บุตรชายตัวน้อยของบัณฑิตจาง

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 56 ฤดูหนาวมาเยือน

            เหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่ถึงสิบวันจะเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่จางอี้หมิงก็ยังหาทางออกของความฝันที่น่ากลัวนั้นไม่ได้สักที ในแต่ละวันที่ผ่านไปเขาจึงมีท่าทางเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา หาได้มีความสดใสสมวัย

     

            ในตอนนี้บ้านจางหาได้มีปัญหาเรื่องเงินทองไม่ เนื่องจากรายได้ส่วนแบ่งจากเหลาอาหารซิ่งฝูและน้ำตาลผักจากบ้านซุนที่ทำน้ำตาลผักออกมาขายให้กับเถ้าแก่หวังสำหรับขายให้ชาวเมืองไห่ถังก็มากมายเกินคาด


            เมื่อไม่สามารถคิดถึงวิธีการแก้ปัญหาได้ จางอี้หมิงจึงเลือกใช้เงินในการแก้ไขปัญหา ในเมื่อเขามีเงินอยู่มากมายจึงนำเงินครึ่งหนึ่งที่มีไปจัดซื้อเสบียงมาเก็บไว้ยังที่ทำการกลุ่มการค้าหลัวถงเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ


            ทำไงได้จางอี้หมิงก็แค่เด็กคนหนึ่งไม่ใช่ผู้วิเศษที่ไหน...


            อาจจะจริงดังท่านปู่ถงว่า หากเตือนไปแล้วภัยหนาวไม่เกิด ชาวบ้านก็เสื่อมความเชื่อถือ หากเกิดขึ้นจริงเสบียงเหล่านี้เพียงพอสำหรับครอบครัวของเขาและอาจจะช่วยชาวบ้านได้นิดหน่อย อย่างน้อยเขาก็ทำจนสุดความสามารถแล้ว


            หลังจากกักตุนเสบียงอาหารเตรียมไว้หมดจนพอใจแล้ว เมื่อใกล้ฤดูหนาวแล้วจางอี้หมิงจึงทุ่มความสนใจไปที่การปลูกผักเป็นหลัก ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่จางอี้หมิงขลุกอยู่กับสองหมิงตั้งแต่เช้า


            “นายน้อยขอรับ ดินเท่านี้เพียงพอหรือไม่ขอรับ”


            หมิงจูและหมิงจิน สองพี่น้องหมิงที่จางอี้หมิงสั่งให้ไปขุดดินมาเก็บไว้สำหรับการนำต้นกล้าลงปลูกในแปลงผักเดินนำดินกลับมา เด็กน้อยเลือกทำแปลงผักเป็นชั้น ลดหลั่นกันลงมา ตั้งเป็นชั้น ๆ วางเรียงรายอยู่เต็มบ้านหลังแรกที่จางอี้หมิงให้นายช่างเหอซีสร้างขึ้นเพื่อการทดลองการทำการเพาะปลูกผักในฤดูหนาวโดยเฉพาะ

            สองพี่น้องตระกูลหมิงเป็นคนที่ขยันมาก เขาทำตามที่จางอี้หมิงสั่งทุกอย่างและยังเรียกจางอี้หมิงว่านายน้อยด้วย เด็กชายบอกเช่นไรเขาก็ไม่รับฟัง เพียงแต่บอกว่าเป็นรับสั่งของหนิงอ๋อง จางอี้หมิงจึงจนใจ อยากเรียกเช่นไรก็ตามใจพี่ชายแล้วกัน


            หมิงจูและหมิงจินดีใจมากที่ตนเองมีแช่เดียวกันกับนายน้อย โดยหารู้ไม่ว่าจางอี้หมิงนั้นสุดแสนจะเหนื่อยใจ ทำไมคนสมัยนี้ถึงได้ชื่อซ้ำกันซะเหลือเกิน เขาชื่อจางอี้หมิง พี่ชายลูกท่านลุงซูเย่ ชื่อหมิงเย่ แล้วตอนนี้ยังมามี หมิงจูกับหมิงจิน มาเพิ่มอีก แล้วยังมีท่านหัวหน้ามือปราบฉีหมิงอีกคน รอบๆตัวเขามีแต่หมิงเต็มไปหมด ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตจะไม่มี หมิงที่ห้า หก เจ็ดตามมา


