หน้าจวนสกุลลู่มีผู้คนมารอชมความสนุกอยู่มากมาย ข่าวการกลับจวนของลู่อวิ๋นชย่าในแต่ละครั้งสร้างความสนใจให้ผู้คนได้ไม่น้อย คะแนนความสงสารที่ทุกคนมอบให้กับนางจึงมากเป็พิเศษ แม้แต่สหายในราชสำนักของเสนาบดีลู่ยังหยิบยกเื่ที่ลู่อวิ๋นชย่าถูกอนุรังแกขึ้นมาวิจารณ์เขาอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้นวันนี้เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตนเองไม่ได้ยกย่องอนุจนหน้ามืดตามัวทำให้ละเลยบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอก เสนาบดีลู่จึงมายืนรอรับลู่อวิ๋นชย่าที่หน้าจวนด้วยตนเอง แน่นอนที่ขาดไม่ได้ก็ย่อมมีเจินอี๋เหนียงและลู่เยี่ยนฟางมารอรับด้วย และที่พิเศษกว่านั้นคือ ‘ลู่เหวินถง’ น้องชายฝาแฝดของลู่เยี่ยนฟางยังมายืนรอรับพี่สาวคนโตด้วยอีกคน
“ข้าถูกท่านพ่อเรียกตัวมาจากสำนักศึกษาหลวงทั้งที่่นี้ข้าต้องทบทวนตำราเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบจวี่เหริน ไม่ทราบว่าหลายวันมานี้พี่ใหญ่ไปพักอยู่ที่ใดหรือขอรับท่านแม่” ลู่เหวินถงแสร้งถามมารดาอย่างไม่เข้าใจ ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูสุภาพ ทำให้ผู้คนไม่ได้คิดว่าคำพูดของเขามีปัญหา แต่ทุกคนกลับเกิดความสงสัยขึ้นมาแทนว่าคุณหนูใหญ่ที่เป็สตรียังไม่ออกเรือน เหตุใดนางจึงไปพักค้างอ้างแรมอยู่นอกจวน
“คุณหนูใหญ่คงไปพักที่จวนสกุลหลุน เ้าคงไม่รู้ว่าเวลานี้คุณหนูใหญ่คำนับนายท่านหลุนเป็บิดาบุญธรรมแล้ว” เจินอี๋เหนียงตอบด้วยท่าทางอึดอัด “เื่นี้นายท่านก็เพิ่งจะรู้ภายหลังเหมือนกัน”
“เช่นนั้นก็เท่ากับว่าพี่ใหญ่ตัดสินใจเื่นี้ด้วยตัวเอง ทั้งยังไม่เคยปรึกษาท่านพ่อมาก่อนเลยใช่หรือไม่ขอรับ ข้าไม่เข้าใจเลย พี่ใหญ่มีบิดาเป็ถึงเสนาบดี แต่ทำไมนางต้องไปคำนับวาณิชคนหนึ่งเป็บิดาด้วย นี่ไม่เท่ากับว่าพี่ใหญ่ไม่เคยเห็นท่านพ่ออยู่ในสายตาหรอกหรือ” ลู่เหวินถงพูดพร้อมกับหันไปมองบิดาอย่างเห็นใจ
“ถงเอ๋อ เ้าก็ดูอย่างวันนี้สิ มีอย่างที่ไหนที่บุตรสาวจะให้บิดาและคนในครอบครัวออกมาต้อนรับตนเองอย่างยิ่งใหญ่เพียงนี้ แค่จะกลับบ้านยังต้องให้ท่านพ่อส่งคนไปเชิญ มิหนำซ้ำยังให้ท่านพ่อและท่านแม่ออกมารอต้อนรับถึงหน้าจวนด้วยตัวเอง เ้าคิดว่านางยังเห็นผู้ใดอยู่ในสายตาของนางอีก” ลู่เยี่ยนฟางตอบน้องชาย แต่เสียงของนางกลับดังมาก เพียงแต่นางไม่ได้สังเกตเลยว่าเวลานี้รถม้าที่จอดอยู่หน้าจวนเป็รถม้าของผู้ใด
รถม้าที่ลู่อวิ๋นชย่านั่งกลับจวนในวันนี้เป็รถม้าของจวนอ๋องเซียว ซึ่งรถม้าคันนี้เป็รถม้าที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับจวนอ๋องเซียวด้วยพระองค์เอง แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับจวนอ๋องแห่งนี้มากเพียงใด และการที่ลู่อวิ๋นชย่าสามารถใช้รถม้าคันนี้ได้ย่อมแสดงให้เห็นว่าจวนอ๋องเซียวให้ความสำคัญกับนางมากเช่นกัน
“ช่างเป็การต้อนรับที่เอิกเกริกเสียจริง” เซียวิเฉินลงจากรถม้ามาก่อน จากนั้นเขาจึงส่งมือไปให้ลู่อวิ๋นชย่าตามเขาลงมา “เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก ไม่ทราบว่าคุณหนูรองลู่กับคุณชายลู่กำลังพูดถึงคนอกตัญญูคนใดอยู่หรือ”
“พวกเขากำลังพูดถึงคุณหนูใหญ่อยู่ขอรับซื่อจื่อ” เสียงชาวบ้านคนหนึ่งดังขึ้น แต่ที่จริงแล้วเขาคือองครักษ์ลับต่างหาก
