ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ที่เมืองโคเวอร์
ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก คุณพ่ออาสาเอง เนื่องจากจะทิ้งคลินิกไปไม่ได้
ตุณพ่อเป็คุณหมอประจำเมือง ถ้าย้ายมาเมืองหลวงก็ไม่มีคนทำแทนได้ จึงจำใจต้องอยู่ที่บ้านคนเดียว
ยังจำดินเนอร์มื้อสุดท้ายก่อนย้ายบ้านได้อยู่เลย คุณพ่ออายุก็ไม่น้อยแล้ว กลับร้องไห้ออกมากลางมื้อเย็น แต่ก็เอาเถอะ พอเข้าใจได้นี่นะ ต้องแยกจากภรรยาสุดที่รักและลูกชาย แถมทางนี้ก็จำเป็ต้องพาเมดรับใช้มาด้วยอีก คุณพ่อเลยต้องอยู่บ้านเพียงผู้เดียว
ถึงจะน่าเป็ห่วงงานบ้านอยู่ก็เถอะ แต่เ้าตัวบอกว่าไม่มีปัญหา ไม่รู้จะเชื่อใจได้ไหม กลับไปก็คงได้รู้กัน
“จะว่าไป เฟรอร์นี่ เป็เมดประจำครอบครัวเรามานานแล้วเหรอฮะ ก่อนผมเกิดอีกใช่มั้ย”
“ที่จริง ก็เพิ่งไม่นานหรอก นั่นสิ ตอนลูกเพิ่งเกิดพอดีเลย ก็ประมาณ 6 ปี ได้แล้วล่ะ”
“พอผมเกิด พวกคุณแม่ก็หาเมดรับใช้ทันทีเลยเหรอครับ”
[แสดงว่าคุณพ่อก็อาจจะอยู่ได้ ถ้าไม่มีเมดรับใช้ล่ะมั้ง]
“เปล่าหรอก ก่อนเฟรอร์ พวกเรามีเมดอีกคนอยู่แล้วน่ะ รู้สึกก่อนแม่จะแต่งเข้ามาซะอีกนะ”
[เอ๋ สรุปก็ต้องมีเมดคอยดูแลเหรอเนี่ย เป็ห่วงบ้านจัง]
“แล้วเมดคนนั้นไปไหนซะแล้วล่ะครับ ลาออกเหรอ”
“เปล่าหรอก อุบัติเหตุน่ะ วันนั้นอยู่ๆฟ้าก็มืดครึ้ม เธอโดนฟ้าผ่าทันทีที่ออกไปเก็บผ้า โชคร้ายจริงๆ”
“น่าสงสารจังนะครับ”
“แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็ประกาศรับสมัครเมดรับใช้คนใหม่ เฟรอร์ก็มาสมัครเป็เมดหลังจากนั้นหนึ่งวันแหละจ้ะ”
[เห จังหวะมันดูเหมาะเจาะดีจริงๆ]
“แต่เฟรอร์ก็เก่งมากเลยนะครับ เธอเคยเป็เมดที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า...ถ้าไม่นับเื่ถ้วยชามนะ”
“ถ้าไม่นับเื่ชุดน้ำชาด้วย...แม่ก็เคยถามเธอไปแล้ว เธอบอกแค่ว่า เคยเป็เมดรับใช้ท่านชายคนหนึ่งมาก่อน จากที่เล่า ราวกับชายคนนั้นเป็เ้าชายจากต่างอาณาจักรงั้นแหละ แม่เองก็ไม่รู้ละเอียดมากกว่านี้แล้ว ว่าทำไมถึงมาลงเอยที่เป็เมดในเมืองชายแดนแบบนี้”
[อือ เป็เมดที่เต็มไปด้วยปริศนาจริงๆ แต่ความสามารถของเธอก็เป็ของจริง รอบด้านทุกอย่าง...แม้จะซุ่มซ่ามไปบ้าง เธอเป็เมดที่ขยันขันแข็งในหน้าที่ ผมไม่เคยเห็นเธอเข้านอนก่อนพวกเราเลย ตื่นมาตอนเช้า ก็เห็นเธอเตรียมบ้านเตรียมกับข้าวก่อนพวกเราเสมอ แม้จะเคยตื่นมากลางดึกแล้วเห็นเธอในชุดนอน แต่ก็คิดอยู่เหมือนกัน ว่าเธอเคยนอนหรือเปล่า]
“งั้นเหรอครับ”
ฮี้! กึก!
