Age of war

    ตอนที่ 77 กับดักภูติกับพันธมิตรที่คาดไม่ถึง

    วันที่ 74 ของเกมส์แห่งสงคราม วันที่หิมะได้เริ่มโปรยปรายลงมา

    ณ ริมชายทะเลป่าสีเขียวตัดโลกสีขาวที่แผ่กว้างทางตะวันออกของทวีป

    ***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]

    “เธอช่วยพาเจ้ามิลเลอร์กลับไปเมืองหลวงให้ที”

    ผมกำลังหาทางไล่เอรีสให้กลับไปที่เมืองหลวงพร้อมกับเจ้ามังกรน้อยมิลเลอร์

    แม่มังกร [กลาส] ได้ตายจากไปแล้ว…

    พวกสัตว์หรือมอนสเตอร์นั้นไม่เหมือนกับพวกเรา

    หากตายไปแล้วก็คือตายไปเลยไม่สามารถกลับมาได้อีก

    เป็นความผิดของผมเองที่ยอมตามใจให้มันติดตามมาแนวหน้าด้วย

    พวกเรามั่นใจในพลังของตัวเองมากจนเกินไป

    ดังนั้นเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ผมจึงไล่เอรีสให้กลับไปที่เมืองหลวงพร้อมกับเจ้ากลาส

    สาเหตุที่ไล่เอรีสกลับไปนั้นเป็นเพราะว่าต้องมีคนดูแลเจ้ากลาส และไม่มีใครในกองทัพนาโตที่สนิทกับเจ้ากลาสเท่ากับเธออีกแล้ว

    อีกอย่าง ผมไม่อยากให้เอรีสมือเปื้อนเลือดไปมากกว่านี้

    คิดว่าผมไม่ทันได้สังเกตุเห็นหรือไง?

    สีหน้าของเธอยามออกรบกับเผ่ายักษ์หรือภูติพวกนั้น เธอดูไม่มีความสุขแม้แต่น้อย

    ผมยอมรับว่าเธอคือนักรบที่เก่งกาจ แต่เธอไม่ใช่ทหารที่ดีเลย

    เธออ่อนโยนเกินไป

    ผมคิดว่าการทำสงครามครั้งนี้มันโหดร้ายมาก เพราะพวกเรากำลังถูกบีบบังคับให้ทำสงครามที่ไม่อยากทำกัน

    ไม่ว่าจะเป็นคุณทอมหรือใครก็ตามในกองทัพนาโต ไม่มีใครที่อยากทำสงครามกับพวกภูติหรือยักษ์เลยแม้แต่คนเดียว

    แต่ทหารจะใช้หัวใจขับเคลื่อนกองทัพไม่ได้ เพราะไม่อย่างงั้นคงไม่อาจทำสงครามเพื่อเอาชัยชนะกลับมาได้

    พวกเราจึงต้องจำยอมสวมหัวใจมารเข่นฆ่าต่อไป

    แต่ไม่ใช่กับเอรีส

    เธอนะอ่อนโยนจนทุกคนรู้สึกได้

    ดังนั้นพวกเราจึงใช้ข้ออ้างเรื่องเจ้ากลาสเพื่อส่งเธอกลับเมืองหลวงไปซะ

    “...ขอบคุณนะ”

    และดูเหมือนว่าเธอจะรู้ตัวดีเช่นกัน จึงยอมรับคำขอร้องของผม ก่อนที่จะขึ้นขี่เจ้ากลาสบินกลับเมืองหลวงไปเพียงคนเดียว

    หลังจากยืนส่งเอรีสจนเธอหายลับไปที่เส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันตกที่มีภูเขาเป็นฉากหลัง พวกเรากองทัพนาโตที่เหลือรอดชีวิตก็เริ่มเคลื่อนทัพกันต่อ

    พวกเราถูกพวกภูติทำลายฐานทัพพังย่อยยับไปเมื่อวันที่ 71 เลยทำให้เหลือกำลังพลเพียงแค่สามหมื่นนาย

