เปลวเทียนไหวระริกอยู่ในแสงสลัวกุหลาบดอกงามชูช่ออยู่ในแจกันทรงเรียว เป็องค์ประกอบที่ทำให้บรรยากาศซึ้งใจยิ่งเสียกว่าในห้องเครื่องดื่มที่ตามไฟไว้อย่างจัดจ้า
ซูชานยกแก้วเครื่องดื่มบางเฉียบขึ้นจิบแสงจากดวงเทียนส่องต้องเรือนผมสีน้ำตาลเข้มหยักสลวย เกล็ดเกลือบาง ๆที่ทาอยู่รอบขอบแก้วเป็ประกายราวแก้วผลึก เธอใช้ลิ้นเลียลิ้มชิมรสเกลือที่ติดอยู่กับเรียวปากอย่างไม่ตั้งใจเมื่อวางแก้วกลับลงบนโต๊ะตัวเล็กตรงหน้า
และแล้ว เธอก็ปรายตามองไปทางบุรุษผู้นั่งอยู่ตรงข้ามเป็ครั้งที่พันแล้วกระมังที่ซูซานเฝ้าพิจารณาใบหน้าที่แฝงแววถือตัวจนเกือบจะคล้ายความโอหังนั้น เป็ใบหน้าที่ประกอบด้วยสันกรามที่หนักแน่น ริมฝีปากบางเฉียบจมูกโด่งเป็สันดวงตาเป็สีเข้มเกือบดำ ฉายแววไม่ยินดียินร้ายใด ๆ ทั้งสิ้นคิ้วเข้ม เรือนผมของเขาเกือบจะเป็สีเดียวกับของเธอ เพียงแต่ว่าในแสงสลัวยามนี้ ทำให้มันดำสนิทราวกับขนกาน้ำมิได้เป็ประกายอมทองเช่นของเธอเท่านั้น
วอร์เรน ซูลลิแวน มิได้มองมาทางเธอเขากำลังกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเครื่องดื่มแห่งนั้น ด้วยดวงตาคมปลาบที่บอกถึงความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาซึ่งทำให้ซูซานมีความรู้สึกว่า ในยามนี้ เขากับเธอช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน
เธอโน้มตัวเข้าไปหาเขา เอื้อมมือไปแตะนิ้วเรียวๆ ที่เกาะกุมอยู่กับแก้วเครื่องดื่ม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ทำให้คอเสื้อรูปตัววีเผยออกเผยให้เห็นเสื้อชั้นในที่ประดับด้วยลูกไม้แสงเทียนสาดลงต้องเพชรที่ประดับอยู่บนเรือนแหวนที่เธอสวมใส่อยู่เป็ประกายระยิบเล็บเรียวงามนั้นได้รับการตบแต่งไว้ในแบบที่วอร์เรนชอบ
ััจากฝ่ามือนั้น เรียกให้เขาหันกลับมามองหน้าเธอแววในดวงตาอ่อนโยนลงรอยยิ้มอ่อน ๆ ฉาบฉายขึ้นที่ริมฝีปากเขาละมือจากแก้วเครื่องดื่ม จับปลายนิ้วของเธอไว้ซูซานพยายามที่จะไม่ใส่ใจกับรอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่นนั้น เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังเห็นแววชื่นชมในดวงตาของเขายามที่มองมายังเธอ
“เราจะเป็คู่แต่งงานที่เหมาะสมกันมากทีเดียวซูซาน” ความเป็จริงที่ปรากฏอยู่ถูกเปล่งออกมาเป็คำพูดเรียบ ๆ คล้ายกับว่า เขาได้ตั้งคำถามอยู่กับตัวเองตลอดเวลาและเพิ่งจะหาคำตอบที่ถูกต้องได้ด้วยความพอใจอย่างยิ่ง