แล้วรถม้าก็หยุดลง
เป็สัญญาณว่าพวกเราถึงที่หมายแล้ว
เมื่อเปิดประตู แล้วก้าวลงไป
ก็เห็นภาพของโรงเรียนที่ผมจะเข้าเรียนอยู่เบื้องหน้า
โรงเรียนประถมไฮเซนเบิร์ก
เป็โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่และกว้างขวาง คงต้องใช้คำว่ากว้างสุดลูกหูลูกตา เพราะแค่กำแพงโรงเรียนที่ดูหรูหรานี่ก็ทอดยาวไปสุดสายตาทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
เมื่อเดินผ่านประตูที่โอ่อ่าเข้ามา ก็จะเห็นอาคารเรียน
อาคารเหล่านี้เป็สถาปัตยกรรมแบบโกธิค หลังคาแหลมสูง เน้นรูปทรงเรขาคณิต ทั้งสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยม
อาคารพวกนี้ตั้งเรียงรายเป็กรอบสี่เหลี่ยม ล้อมรอบสนามหญ้าที่อยู่ตรงกลาง
สนามหญ้านี้ที่พวกเรายืนเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา มีน้ำพุอยู่ตรงกลาง เป็ศูนย์กลางของจัตุรัสทางเดิน ที่ปูไปยังอาคารต่างๆ
ทุกอาคารมี 3 ชั้น ที่โดดเด่นที่สุดคือ หอนาฬิกาทรงแหลมสูง ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามทางเข้าพอดี หอนาฬิกานี้ผสานเป็ส่วนหนึ่งกับอาคารที่อยู่รอบๆ
ขณะนี้เวลา 7.35 นาฬิกา
ตามกำหนดการของวันนี้ วันปฐมนิเทศ จะมีการปราศรัยของผู้อำนวยการโรงเรียนที่หอประชุมใหญ่
หอประชุมตั้งอยู่หลังอาคารเรียนฝั่งขวา หรือทิศเหนือ
เพราะโรงเรียนหันทางเข้าออกไปทางทิศตะวันออก
พวกเราจึงเดินไปตามทางหินที่ปูไว้ ตรงไปยังน้ำพุ เพื่อเลี้ยวไปทางขวามุ่งไปที่หอประชุม
“เฮ้! ดูนั่นสิ”
“สวยจังเลย”
“นางฟ้าเหรอ”
“นี่คุณคะ มองอะไร!?”
“ฉันรู้จักเธอนะ” “เธอเป็ใคร บอกฉันหน่อย”
“สามีเป็ใคร อิจฉาจริง”
“ว้าย เด็กอะไรหล่อจัง”
“เ้าชายเหรอ”
“ผู้ชายคนนั้นใครน่ะ? เธอรู้จักไหม”
“เค้าจะมีคู่หมั้นรึยังน้า”
“หล่อกว่าคู่หมั้นฉันอีก”
“ฉันตกหลุมรักแล้ว” “เอ๋!?”