    รถถังถูกพังไม่เหลือซาก กองทัพเครื่องบินเองก็ไม่มีเหลือ ที่พอใช้งานทำการรบต่อไปได้มีเพียงแค่ปืนเอเค-47 ปืน M16 ปืน RPG ตกรุ่นไม่กี่กระบอก และระเบิด C4 เพียงหยิบมือเท่านั้น

    ความจริงควรถอยทัพกลับแต่ทว่ากลับมีคำสั่งให้บุกต่อไปเสียได้

    “จงลอบเข้าไปในทะเลป่าเพื่อระบุตำแหน่งเมืองของศัตรู แล้วทำการลอบวางระเบิดคริสตัลเสีย”

    เจองานโหดหินเข้าให้แล้วไง

    จากข้อมูลของศูนย์บัญชาการที่เมืองหลวง เห็นว่านอกจากพวกเราแล้ว ยังมีการโจมตีครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่ฐานทัพเรือทางต้อนใต้ กับป้อมปราการไกอาอีกสองแห่งในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

    หากพิจารณาแล้ว ความจริงควรเรียกพวกเรากลับไปป้องกันที่เมืองหลวง แต่ด้วยคำยืนยันจากหัวหน้าวิจัยยะมะโตะว่ารับมือไหวด้วยเทคโนโลยีของเขา พวกระดับสูงจึงสั่งให้พวกเราลุยหน้าบุกพวกภูติต่อเลย

    พูดตามตรงว่าเป็นภารกิจที่บ้าบิ่นมาก แต่เอาเถอะ คำสั่งก็คือคำสั่งอะนะ

    ผมบ่นกับตัวเองภายในใจเช่นนั้นระหว่างที่เดินรุกคืบเข้าไปข้างในผืนป่า

    “ตกลงพวกภูติมันประมาทหรือขี้ระแวงกันฟะ”

    “เออ… คุณทอมครับ? ”

    คุณทอมที่เดินนำทัพตัดผ่านทะเลป่าบ่นด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์

    ภารกิจในวันนี้จะไม่เกิดขึนถ้าหากเมื่อสามวันก่อนพวกภูติเลือกที่จะสังหารพวกเราทุกคน

    แต่พวกมันไม่ทำแบบนั้นแล้วเลือกที่จะทิ้งข้อความกวนประสาทเอาไว้แทน

    และเมื่อรวมเข้ากับพฤติกรรมที่พวกมันเคยทำเอาไว้ตอนสงครามพันธมิตร ก็พอจะทราบได้ว่าพวกภูตินั้นมีนิสัยขี้เล่นมากจนดูเหมือนเด็กน้อย

    แต่เป็นเด็กน้อยที่มีความฉลาดระดับผู้ใหญ่

    ถึงจะดูบ้า ๆ แต่เชื่อมั้ยว่าพวกมันวางการระวังภัยเอาไว้ทั่วรอบทะเลป่าเลยละ

    หน่วยสอดแนมทางอากาศที่เคยส่งไปก่อนหน้านี้ ล้วนแต่ถูกพลังเวทมนต์ของเผ่าภูติสอยลงมาจนไม่มีเหลือ

    แถมภายในป่าที่พวกเรากำลังเดินสำรวจกันอยู่ ณ เวลาปัจจุบัน ก็ยังมีกับดักมากมายรออยู่

    “แว๊ก! ช่วยผมด้วย! ”

    “อ๊ากกก! กับดัก… เจอกับดักบ้านี้อีกแล้ว! ”

    “ช่วยตรูด้วย ม่ายยยยยย! ”

    มันเป็นกับดักที่น่ากลัวมาก

    “เหวอ มัน.. มันมาแล้ว มันเข้ามาแล้วววว! ”

    “กรี๊ดดด!? อย่าเข้ามาน้าาาา! ”

    ผมเริ่มคิดว่าดีแล้วละที่ส่งเอรีสกลับบ้านไปก่อน

    “ [แมลงสาบ] มันเข้าไปในเสื้อผ้าแล้ววว อ๊ากกก! ”