            “เพียงพอแล้วพี่อาจู พี่อาจิน อย่าลืมเอาขี้ม้าแห้งมาผสมในดินด้วยนะขอรับ” จางอี้หมิงตอบ


            “ข้าน้อยไม่ลืมขอรับ นายน้อยขอรับ ในบ้านยังมีพื้นที่ว่างอีกเล็กน้อย ข้าจะทำชั้นปลูกผักเพิ่มดีหรือไม่ขอรับ” หมิงจูเอ่ยถามขึ้น มือของเขาก็นำกล้าผักกาดปลูกลงในหลุมไม้ไผ่ไปด้วย


            “ดีขอรับพี่อาจู”


            จางอี้หมิงเริ่มเพาะต้นกล้าต่าง ๆ มาตั้งแต่ที่ได้ตกลงรับปากหนิงอ๋องไว้แล้ว เขากะว่าเมื่อเข้าฤดูหนาวก็จะได้นำต้นกล้าลงปลูกเลย แต่มีการเว้นรางไผ่ไว้สำหรับเริ่มกระบวนการตั้งแต่ต้นเมื่อเข้าฤดูหนาวอีกชุดหนึ่ง เพราะหากแคว้นเหลียงมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เขาก็ควรเริ่มเพาะต้นกล้าตั้งแต่เข้าฤดูหนาวเป็นต้นไป


            เนื่องจากมีพื้นที่จำกัดการปลูกผักจึงปลูกจำนวนไม่มาก หนึ่งชนิดต่อหนึ่งชั้นเท่านั้น


            “พี่อาจู หญ้าสำหรับเป็นอาหารให้ม้าได้เตรียมไว้เพียงพอสำหรับฤดูหนาวแล้วหรือไม่ขอรับ” จางอี้หมิงสอบถามอีกครั้งเพราะเกรงว่าหากมัวแต่เตรียมเสบียงให้คนแล้วจะลืมเสบียงของม้าด้วย

            

            “เพียงพอแล้วขอรับ นายน้อยมีอันใดสั่งความอีกหรือไม่ หากไม่แล้วข้าจะไปหาแม่นางหลี่อ้ายให้เย็บชุดให้ม้าสำหรับฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้ขอรับ” หมิงจูเอ่ยถามนายน้อยขึ้นอีกครั้ง


            “พี่อาจู ม้าต้องมีชุดใส่สำหรับฤดูหนาวด้วยหรือขอรับ ข้ามิเคยรู้มาก่อน” จางอี้หมิงตาโตถามกลับไป


            ม้าใส่ชุดอย่างนั้นหรือ เกิดมาจนตายแล้วมาเกิดใหม่เพิ่งเคยได้ยิน เขานึกภาพแล้วคิดว่ามันออกจะดูตลกเสียมากกว่า


            “ม้าก็เหมือนคนขอรับ เมื่อถึงฤดูหนาวเลยต้องมีชุดใส่” 


            “อ้อ ข้าไม่มีอันใดแล้ว เพียงแค่พี่อาจูต้องมารดน้ำต้นกล้าที่ปลูกนี้ทุกวันก็เพียงพอแล้ว” จางอี้หมิงส่งยิ้มน่ารักไปให้สองพี่น้องหมิงด้วยความสดใส


            เอาเถอะ ค่อยรอดูแล้วกันว่าม้าพวกนั้นจะใส่ชุดอย่างไร


            .