“เป็แม่ลูกที่วิเศษจัง”
“สีผมนั่น พิมพ์เดียวกันเป๊ะ”
ในระหว่างที่พวกเรากำลังเดินคู่กันแม่ลูกอยู่ ก็จะมีเสียงพูดซุบซิบประมาณนี้ให้ได้ยินเสมอ
มันดังมาจากเหล่าผู้ปกครองและนักเรียน ที่อยู่ตามทางที่พวกเราผ่าน
คุณแม่ดูคุ้นเคย แต่ผมยังไม่ค่อยชิน แม้จะตีหน้านิ่งได้ก็เถอะ ก็เพราะเมืองโคเวอร์กับเมืองหลวงมีประชากรต่างกันลิบลับเลยนี่นะ พอคนเยอะเลยกลายเป็ที่สนใจได้ง่ายมาก แถมชาวเมืองหลวงก็ไม่เคยเจอ ‘มาดอนน่าแห่งรูซเบฮ์’ กับลูกชายมาก่อน จึงไม่แปลกที่จะเป็ศูนย์รวมความสนใจจากสายตาทุกคน
คุณแม่วันนี้ แต่งกายในชุดเดรสยาวสีขาว คอเต่า แขนกุดเว้า แต่สวมถุงมือสีขาวยาวถึงกลางต้นแขน ตัวชุดปักลวดลายหรูหราสีทอง คุณแม่ไม่เลือกสวมหมวกปีกกว้างเหมือนผู้หญิงคนอื่นในเมือง เพราะอยากรับแสงแดดที่อบอุ่นกว่าเมืองโคเวอร์ จึงทำให้ผมยาวสลวยทอแสงระยิบระยับยามก้าวเดิน
พูดถึงชุดแต่งกาย ตัวผมและเด็กคนอื่นต่างใส่เครื่องแบบของโรงเรียนกันแล้วในวันนี้
สำหรับเด็กผู้ชาย
จะใส่เสื้อเชิ้ตขาว ผูกหูกระต่ายสีดำ สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีเทา กางเกงสแล็คสีเทา รองเท้าหนังสีดำ
นี่คือเครื่องแบบปกติ ที่ใส่่อากาศอบอุ่น ในฤดูใบไม้ผลิ กับ ฤดูร้อน
แต่พอเข้าฤดูใบไม้ร่วง กับ ฤดูหนาว ก็จะสวมเสื้อตัวนอกสีดำทับไปอีกตัว
พูดถึงฤดูกาล
เมืองหลวงไม่ได้มีฤดูหนาวยาวนานเกือบครึ่งปีเหมือนรูซเบฮ์อีกแล้ว
ฤดูหนาวเหลือเพียง 4 เดือน
กลายเป็ 4 ฤดู ฤดูละ 4 เดือน เหมือนกับประเทศทั่วไปในทวีปนี้
“โยฮัน!”
เสียงเรียกชื่อผม น้ำเสียงที่คุ้นเคย
เป็เสียงของสาวน้อย ที่ฟังดูสดใส ราวกับเสียงของนกน้อยโรบินร้องเพลงรับอรุณรุ่ง
“แองจี้”
ผมหันไปทักทายเธอ
แองจี้ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนนี้เช่นกัน
เธอแต่งชุดเครื่องแบบของเด็กผู้หญิง
เดรสสีขาวยาวถึงเข่า ปลายจีบ มีลูกไม้ ดูหรูหรา ผูกหูกระต่ายสีดำ สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีเทา แต่ยาวเลยเอวลงมาเล็กน้อย เธอสวมถุงน่องขาว รองเท้าหนังเด็กผู้หญิงสีดำ
และถ้าเป็่ฤดูหนาว ก็จะสวมทับด้วยเสื้อนอก เบลเซอร์สีดำ
เธอเดินคู่มากับผู้ปกครอง ซึ่งก็คือ บารอเนส เจราลดีน ภรรยาของหัวหน้าอัศวิน บารอน คลาวด์ นั่นเอง
คุณเจราลดีน แต่งกายแบบผู้ดีเมืองหลวงแบบจัดเต็ม
เดรสยาวคลุมข้อเท้าแบบวิคตอเรียสีฟ้า ประดับทั้งพู่และลูกไม้ ใส่ถุงมือสีขาว มัดผมเป็มวยแล้วสวมทับด้วยหมวกปีกกว้างสีขาว บนหมวกประดับด้วยดอกกุหลาบผ้าสีฟ้า
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
“อื้อ คิดถึงมากเลย”