    กับดักเกรียนระดับหนึ่ง กับดักแมลงสาบ

    เมื่อท่านเผลอเดินเข้าไปตกอยู่ในหลุมพรางที่เตรียมเอาไว้ ร่างของท่านจะร่วงสู่ขุมนรกที่เต็มไปด้วยแมลงสาบสีดำนับล้าน

    หลุมพรางเหล่านั้นสร้างมาได้เนียนมาก ชนิดที่แยกด้วยตาเปล่าไม่ออก

    มีคนที่ตกเป็นเหยื่อทางประสาทของมันไปแล้วกว่าหนึ่งพันคนได้

    “ไม่เอาหนวด ไม่อาวววว! ”



    กับดักเกรียนระดับสอง กับดักพืชเทนทาเคิล 18+

    พวกภูติจะแอบปลูกพืชที่มีเส้นเถาวัลย์ยาวเอาไว้โดยรอบแบบสุ่มตำแหน่ง

    มันแยกออกยากมากในผืนป่าต่างโลกที่ปกคลุมไปด้วยพืชพรรณรูปร่างที่แปลกตาไม่เคยเห็น

    พวกเราไม่อาจทราบได้เลยว่าต้นไม้ชนิดใดอันตรายหรือไม่ และไม่อาจทราบได้ว่ามีพืชที่สามารถโจมตีมนุษย์แบบนี้ได้รวมอยู่ด้วย

    พืชเทนทาเคิลนั้นจะมีเส้นเถาวัลย์ยาวหนาอวบ มันหยุกหยุยให้สัมผัสคล้ายระยางเหนี่ยว ๆ แถมยังมีความสามารถเกาะติดหนึบเหยื่อได้ดีมาก

    อาหารของพวกมันคือเส้นใยต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

    ใช่ มันชอบกิน [เส้นใย] …

    เมือกลื่น ๆ ที่มันพ่นออกมานั้นจะช่วยละลายและย่อยเส้นใยออกไปจนสะอาดเกลี้ยงเกลา

    สรุปคือเสื้อผ้าของเหยื่อผู้โชคร้ายจะถูกละลายหายไปจนสะอาดเอี่ยม

    ชุดชั้นในอะไรก็ไม่มีเหลือ

    จะเหลือก็เพียงชุดเกราะกันกระสุนในส่วนที่ทำจากเส้นใยลามิเนตอะไรพวกนี้เท่านั้น

    “รอแปบ…”

    ผมถือมีดทหารเข้าไปช่วยร่างของพรรคพวกที่กำลังถูกระยางเหล่านั้นรัดเอาไว้ออกมา

    นายทหารชายต่างยืนในสภาพล่อนจ้อนพร้อมกับท่อนล่างสู้ลมหนาว

    ส่วนนายทหารหญิงจะอยู่ในสภาพล่อนจ้อนด้วยท่าทางเหนี่ยมอาย ก่อนจะไปหาใบไม้มาปิดตามจุดเร้นลับ

    อืม… ชักรู้สึกเสียดายที่ส่งเอรีสกลับไปก่อนเลยแฮะ



    กับดักเกรียนระดับสาม ระเบิดตด

    กับดักที่ปั่นประสาทและสร้างความเสียหายทางจิตใจในเวลาเดียวกัน

    ผู้ที่ไปเหยียบโดนจะส่งเสียงตดดัง [ปูด~] ดังไปทั่วป่าจนทุกคนหันมามองตำหนิเป็นสายตาเดียวกัน

    เสียงนั้นสมจริงยิ่งกว่าใส่เสียงประกอบด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ แถมยังมีกลิ่นโชยอันน่าสะพรึงกลบไปทั่วบริเวณกว่าสามสิบเมตร

    ตอนแรกก็คิดว่ามีคนตดจริง แต่พอมีหลายคนโดนเยอะมากเข้าเลยเข้าใจได้ว่ามันคือกับดักที่พวกภูติวางเอาไว้...