     

            วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ชีวิตประจำวันของครอบครัวจางและชาวบ้านจึงไม่ต่างอันใดในทุกๆวัน ผู้ที่ยุ่งตลอดหนึ่งเดือนมานี้เห็นทีจะมีเพียงหลี่อ้ายที่ต้องสอนหญิงชาวบ้านปักผ้า โชคดีที่การเรียนการสอนเป็นไปด้วยดี หลี่อ้ายหวังว่าช่วงฤดูหนาวที่ชาวบ้านทำอันใดมิได้ เวลาว่างเหล่านี้จะทำให้หญิงชาวบ้านมีงานทำแก้เบื่อได้เป็นอย่างดี


            เช้าวันนี้เป็นวันที่จางอี้หมิงมิอยากลุกออกมาจากเตียงนอนสักเท่าไหร่ เพราะเป็นเช้าที่หิมะแรกของปีมาเยือน ความจริงหิมะคงตกตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เห็นได้จากที่ลุกออกมาหน้าบ้าน บนพื้นดินที่มองไปทางไหนก็มีแต่สีขาวโพลนเต็มไปหมด มื่อลองเหยียบย่างลงไปเท้าน้อย ๆ ของเขาก็จมลงไปเกินข้อแข้ง


            “บรื๊ออออ  เย็นชะมัด ไม่คิดว่าหิมะมันจะสวยและเย็นขนาดนี้” จางอี้หมิงร้อง

    นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสหิมะ เด็กน้อยวิ่งออกไปหน้าบ้าน เขากระโดดหยองแหยงไปตามพื้นที่มีหิมะราบเรียบ เมื่อมองหันหลังกลับไปจึงเห็นรอยเท้าของตนเอง อี้หมิงถึงกับหัวเราะชอบใจ


            ทำไงได้คนไม่เห็นหิมะนี่น่า ประเทศไทยหากมี 365 วันก็ร้อนไปแล้ว 364 เว้นอีกหนึ่งวันไว้เผื่อฝนตกฟ้าปิด


            “หมิงเอ๋อร์ หิมะกำลังตกกลับเข้ามาในบ้านเถอะ เดี๋ยวเจ้าจะไม่สบาย” หลี่อ้ายเห็นบุตรชายกระโดดไปมาอยู่หน้าบ้านท่ามกลางหิมะที่กำลังตกโปรยปรายก็รีบร้องเรียก เห็นได้ว่าบุตรชายกำลังสนุกสนาน แต่ก็เป็นห่วงว่าเจ้าตัวเล็กจะเจ็บป่วยได้


            “ท่านแม่มาเล่นกันขอรับ” จางอี้หมิงนอกจากจะไม่เชื่อฟังคำมารดาแล้ว เขายังเอ่ยชวนหลี่อ้ายให้ออกมาเล่นด้วยกันอีกต่างหาก


            “หมิงเอ๋อร์ หากจะเล่นก็มาเอาถุงมือไปสวมไว้ก่อน มือเจ้าคงแข็งไปหมดแล้ว” หลี่อ้ายถึงกับเอ่ยขอร้องบุตรชาย

            

            “จริงด้วยท่านแม่ข้าลืมไปขอรับ” จางอี้หมิงเมื่อได้ยินมารดาเอ่ยเตือนเช่นนั้นจึงนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองไม่ได้สวมถุงมือ คงเพราะตื่นเต้นกับการเห็นหิมะครั้งแรกจึงทำให้เขาลืมตัวไปหน่อย


            เมื่อเดินไปรับถุงมือหนาจากมารดามาทำการสวมใส่เรียบร้อยแล้ว จางอี้หมิงจึงเดินไปที่รั้วบ้านทำการปั้นตุ๊กตาหิมะขึ้นมาหนึ่งตัวที่มีความสูงใกล้เคียงกับตนเอง เอาหินมาแปะไว้เป็นตาและปาก เอากิ่งไม้มาแปะเป็นแขน ก่อนที่จะหันไปมองด้วยความปลื้มใจ


            นี่สินะ ความบันเทิงของคนเมืองหนาว


            “ท่านแม่สวยหรือไม่ขอรับ” จางอี้หมิงหันมาถามมารดาเสียงใส


            “มันคืออันใดหรือหมิงเอ๋อร์” หลี่อ้ายถามกลับบุตรชาย


            “มันคือตุ๊กตาหิมะขอรับ”