แองจี้ที่ไม่ได้เห็นหน้ามาเกือบ 3 เดือน ั้แ่เหตุการณ์ไวเวิร์นนั่นแล้ว ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยรวมยังยิ้มเก่งน่ารักเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนแก้มจะแดงระเรื่อเวลาเธอยิ้ม คงจะดีใจที่ได้เจอเพื่อนสนิท เป็ธรรมดาของเด็กวัยนี้ แถมเหมือนเธอจะสูงขึ้นด้วย นี่ก็เป็ธรรมดาของเด็กวัยนี้อีก เด็กผู้หญิงจะสูงเร็วกว่าเด็กผู้ชาย
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะจ้ะ เจร่า”
“ทางนี้ก็เช่นกันจ้ะ แมรี่แอน”
พวกคุณแม่ทั้งสองยิ้มทักทายกัน
จากการเรียกชื่อเหมือนทั้งสองจะรู้จักกัน แถมสนิทกันอยู่แล้ว
เป็เื่ปกติของสังคมขุนนาง ที่บรรดาขุนนางจะรู้จักกันเอง โดยเฉพาะในเมืองเล็กๆอย่างโคเวอร์ ที่มีขุนนางไม่มาก ยิ่งไม่แปลกถ้าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว อาจเป็ตามงานพบปะสังสรรค์ของเหล่าขุนนาง หรืองานพิธีมงคลของขุนนางท่านอื่นๆ ที่จะเชื้อเชิญขุนนางทุกคนมาร่วมเป็เกียรติเสมอ
“ฉันไม่เห็นลอว์เลนซ์เลย เค้าไม่ได้มาด้วยเหรอ”
“เค้าอาสาอยู่ที่เมืองโคเวอร์ต่อน่ะ ทิ้งงานมาไม่ได้”
“เหมือนกับคลาวด์ของฉันเลยสินะ...ตาคนนั้นเองก็ทิ้งลูกน้องมาไม่ได้เหมือนกัน”
คุณเจราลดีนหลับตาถอนหายใจ
“ลอวซ์ของฉันบอกว่าไม่ต้องห่วง แต่มันก็อดวางใจไม่ได้หรอกนะ ตาบ้าวุ้นปลานั่น คงไม่กินอย่างอื่นแน่เลย”
“คลาวด์เองก็เหมือนกัน ทางนี้ต้องพาเมดจีน่ามาด้วย ตานั่นจะกินอย่างอื่นนอกจากแกะย่างไหมนะ”
“ผู้ชายนี่เนอะ คงอยากทำเป็เก่งต่อหน้าลูกแหละ”
“นั่นสิเนอะ”
หลังจากพูดคุยตามประสาภรรยาด้วยกัน พวกคุณแม่ก็เริ่มหัวเราะ หุหุ
ทำเป็เก่งเหรอ...
คุณพ่อของผมน้ำตาแตก เสียฟอร์มในดินเนอร์มื้อสุดท้ายซะจนหมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว
แม้จะเสียมารยาท แต่ผมแอบ ‘โปรไฟลิ่ง’ ดูในหัวคุณเจราลดีน แล้วก็เห็น
ท่านลอร์ดคลาวด์ร้องไห้กอดลูกสาวและภรรยา ก่อนโบกมือลาทั้งสองที่นั่งรถม้าจากมา ปาดน้ำตาที่ไหลเต็มหน้าด้วยต้นแขน
สภาพก็พอๆกันทั้งคู่
ถ้าเกิดระยะทางห่างกันแค่วันเดียว ก็อาจจะพอกลับไปเยี่ยมได้ทุกสัปดาห์
แต่นี่ห่างกัน 3 วัน คงต้องรอให้ถึงวันหยุดเทศกาลยาวๆเท่านั้นแหละนะ
หลังจากพูดคุยกันจนหนำใจ พวกเราสองครอบครัวก็พากันเดินเข้าไปในหอประชุมหลังอาคารเรียนฝั่งทิศเหนือ และนั่งรอ พูดคุยกันจนกว่าผู้อำนวยการจะขึ้นมากล่าวปราศรัยตอน 8.00 นาฬิกา
ผู้อำนวยการแห่งโรงเรียนประถมไฮเซนเบิร์ก
วิซเคาท์ ซานโดร เนสส์ ไฮเซนเบิร์ก