    กับดักเกรียนระดับสี่ กับดักกล่องสมบัติ

    กับดักบ้าบอที่พอเหยียบแล้วจะมีเสียงดัง *ปิ๊ง* แล้วตามมาด้วยควันสีแดงเหลืองราวกับว่าถูกรางวัลอะไรสักอย่างมา

    ควันกับแสงสีได้จางหายไปพร้อมกับการปรากฏขึ้นของกล่องสมบัติลึกลับ

    แน่นอนว่าไม่มีใครบ้าพอจะเปิดดูหรอก

    [รวมภาพลับของประธานาธิบดีลิลลี่ ดอง~]

    ถ้ามันไม่มีข้อความแบบนั้นปรากฏให้ดูอะนะ

    พวกภูตินั้นมีหน้าตาเหมือนมนุษย์ สูงเฉลี่ยอยู่ที่หนึ่งเมตร ถึงจะตัวเล็กแต่ก็มีใบหน้าทรงเสน่ห์แบบผู้ใหญ่เพราะนั่นคือร่างที่โตเต็มวัยของพวกเขา

    และเมื่อพูดถึงประธานาธิบดีเผ่าภูติ ก็จะนึกถึงสตรีภูติที่มีผมสีเงินยาวงดงาม และมีผิวขาวดุจหิมะคนนั้น

    ด้วยความที่เจอแต่กับดักบ้าบอมาตลอดทาง บวกกับความหื่นของทหารชายสุขภาพดี พวกเราจึงพร้อมใจกันเปิดมันในท้ายที่สุด

    ยังไงก็ไม่ใช่กับดักถึงตายอยู่แล้ว

    พวกเราคิดเช่นนั้น

    แน่นอนว่าคำว่า [พวกเรา] มันรวมถึงผมและคุณทอมด้วย

    และเมื่อเปิดมันออกมา…

    “โอ๊กกก! ”

    สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นคือสิ่งที่ชั่วร้าย

    มันทำร้ายจิตใจของพวกเราเหล่าทหารชายจนอวกออกมาเป็นสายโลหิต

    สิ่งที่อยู่ข้างในหีบคือรวมภาพเปลือยของผู้นำเผ่ามนุษย์คุณ [กัง]

    ภาพเปลือยนุ่งกางเกงลิงตัวเดียวแสนอุจาดตาของคุณกังที่มีกล้ามเป็นมัด ๆ ได้ปรากฏสู่สายตาของพวกเราพร้อมกัน

    ทำไมภาพลับของสตรีที่งดงามถึงกลายเป็นภาพเปลือยผู้ชายบ้ากล้ามไปได้ครับเนี่ย!?



    กับดักกวนประสาททำนองนี้มีปรากฏให้เห็นไปตลอดเส้นทางของการเดินสำรวจทะเลป่า

    มันเยอะและกวนสหบาทาชาวมนุษย์เป็นอย่างมาก แยะจนรู้สึกว่าคงมีกับดักทุกตารางนิ้วของทะเลป่าอย่างแน่นอน

    แต่น่าแปลกที่ไม่มีกับดักชิ้นไหนมีภัยถึงชีวิต

    ตกลงภูติมันขี้ระแวง? ประมาท? หรือว่าดูถูกพวกเราอยู่กันแน่นะ?

    ผมคิดเช่นนั้นไปพร้อมกับใช้มีดถ่างพงหญ้าสูงห้าเมตรตรงหน้าออก

    ในตอนนั้นเองที่ทิวทัศน์ได้เปลี่ยนไป

    “อะไรกันเนี่ย? ”

    “เหมือนกับมีพายุวิ่งผ่านไปเลยแฮะ”

    ผมกับคุณทอมต่างแลกเปลี่ยนความเห็นกัน

    สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือพื้นที่รกร้างขนาดใหญ่

    พื้นที่ป่าได้หายเป็นเส้นตรงยาวอีกทั้งยังกินพื้นที่เป็นวงกว้าง

    พื้นดินอยู่ในสภาพที่พังทลายและมีรากไม้จำนวนมากถูกถอนขึ้นจนระเนระนาดไปทุกตารางเมตร