            “แม่ว่ามันพอดูได้ แต่ตอนนี้หมิงเอ๋อร์เล่นข้างนอกนานแล้วกลับเข้ามาในบ้านได้แล้ว” หลี่อ้ายบอกบุตรชายอีกครั้ง


            “ขอรับ”จางอี้หมิงขานรับมารดา เขากำลังจะเดินเข้าบ้านไปก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเสียก่อน


            “นายน้อยขอรับ เราต้องทำเช่นใดกับผักที่ปลูกดีขอรับ” เป็นหมิงจูที่เดินฝ่าหิมะมาถามถึงบ้านของจางอี้หมิง


            “พี่อาจู หลังจากที่ข้ากินข้าวแล้วจะไปที่โรงปลูกผัก พี่อาจูไปรอข้าที่นั่นนะขอรับ อีกหนึ่งชั่วยามข้าจะตามไป” 


            จางอี้หมิงบอกหมิงจูแล้วจึงเดินกลับเข้าบ้านไป หลี่อ้ายถึงกับรีบถอดเสื้อกันหนาวที่เปียกหิมะออกจากตัวบุตรชายและหาเสื้อตัวใหม่มาเปลี่ยนให้ทันที ก่อนที่จะพาเด็กน้อยไปนั่งตรงหน้าเตาผิง

     

            เมื่อเสร็จสิ้นมื้อเช้าสมาชิกของบ้านจางจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง หลี่อ้ายและนางหูนั่งปักผ้าตรงหน้าเตาผิง จางอี้หมิงและบิดาเดินลัดเลาะไปที่โรงปลูกผักซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านของตนเองมากนัก คาดว่าสองหมิงคงไปรออยู่ที่นั่นแล้ว


            “นายน้อย ท่านมาแล้ว” หมิงจูเป็นผู้เอ่ยทักขึ้น


             “พี่อาจู ผักที่ปลูกเป็นเช่นไรบ้าง” จางอี้หมิงเอ่ยถามเมื่อเข้ามาบริเวณโรงปลูกผัก ปรากฎว่าอุณหภูมิในโรงปลูกผักนี้ช่างหนาวเย็นไม่ต่างจากข้างนอกแม้แต่น้อย มีดีเพียงไม่มีลมพัดผ่านเท่านั้น


            “ผักเริ่มเหี่ยวลงมากเลยขอรับนายน้อย ส่วนที่เพาะกล้าก็ขึ้นช้ามากแตกต่างจากหนึ่งเดือนที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด” หมิงจินตอบคำถามนี้


            “พี่อาจิน พี่อาจู เราต้องทำให้โรงผักอุ่นขึ้นกว่านี้ขอรับ พี่ ๆ เห็นเตาผิงทั้งสามจุดที่ข้าให้นายช่างเหอทำไว้หรือไม่ นี่เป็นความลับที่ข้าคิดว่ามันน่าจะช่วยให้ผักโตขึ้นได้ ดังนั้นพี่อาจู กับพี่อาจินต้องก่อไฟขึ้นทั้งสามที่เลยขอรับ แต่ว่าเราจะไม่ให้ไฟแรงมากนักขอรับ ไม่เช่นนั้นผักจะร้อนและตายได้” จางอี้หมิงอธิบาย


            “นี่คงมิใช่นายน้อยวางแผนไว้ตั้งแต่แรก ถึงให้ข้ากับอาจินสะสมฟืนมากกว่าปกติถึงห้าเท่าใช่หรือไม่ขอรับ” 


            “ถูกแล้วพี่อาจู ในฤดูหนาวอากาศเย็น ผักก็เหมือนคน ไม่ค่อยชอบความหนาวเราเพียงเพิ่มความอุ่นให้ผัก สำหรับแสงแดดถึงแม้ว่าจะหนาวเพียงไหนแต่ก็ยังพอมีแสงแดดบ้างถึงแม้ว่าจะไม่แรงเหมือนฤดูร้อน แต่ข้าคิดว่าผักคงปรับตัวได้ขอรับ” 


            สองหมิงได้ยินว่าต้องก่อไฟจึงแยกตัวกันไปก่อไฟตามที่นายน้อยสั่ง จางอี้เทาจึงได้มีโอกาสกระซิบถามบุตรชายเสียงเบา