เป็ชายร่างสูง ผมสีดำ เซ็ทลู่ไปด้านหลัง มีผมหงอกแซมอยู่ด้านข้าง อายุคงจะราวๆ 35 ถึง 40 ปี ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่ไว้หนวดเครา ั์ตาสีเหลือง คิ้วค่อนข้างหนา ปลายคิ้วชี้ไปด้านข้าง ทำให้เหมือนดูจริงจังตลอดเวลาที่ไม่ยิ้ม แต่พอยิ้มแล้วกลับยิ้มได้สวยงาม ดูจริงใจ อ่อนโยน และน่าเชื่อถือ ยิ้มโดยเห็นลักยิ้ม ตาหรี่ลงจนเห็นรอยย่นของตีนกา นี่คือการยิ้มที่สมบูรณ์แบบ รอยยิ้มที่จริงใจ
เมื่อรวมเข้ากับเครื่องแต่งกายในชุดทักซิโด้สีดำแบบมีหาง กางเกงขาว ผูกหูกระต่าย เป็ชุดที่คล้ายกับชุดที่เ้าบ่าวชอบใส่กันบ่อยๆในงานแต่งงาน ทำให้ท่านลอร์ดซานโดรคนนี้ มีภาพลักษณ์ที่ดูสุภาพและเป็มิตร ภาพลักษณ์ที่คู่ควรสำหรับคนเป็ผู้นำ
โรงเรียนนี้เป็โรงเรียนอกชน
และเป็โรงเรียนประถมแห่งเดียวในจักรวรรดิ
หมายความว่า จักรวรรดิมีโรงเรียนสำหรับเด็กประถมแค่แห่งเดียว แถมยังเป็เอกชนด้วยงั้นเหรอ?
เข้าใจถูกแล้ว
ไม่มีแม้แต่โรงเรียนประถมของรัฐ
โรงเรียนประถมมีอยู่แค่ที่เดียวคือที่นี่
ถ้าแบบนั้น แสดงว่ามีนักเรียนเข้าเรียนเยอะมากเลยรึเปล่า
เฉลี่ยแล้วปีละ 1,000 คนเท่านั้นเอง
อย่างที่บอกว่าที่นี่เป็โรงเรียนเอกชน ค่าเล่าเรียนจึงแพงมาก เทอมละ 3 เหรียญเงิน (300 ดอลลาร์ หรือราวๆ 10,000 บาท) และจะจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเรียนระดับสูงขึ้นไป
นั่นจึงเป็เหตุผลที่มีนักเรียนเข้าเรียนน้อย เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในจักรวรรดิ เป็ชาวบ้านฐานะปานกลางถึงยากจน แทบจะคิดเป็ 90 เปอร์เซ็นต์ของจักรวรรดิด้วยซ้ำ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนที่เข้าเรียนไม่ได้ จะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ
เมื่ออายุ 13 ปี ชายชาวจักวรรดิสามารถเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารยามของจักรวรรดิได้ เป็โรงเรียนของภาครัฐที่ฝีกให้ผู้ชายจบมาเป็ทหารยาม ปกป้องบ้านเมือง
หรือก็คือ ผู้ชายมีโอกาสได้เรียนหนังสือ เมื่ออายุ 13 ปี
แต่ผู้หญิงเท่ากับหมดโอกาส
ถ้าไม่สามารถเข้าเรียนประถมเอกชนได้ ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้เรียนหนังสืออีกเลย เพราะโรงเรียนเตรียมทหารยามรับแต่ผู้ชาย ผู้หญิงที่เกิดในครอบครัวฐานะยากจนจึงทำได้แค่ หางานเลี้ยงชีพั้แ่เป็เด็กเท่านั้น...เฉกเช่น มาร์ธา
ดูเหมือนในโลกนี้ และในจักรวรรดินี้ยังคงมีแิกีดกันทางเพศอยู่
ผู้ชายเป็ใหญ่กว่าผู้หญิง นี่คือ บรรทัดฐานทางสังคมของจักรวรรดิ
กลับมาที่โรงเรียนประถม
โรงเรียนมีการสอน 4 วัน ใน 1 สัปดาห์
สัปดาห์หนึ่ง หยุด 3 วัน
เริ่มเรียนแปดโมงเช้า เลิกเรียนบ่ายสาม
มีปิดเทอม 2 ่ คือ
่ฤดูใบไม้ร่วง 2 เดือน (เดือน 8 ถึง 9) และ ่ปลายฤดูหนาว 3 เดือน (เดือน 1 ถึง 3)