ซูซานยิ้มให้เขา แผงขนตาสีเข้มหรุบลงบัดนี้เธอเคยชินเสียแล้วกับลักษณะการพูดจาของวอร์เรน ซึ่งห่างไกลจากคำพูดหวาน ๆมาก แต่เธอก็มิได้นึกรังเกียจอย่างใด เขาไม่เคยพูดจาประสาคนรักเป็เชิงขอแต่งงานกับเธอด้วยซ้ำเพียงแต่บอกตรง ๆ ว่าเขากับเธอจะต้องแต่งงานกัน และถือว่า การที่เธอตอบรับตกลงที่จะแต่งงานด้วยนั้นเป็สิ่งที่เขาคาดคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็อยากจะขอถามท่านทนายความสักหน่อยได้ไหมคะว่าทำไมถึงได้รับประกาศคำพิพากษาทำนองนี้ ในขณะที่พวกลูกขุนไม่ได้นั่งรวมอยู่ในห้องด้วยล่ะ?” เธอพูดเสียงเบาเผยอเปลือกตาขึ้นมองหน้าเขา ซึ่งออกจะห่างไกลจากคำว่าอ่อนโยนอยู่มาก
และริมฝีปากของเขาก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเป็รูปรอยคล้ายจะยิ้มอีกครั้ง
“ก็เพราะว่า... ฟังนะ ที่รักขณะที่คุณตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่นั้น ผมแทบจะมองไม่เห็นความเป็ผู้หญิงของคุณเลยน่ะสิผมหมายถึงว่า ผู้หญิงที่เป็ผู้หญิงอย่างที่คุณกำลังเป็อยู่ในเวลานี้ คุณน่ะมีนิสัยคล้ายกับผมมากคือไม่ยอมให้เื่ส่วนตัวเข้ามาปะปนกับเื่งานที่กำลังทำอยู่ เพราะฉะนั้นผมถึงได้บอกว่าเราทั้งสองคนจะเป็คู่แต่งงานที่เหมาะสมกันอย่างที่สุดไงล่ะ”
“ที่คุณพูดมาก็เป็ความจริงอยู่หรอกค่ะ”เธอตอบ และได้เห็นเขายักไหล่เบา ๆ ราวกับว่า มันเป็เื่สำคัญที่รองลงมาเท่าที่ซูซานจะทำได้ก็เพียงแต่สะกดกลั้นมิให้ตัวเองต้องถอนใจออกมาเท่านั้น
หลายต่อหลายครั้ง ที่ซูซานอดคิดไม่ได้ว่าวอร์เรนรักเธอจริง ๆ หรือเปล่า ก็ออกจะโชคดีอยู่บ้าง ที่มันยังมีอยู่หลายครั้งที่เขาสามารถทำให้เธอเชื่อเช่นนั้นได้และในยามนี้ เธอก็ใคร่ที่จะได้อยู่กับเขาตามลำพังสองต่อสองในสถานที่ซึ่งมิใช่มากด้วยผู้คนเช่นนี้เพื่อที่ว่าเขาจะได้สร้างความมั่นใจให้เกิดกับเธอได้มากขึ้น
เธอไล้นิ้วไปตามขอบแก้วที่เคลือบไว้ด้วยเกล็ดเกลือแต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าวอร์เรนกำลังกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องอีกแล้ว และราวกับว่าเขารู้สึกตัวว่าเธอกำลังมองเขาอยู่ วอร์เรนจึงได้เบือนสายตากลับมามองและประสานกับแววชื่นชมบูชาในสายตาที่เธอกำลังมองเขาอยู่
“ผมเคยคิดสงสัยอยู่เสมอนะ” เขาเอยขึ้นอย่างใคร่ครวญ “ว่ามันจะต้องใช้เวลาอีกนานสักแค่ไหนกว่าที่ผมจะเกิดความสนใจในตัวคุณ ถ้าหากว่าพ่อผมไม่เกิดเจ็บขึ้นมา และผมจะต้องทำหน้าที่เป็ตัวแทนของท่านในงานเลี้ยงวันคริสต์มาสตอนนั้นคุณทำงานอยู่กับเรามานานเท่าไหร่? ... 2 ปีได้ไหม?”