            “หมิงเอ๋อร์ การปลูกผักในฤดูหนาวแบบนี้ชาวสวรรค์ก็สอนเจ้ามาเช่นนั้นหรือ” 


            “ขอรับท่านพ่อ แต่ว่าข้าไม่มีความมั่นใจเพราะว่าข้าไม่เคยทำมาก่อนเลย ต้องรอให้ถึงฤดูหนาวที่แท้จริงขอรับ ดูจากที่พวกเราทำมาได้หนึ่งเดือนนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะขอรับ แต่ว่าข้าไม่รู้ว่าชุดใหม่ที่เริ่มตั้งแต่เพาะตนกล้าในฤดูหนาวจะได้ผลหรือไม่”

            

            จางอี้หมิงชี้ให้บิดาดูต้นกล้าที่ปลูกลงรางไม้ไผ่ซึ่งเจริญเติบโตขึ้นมามากในหนึ่งเดือนนี้และเบาะสำหรับต้นกล้าเพาะขึ้นมาใหม่ ที่ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่มีสิ่งใดงอกออกมาให้ชื่นใจเลยแม้แต่น้อย


            “พี่อาจู ผักไม่ต้องการน้ำมากในฤดูหนาว ไม่ต้องรดน้ำบ่อยนะขอรับ สักวันเว้นวันก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเห็นว่าดินมันแห้งเกินไปก็ค่อยรดก็ได้” จางอี้หมิงมิวายเอ่ยเตือนสองหมิงให้ระวังเรื่องการรดน้ำ


            “นายน้อยขอรับ ถ้าเรารดน้ำตอนนี้ผักมันจะสำลักน้ำเพราะอากาศหนาวหรือไม่” อาจินเอ่ยถามเพราะเขาสงสัยมานานหลายวันแล้ว


            “อาจิน ผักมันจะไปมีความรู้สึกได้เช่นไร” อาจูค้านน้องชาย


            “พี่อาจินพูดถูกแล้วขอรับ น้ำในลำธารเย็นมาก ข้าว่าเราตักมาไว้ในห้องนี้ก่อนค่อยเอาไปรดก็นะขอรับพี่อาจู” 


            “นายน้อย แล้วปุ๋ยไข่ที่นายน้อยหมักไว้ต้องใส่ตอนไหนขอรับ ตอนนี้กลิ่นไข่ไม่ค่อยมีแล้วขอรับ” หมิงจูนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกหนึ่งอย่างที่เขาไม่รู้จะจัดการยังไง


            จางอี้หมิงต้องทวนคำพูดของหมิงจูอีกครั้งถึงนึกขึ้นได้ว่า เขาทำปุ๋ยฮอร์โมนไข่ไว้สำหรับรดผักที่ปลูก ในสมัยนี้ไม่มีนมเปรี้ยวแต่โชคดีที่เขาเคยหาข้อมูลมาก่อนเลยสามารถทำปุ๋ยฮอร์โมนไข่ออกมาได้ ซึ่งมันเป็นการทำแบบง่าย ๆ เพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอน 


            เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับมารดา เพราะในเมื่อไม่มีนมเปรี้ยวเขาจึงทำโยเกิร์ตจากนมแพะแทน เพียงต้มนมแพะให้พออุ่น หยดน้ำมะนาวลงไป หมักไว้ครึ่งวันสำหรับทำเป็นหัวเชื้อโยเกิร์ต แล้วทำโยเกิร์ตโดยการนำหัวเชื้อที่ได้มาผสมในนมแพะต้มพออุ่นแล้วหมักไว้อีกหนึ่งครั้งเพียงเท่านี้ก็ได้โยเกิร์ตแบบธรรมชาติแล้ว แต่เขาไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะกลิ่นนมแรงเกินไป