“อ้อ...ที่แท้ก็กำลังพูดถึงคู่หมั้นของข้าอยู่นี่เอง”
“ขอบคุณท่านพ่อที่พาน้องๆ ออกมารอต้อนรับลูกเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าย่อกายคำนับอย่างงดงาม “เพียงแต่การต้อนรับข้ากลับจวนในครั้งนี้คงทำให้ผู้อื่นมองข้าผิดไปจริงๆ ดูอย่างน้องชายที่ขุ่นเคืองข้าทั้งที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเหตุใดข้าจึงต้องออกไปพักอาศัยอยู่ข้างนอก แล้วนับประสาอะไรกับชาวบ้านมากมายที่ไม่รู้เื่ภายในจวนของเราเขาจะไม่ต่อว่าข้าเล่าเ้าคะ”
“เช่นนั้นเ้าก็บอกสาเหตุที่เ้าอาศัยอยู่ในจวนแห่งนี้ไม่ได้ให้พวกเขารู้เสียสิ” เซียวิเฉินบอก
“พ่อคิดว่าเื่นี้คงไม่จำเป็ เรารีบเข้าไปในจวนก่อนเถอะ”
“น้องชายคงยังไม่ทราบ ที่ข้าต้องออกไปพักอยู่ข้างนอกก็เพราะท่านพ่อบังเอิญไปได้ยินบ่าวรับใช้ในเรือนของมารดาและพี่สาวของเ้าพูดกันว่าข้าซ่อนบุรุษไว้ในเรือน ทั้งท่านพ่อยังให้บ่าวรับใช้ชายเข้าไปตรวจค้นในเรือนของข้ารวมไปถึงห้องนอนของข้าด้วย ข้าที่เป็สตรียังไม่ออกเรือนจะกล้าเข้าไปพักในห้องที่มีบุรุษอื่นเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วได้อย่างไร อีกทั้งเรือนพักเดิมที่เคยเป็เรือนของมารดาข้าก็ถูกละเลยไม่ต่างจากเรือนร้าง หากข้าไม่ออกไปขออาศัยพักที่บ้านของบิดาบุญธรรม เ้าคิดว่าข้าควรจะไปพักอยู่ที่ใด หรือข้าต้องไปพักที่เรือนของบ่าวรับใช้อย่างเช่นเมื่อก่อนอีกอย่างนั้นหรือ”
เสนาบดีลู่และเจินอี๋เหนียงไม่คิดว่าลู่อวิ๋นชย่าจะกล้าพูดเื่ในเรือนออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย พวกเขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก แต่...
“พี่ใหญ่ช่างหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้ดีจริงๆ วันนั้นบ่าวของข้าเห็นกับตาว่าท่านพาเซียวซื่อจื่อเข้าไปพักอยู่ที่เรือนตั้งหลายวัน ทั้งเวลานี้พวกท่านยังกลับจวนมาพร้อมกันอีก ไม่ใช่ว่า่หลายวันมานี้ท่านไปพักอยู่ที่จวนอ๋องเซียวหรอกนะเ้าคะ” ลู่เยี่ยนฟางพูดขึ้น โดยที่นางไม่รู้เลยว่าเวลานี้นางได้สารภาพความจริงออกไปด้วยตนเองแล้วว่าบ่าวรับใช้ที่ใส่ร้ายพี่สาวคนนั้นเป็คนของนางเอง
“ฟางเอ๋อ!” เจินอี๋เหนียงเรียกบุตรสาวอย่างใ
“ท่านพ่อ เื่ในวันนั้นเป็อย่างไรยังต้องให้ข้าพูดออกไปอีกหรือไม่เ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าหันไปถามบิดา
“เื่นี้...” เสนาบดีลู่เข้าใจความหมายของบุตรสาวดี หากเขาไม่ลงโทษลู่เยี่ยนฟางในวันนี้ เื่ที่เจินอี๋เหนียงกล่าวหาฮูหยินคนเก่าต้องถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกแน่ เื่เสียชื่อเช่นนี้เขาจะไม่ยอมให้หลุดออกไปนอกจวนเด็ดขาด “เด็กๆ พาคุณหนูรองไปกักบริเวณไว้ที่ศาลบรรพชน”
“น้องรองถูกกักบริเวณไว้ที่ศาลบรรพชนจนที่นั่นจะกลายเป็เรือนพักของนางไปแล้ว แต่ลูกก็ยังไม่เห็นว่าน้องรองจะสำนึกผิดได้เลยเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าพูดดักไว้ก่อน
เสนาบดีลู่ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว “พาคุณหนูรองไปโบยยี่สิบไม้ โทษฐานที่ไม่เคารพพี่สาว ทั้งยังวางแผนใส่ร้ายพี่สาวให้เสียชื่อเสียง”
“นายท่าน / ท่านพ่อ!”