ส่วนวิชาที่เรียน ทางครูผู้สอนจะอธิบายต่อไปอีกที
การแบ่งห้องเรียน
เนื่องจากไม่มีการสอบคัดเลือก ขอแค่มีเงินจ่าย ไม่ว่าใครก็เข้าเรียนได้
จึงแบ่งห้องเรียงตามกำลังทรัพย์ ถ้าพูดให้ตรงคือ ยศถาบรรดาศักดิ์
ห้อง A จะเป็ห้องของลูกขุนนางระดับ เอิร์ล (ท่านเคานต์) ขึ้นไป
ห้อง B เป็ของลูกขุนนางระดับ บารอน (ท่านลอร์ด) ขึ้นไป และแองจี้อยู่ในห้องนี้
ห้อง C เป็ห้องของสามัญชน แต่มีฐานะที่ร่ำรวย มากพอจะจ่ายเงินสำหรับเรียนห้องนี้ไหว ซึ่งผมอยู่ห้องนี้
และห้อง D เรียงลงไปอีก 8 ห้อง จะเป็ห้องของประชาชนที่มีฐานะทางบ้านเรียงจากมากไปน้อย
ชั้นปีนึง จึงมี 12 ห้อง
นี่ก็เป็อีกหนึ่งบรรทัดฐานทางสังคมของจักรวรรดิ
ระบบยศถาบรรดาศักดิ์
หลังจากผู้อำนวยการกล่าวจบ ก็ลงมาจากเวที จับมือ ส่งยิ้ม ทักทายให้กับบรรดาคุณครูและผู้ปกครองที่เป็ขุนนางชั้นสูง ยิ้มแบบเห็นลักยิ้ม ปรากฏรอยยตีนกา ยิ้มแบบจริงใจ
แม้ผมจะบอกไปว่า โรงเรียนนี้ไม่มีสอบคัดเลือก
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทดสอบความสามารถ
การทดสอบนี้เป็การเก็บข้อมูลทักษะความสามารถโดยรวมของนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็ ทาเลนท์ สกิล ความรู้ พละกำลังกาย และที่พิเศษสุด พลังเวท
แต่การทดสอบจะมีขึ้นใน่บ่าย โดยเฉพาะการทดสอบพลังเวทที่จะวัดในวันนี้นั้น จำเป็ต้องมีการอธิบายคร่าวๆก่อน
ดังนั้นรายการถัดไปของเช้านี้จึงเป็ การเยี่ยมชมการสอนของผู้ปกครอง
เหล่านักเรียนจะถูกพาไปยังห้องของตัวเอง โดยครูประจำห้องนั้น
ห้อง C ของผม
ครูประจำชั้นชื่อ อีวาน ไรลีย์
เป็ชายร่างสูง ตัวค่อนข้างผอม หัวล้าน ตาตี่ ใส่แว่นกลม ไว้หนวดทรงเคราแพะ คาดว่าอายุน่าจะประมาณ 35 ปี
ครูอีวาน นำทางนักเรียนและผู้ปกครองมายังห้องเรียนที่อยู่ชั้น 1 ของอาคารเรียน
ห้องเรียนมีโต๊ะนั่งเรียนแบบอัฒจันทร์ เป็ขั้นบันไดแบบที่เห็นได้ในห้องเลคเชอร์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าออกแบบได้ดีสำหรับห้องเรียนที่อาจต้องบรรจุนักเรียนเกือบ 100 คน ถึงห้องผมจะมีแค่ 55 คนก็เถอะ
นักเรียนเลือกที่นั่งตามสะดวก ส่วนผู้ปกครองยืนเฝ้าอยู่ด้านข้างกับด้านหลังของห้องเรียน
เมื่ออยู่กันพร้อมหน้า สิ่งที่ต้องทำเป็ปกติคือ ทำความรู้จักกัน
ให้นักเรียนแค่ละคนแนะนำตัวเอง และความสามารถพิเศษ ถ้าเกิดว่ามี
ในห้องนี้มีคนที่ผมรู้จักดีอยู่ด้วยคนหนึ่ง
นั่นคือ ไฮดริค นั่นเอง
หนุ่มน้อยผมบลอนด์ ชอบทำตาเหม่อลอย (ตอนนี้ตาสดใสขึ้นแล้ว) ทาเลนท์ ‘สื่อสารกับสรรพสัตว์’ ที่เป็เพื่อนซี้ผม ตอนเรียนโรงเรียนเด็กกิฟท์