“ 4 ปีค่ะ” ซูซานกล่าวแก้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“คือฉันเป็พนักงานพิมพ์ดีดอยู่ 2 ปี แล้วก็ได้เลื่อนขึ้นมาเป็เลขานุการของคุณอีก2 ปี”
“ ผมเคยคิดอยู่บ่อย ๆว่าคุณน่ะเป็คนที่มีเสน่ห์มาก” วอร์เรนพูดต่อ มิได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ กับการที่เขาไม่รู้ว่าเธอทำงานกับบริษัทมานานเท่าไรแล้ว“แต่คุณออกจะเป็คนชาเย็นสงบเสงี่ยมมากเสียจนผมเดาไม่ออกว่า จริง ๆแล้วคุณเป็ผู้หญิงที่มีชีวิตจิตใจ ร่าเริง เพียงแต่เอาเสื้อคลุมแห่งประสิทธิภาพในการทำงานมาสวมไว้เท่านั้นจนกระทั่งถึงวันงานวันนั้น ... ที่คุณถอดเสื้อคลุมออก ... ”
“คุณนึกไม่ถึงสินะคะ ที่รัก”ซูซานพูดเสียงเครือ “ว่าวันนั้น วันที่พนักงานฝ่ายหญิงของซุลลิแวน แอนด์โฮลเมส เขาดีใจกันขนาดไหนตอนที่ได้รู้ว่า คุณจะมาร่วมงานฉลองคริสต์มาสกับพวกเราด้วย”
“รวมทั้งคุณด้วยอย่างนั้นหรือ?” เขาเน้นเสียงถาม
“สงสัยว่าฉันอาจจะเป็คนที่แสดงความยินดีดังกว่าใครมังคะ”เธอยิ้มอย่างนึกขัน “ฉันก็เคยบอกคุณแล้วไงคะ ว่าฉันหลงรักคุณั้แ่วันแรกที่ฉันเห็นหน้าคุณด้วยซ้ำแต่ในขณะที่คุณมีพวกสาว ๆ ในวงสังคมเดียวกันคอยจ้องคุณอยู่อย่างนั้นมากมายนั่น ฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเป็ผู้หญิงที่คุณเลือก”
“พวกนั้นเป็พวกที่ไม่มีสมองทั้งนั้นแหละน่า”เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม “ผมไม่เคยสนใจเลยสักคนเพราะ้าจะมองหาใครสักคนที่เหมือนคุณคือมีทั้งไหวพริบปฏิภาณ มีความเข้าใจในตัวผมเข้าใจไปถึงหน้าที่การงานและตำแหน่งที่ผมดำรงอยู่และพร้อมที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนผมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปกว่านี้ด้วย จนกระทั่งผมพบคุณเข้าผมเคยพบผู้หญิงมาหลายต่อหลายคนที่มักจะอารมณ์เสีย ทำกระด้างกระเดื่องเข้าใส่ พอรู้ว่าผมจำเป็จะต้องสละเวลาให้กับงานมากกว่าที่จะให้กับเขา”
“อันที่จริงคุณควรจะออกเดตกับลูกสาวคุณหมอมากกว่านะคะ”ซูซานพูดปนหัวเราะ “เพราะฉันไม่เคยรู้อะไรมากไปกว่าเื่การเรียนหนังสือหนังหาเท่านั้นผู้หญิงบางคนเขาก็คิดว่าการที่จะมีลูกไปพร้อม ๆกับเรียนหนังสือน่ะมันไม่ใช่เื่ที่ผิดแผกแตกต่างหรือเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตของเขาได้มันไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เคยเสียใจที่ไม่มีใครมาสนใจตัวฉันหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าแม่เคยสอนฉันอย่างอดทนและด้วยความเข้าใจอย่างที่สุดว่า ยังมีเวลาอีกมากมายนักที่คนเราจะได้เรียนรู้ในเื่อย่างนี้”
ซูซานรู้ว่า วอร์เรนก็ฟังที่เธอพูดอยู่แต่กระนั้น เขาก็ยังนั่งในท่าเอี้ยวตัว กวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องอยู่นั่นเอง สำหรับค่ำวันนี้ทั้งเขาและเธอ มิได้นัดหมายที่จะพบกับใครไว้ ซึ่งทำให้เธออดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเขาถึงได้แสดงความสนใจในลูกค้าคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ตามโต๊ะต่าง ๆ นัก แต่แล้วความสนใจใคร่รู้นั้น ก็ได้รับการเฉลยในเวลาไม่นานนักเมื่อเขาเบือนหน้ากลับมามองเธออีกครั้ง