            การทำปุ๋ยฮอร์โมนไข่เมื่อมีโยเกิร์ตแล้วยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพียงหมักไข่ น้ำตาลและโยเกิร์ตไว้ เมื่อมันขึ้นฝ้าหรือราก็สามารถเอาไปใช้ได้แล้ว แต่ด้วยเป็นฤดูหนาวจึงต้องใช้เวลาในการหมักนานขึ้นกว่าเดิม


            “พี่อาจูเอาไปผสมน้ำรดต้นผักได้เลยขอรับ ไม่ต้องบ่อยนะขอรับ ระวังมด หนูหรือแมลงมารบกวนต้นผักตามกลิ่นของปุ๋ยไข่ด้วย พี่อาจูจำอัตราส่วนที่ต้องผสมน้ำกับปุ๋ยไข่ได้นะขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยเตือนสิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่องหนึ่ง


            “ข้าน้อยจำได้ขอรับ ปุ๋ยหนึ่งช้อนต่อน้ำเปล่าหนึ่งถัง”  หมิงจูตอบด้วยความมั่นใจ


            “พี่อาจูเก่งมากเลยขอรับ อีกไม่ถึงเดือนต้นผักชุดแรกพวกเราคงเอาไปกินได้” จางอี้หมิงบอกเมื่อเขาเขย่งเท้าขึ้นมองผักกาดที่กำลังเจริญเติบโต ต้นเขียวไม่ถึงกับอวบอ้วนแต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี


            “นายน้อย การปลูกผักมิใช่เรื่องง่ายเลยนะขอรับ ต้องใส่ใจทุกขึ้นตอนแต่ข้าก็สนุกมากและมีความสุขที่เห็นต้นผักมันโตขึ้นทุกวัน” อาจินกล่าว


            “ความดีความชอบทั้งหมดนี้ต้องยกให้พี่อาจูกับพี่อาจินเลยนะขอรับ” จางอี้หมิงถึงกับยกนิ้วโป้งให้กับสองพี่น้องหมิง


            “มิใช่ขอรับ พวกข้าเพียงทำตามนายน้อยสั่งเพียงเท่านั้น เป็นนายน้อยต่างหากที่สมควรได้รับความดีความชอบในครั้งนี้” หมิงจูคัดค้าน


            “ข้าว่าเช่นนี้เป็นเพราะพวกเราทุกคนดีหรือไม่ขอรับ”


            จางอี้หมิง จางอี้เทาและสองพี่น้องหมิงถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจในความไม่ถือตัวของเด็กน้อยตรงหน้า


            วันนี้จางอี้หมิงมอบหมายและสอนวิธีการดูแลต้นผัก การรดน้ำ การก่อกองไฟที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้หมิงจูและหมิงจิน เขาจะไม่ค่อยได้เข้ามาดูบ่อยครั้งแต่ถ้าเห็นว่ามีอันใดผิดปกติให้ไปตามได้ ท่านอาจารย์เทียนมีมาดูบ้างบางครั้ง คงจะสอบถามจากสองหมิงแล้ว

    จางอี้หมิงจึงไม่ได้สนใจมากนัก


            “ท่านพ่อ อุ้มขอรับ” 


            จางอี้หมิงเมื่อเสร็จธุระกับสองพี่น้องหมิงแล้วก็ได้เวลากลับบ้าน แต่ไม่รู้เป็นเช่นไรเขารู้สึกอยากอ้อนบิดาขึ้นมาจึงได้บอกให้จางอี้เทาอุ้มกลับบ้าน บิดาที่ดีเช่นอี้เทาจึงอาจไม่ปฏิเสธเด็กน้อย ในสายตาของเขามองแล้วว่าช่างน่ารักเสียเหลือเกิน


            จางอี้หมิงเอนคอลงซบไหล่บิดา เขาหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข ฤดูหนาวนี้แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นที่สุด แต่ภายในใจกลับรู้สึกอบอุ่นกว่าครั้งไหน


    นี่สินะ ความรู้สึกของการมีครอบครัว 

    คล้ายกับเรื่องบุตรชายตัวน้อยของบัณฑิตจาง ที่คุณอ่าน

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    THe Superman

    THe Superman

    นิยาย แฟนตาซี
    333K 566
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    364K 318
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34