“พาตัวพวกนางออกไป!” เสนาบดีลู่ะโสั่งขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครกล้าชักช้าอีกแล้ว
“ท่านพ่อขอรับ ในเมื่อท่านพ่อสั่งลงโทษพี่รอง แล้วเหตุใดท่านพ่อต้องสั่งให้คนพาท่านแม่ออกไปด้วย” ลู่เหวินถงหันไปมองหน้าลู่อวิ๋นชย่าอย่างไม่พอใจ “เวลานี้ท่านแม่ก็มีสถานะเป็มารดาของท่านด้วย ท่านจะทนเห็นมารดาของตนเองถูกโบยได้หรือขอรับ ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็สตรีที่ใจคอโเี้เช่นนี้”
“เฮ้อ...เห็นทีข้าคงต้องเล่าเื่ราวในวันนั้นให้เ้าฟังอย่างละเอียดเสียแล้วน้องชาย” ลู่อวิ๋นชย่าถอนหายใจ “ข้าคิดว่าข้าควรเล่าเื่ราวทั้งหมดให้น้องชายฟังสักรอบเ้าค่ะท่านพ่อ”
“เ้าอย่าสร้างปัญหาให้ข้าได้หรือไม่ เ้าไม่เห็นหรือว่าวันนี้ที่จวนของเรามีแขกอยู่หนึ่งคน” เสนาบดีลู่พยายามคลี่คลายสถานการณ์ เพียงแต่ไม่นึกว่าลูกชายของตนจะโง่เขลาเพียงนี้
“ข้ากำลังสร้างปัญหาหรือขอรับ ไม่เลย...คนที่สร้างปัญหาในวันนี้คือพี่ใหญ่ต่างหาก หรือที่พี่ใหญ่มีความกล้าเช่นนี้เพราะคิดว่ามีเซียวซื่อจื่อหนุนหลังอยู่ หรือว่าหลายวันมานี้ท่านไม่ได้พักที่อยู่จวนสกุลหลุน แต่ท่านไปพักอยู่ที่จวนอ๋องเซียวอย่างที่พี่รองพูด”
“คุณชายลู่ช่างมีจินตนาการสูงส่ง ท่านเสนาบดี...ข้าสงสัยจริงๆ ว่าคุณชายลู่ร่ำเรียนมาจนถึงขั้นนี้ได้อย่างไร แม้แต่ความแตกต่างระหว่างคุณหนูใหญ่ที่เกิดจากภรรยาเอกและอนุยังแยกแยะไม่ออก หรือแม้แต่ยังสงสัยในความบริสุทธิ์ใจของข้าที่มีแต่คู่หมั้น” เซียวิเฉินหันไปสั่งลูกน้อง “เทียนยี่ เ้าจงไปที่สำนักศึกษาหลวงและขอคำชี้แจงจากพวกเขามาที ข้าอยากรู้ว่าผลการเรียนของคุณชายลู่ตรงกับความสามารถที่เขามีหรือไม่”
“ขอรับซื่อจื่อ” หวังเทียนยี่ขานรับทันที
“ข้าเป็บัณฑิตที่รอสอบจวี่เหริน ความแตกต่างแค่นี้ทำไมข้าจะไม่รู้” ลู่เหวินถงพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“เช่นนั้นที่เ้าพูดถึงมารดาของเ้ากับชย่าเอ๋อนั้นหมายความว่าอย่างไร”
“ว่าด้วยหลักความกตัญญูนั้น บุตรไม่อาจทำร้ายมารดา แต่พี่ใหญ่ไม่คิดจะห้ามปรามเมื่อเห็นท่านพ่อสั่งลงโทษท่านแม่ ทั้งนางยังสนับสนุนให้เป็เช่นนั้นอีก” ลู่เหวินถงอธิบาย
“มารดาของเ้าเป็เพียงอนุในเรือน เ้าไม่รู้หรือว่าตำแหน่งอนุนั้นไม่ต่างจากบ่าวรับใช้คนหนึ่ง ส่วนชย่าเอ๋อของข้าเป็ถึงคุณหนูใหญ่ของจวน เ้ายังคิดที่จะยกอนุคนหนึ่งมาเทียบกับนางอีกหรือ อย่าว่าแต่พ่อเ้าสั่งโบยนางเลย แม้แต่จะขายนางออกจากจวนก็ยังทำได้” เซียวิเฉินพูดเสียงเข้ม
“ท่านพ่อแน่ใจว่าจะให้พวกเราถกเื่นี้กันที่หน้าจวนจริงๆ หรือเ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าพูดขึ้น
“เชิญท่านอ๋องเข้าไปในเรือนก่อนดีหรือไม่ขอรับ” เสนาบดีลู่ฉุดแขนบุตรชายไว้ ทั้งหมดกำลังจะเดินเข้าจวน
“คารวะซื่อจื่อขอรับ ไม่คิดว่าจะบังเอิญมาพบซื่อจื่อที่นี่” นายท่านใหญ่เจินและเจินเป่ยฉีลงจากรถม้ามาคำนับเซียวิเฉิน