หลังจากนั้น อาการติดอ่างก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว คงเพราะมีผมคอยช่วยฝึกให้ตลอดด้วยนั่นแหละ
ตอนนี้ถ้าไม่เกิดอาการประหม่า หรือเครียดจัด ไฮดริคก็จะไม่มีอาการติดอ่างให้เห็นอีกเลย
สังเกตได้จากการนำเสนอตัวเองที่พูดได้ชัดถ้อยชัดคำ ผมที่เป็ครูฝึกให้มาตลอดรู้สึกเป็ปลื้ม
เมื่อคนสุดท้ายแนะนำตัวเสร็จ ก็จะเป็การจำลองการสอน
เพื่อให้เหล่าผู้ปกครองได้เห็นว่า ในโรงเรียนเอกชนแห่งนี้สอนนักเรียนกันยังไง และวางใจได้ว่าตนเองจ่ายเงินคุ้มค่าแล้วที่ส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่
วิชาที่สอนคือ พื้นฐานเวทมนตร์
เป็วิชาที่ในการจำลองการสอนนี้ ครูทุกคน ต้องสอนเหมือนกันหมดทุกห้อง
เพราะ่บ่ายจะเป็การวัดพลังเวทของนักเรียน จึงต้องมีการปูพื้นฐานเล็กน้อยให้พอเข้าใจก่อน
คุณครูอีวานอธิบายคร่าวๆว่า
เวทมนตร์ คือศาสตร์ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติขึ้น เป็วิชาที่นำพลังเวทที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์มาแปรเปลี่ยนเป็พลัง ที่สามารถบิดเบือน หรือแทรกแซงความเป็จริงได้
ยกตัวอย่างเช่น การเสกไฟขึ้นมาบนมือ
(แล้วครูอีวานก็ร่ายคาถา เสกไฟให้ดู)
เด็กส่วนใหญ่จะเฉยๆ เพราะเห็นได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
ครูอีวาน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ พลังเวทกับเวทมนตร์ ให้เห็นภาพโดยนำไปเทียบกับ น้ำมันและไฟ
(ครูอีวาน วาดภาพประกอบบนกระดานดำ แต่ไม่เขียนอธิบายกำกับ เพราะเด็กส่วนใหญ่ยังอ่านเขียนไม่เป็)
พลังเวทเป็เหมือนน้ำมัน ที่เอาไว้ใช้จุดไฟที่เป็เวทมนตร์
จะร่ายเวทได้ จำเป็ต้องใช้พลังเวท
และยิ่งมีพลังเวทมาก ก็ยิ่งทำให้ไฟลุกไหม้ได้สว่างมาก และนานขึ้น
พลังเวทมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน
แต่มนุษย์ใช่ว่าจะมีพลังเวทปริมาณเท่ากันหมด
ปริมาณพลังเวทเป็คุณสมบัติที่แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล มันถูกกำหนดเอาไว้ั้แ่คนๆนั้นเกิดมา
หรือก็คือ ใครที่เกิดมามีพลังเวทมากกว่า ก็จะสามารถใช้เวทได้ทรงพลังกว่าคนอื่นๆมาก
และผู้ที่ใช้เวทมนตร์ได้ทรงพลัง ก็จะมีคุณสมบัติเป็ผู้ใช้เวทมนตร์ชั้นสูงได้มากกว่าคนอื่นๆ ที่เรียกกันว่า ‘จอมเวท’ นั่นเอง
เพราะแบบนี้จึงต้องมีการทดสอบเพื่อวัดพลังเวท
เพื่อระบุผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็ผู้ใช้เวทมนตร์
ใครที่มีพลังเวทมาก ก็จะมุ่งเน้นไปทางการเรียนรู้เวทมนตร์
ใครที่มีพลังเวทน้อย ก็เน้นไปทาง กำลังกาย ทักษะ สกิล ความรู้ด้านอื่นๆ
ซึ่งเื่เ่าั้ ต้องหลังการทดสอบ่บ่ายวันนี้