    ราวกับว่าเคยมีพายุทอร์นาโดวิ่งผ่านพื้นที่บริเวณนี้ไป

    “ทุกคนระวังตัวด้วย”

    ทหารสังเกตุการณ์ส่งวิทยุเตือนไปหยั่งทุกหน่วยที่อยู่ในบริเวณ

    ทุกคนต่างก้มตัวลงต่ำและซ่อนอยู่หลังพงหญ้า

    ผมเห็นคุณทอมส่งสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบและเฝ้าระวัง

    มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงพื้นที่รกร้างนั้น…

    ผมใช้เป้าเล็งส่องไปที่พื้นซึ่งกำลังมีเนินดินนูนสูงขึ้นมา

    แล้วมันก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากผิวดิน

    สิ่งมีชีวิตที่สูงถึงสี่เมตร มีรูปร่างคล้ายมด ยืนสองขา และสวมผ้าคลุมสีขาวสะอาดราวกับนักบวช

    สิ่งนั้นคือเผ่ามนุษย์มด แถมยังเป็นเผ่ามนุษย์มดระดับราชินีอีกด้วย

    ทำไมถึงมาปรากฏที่นี่กันได้นะ?



    ***ราชินีแห่งความเป็นมิตร [คอมพาเนียน]

    สาเหตุของความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งที่แล้ว คือพวกเราขาดสิ่งที่เรียกว่า [พันธมิตร]

    “ (คอมมิว รู้สึกถึงมันมั้ย?) ”

    “ (จะตรวจสอบให้เดียวนี้ครับท่านราชินี) ”

    ขุนศึกใต้บัญชาของฉัน [คอมมิว] ตอบรับเสียงจากคลื่นสมอง ก่อนที่จะไปตรวจต้นตอของคลื่นสัญญาณแปลกปลอมที่กระจายออกมาชั่วขณะเมื่อกี้

    “ (มีกลุ่มเผ่าปีศาจน้อยจำนวนมากซ่อนอยู่ทางเหนือครับ) ”

    “ (...เฝ้าระวังเอาไว้ก็พอ) ”

    ฉันไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวายก่อนเริ่มการทูตเด็ดขาด

    หากอีกฝ่ายทำแค่เฝ้าระวัง ทางฉันเองก็จะไม่ผลีผลามทำอะไรเช่นกัน

    “ท่านครับ พวกปีศาจแสงมาแล้วครับ”

    “อืม… ทุกคน ก้มหัวลงต่ำเอาไว้”

    เรื่องของเผ่าปีศาจน้อยปล่อยให้เป็นภาระของคอมมิวไป ตอนนี้ขอตั้งสมาธิกับการทูตก่อนดีกว่า

    ที่ท้องฟ้ากว้างซึ่งมีหิมะโปรยปรายลงมาบางตานั้น มีกลุ่มแสงขนาดเล็กกำลังบินตรงมาทางพวกเรา

    กลุ่มแสงนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเผยให้เห็นคณะของผู้มาเยี่ยมเยือน

    ตัวตนของเผ่าปีศาจแสง

    เผ่าประหลาดที่มีร่างกายเล็กเพียงหนึ่งเมตร แต่มีอำนาจควบคุมธรรมชาติและใช้วิธีต่อสู้ที่เหนือสามัญสำนึกของพวกเราได้

    “พวกเรามาตามคำเชิญที่ส่งมาแล้วดอง~”

    ภูติที่มีผมสีเขียว ดวงตาสีมรกตทอประกายแสงได้เอยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

    เธอกำลังพูดด้วยภาษาของพวกเราอยู่

    สาเหตุหนึ่งที่ฉันเลือกเข้าหาเผ่าภูติ มันเป็นเพราะรายงานจากผู้กล้าสเลบ ที่ว่ามีพวกมันคนหนึ่งสามารถพูดภาษาของเผ่าเราได้

    และมันเป็นเช่นนั้น

    “ทางเรายินดียิ่งนักที่ท่านตอบรับจดหมายของฝ่ายพวกเรา ดิฉัน ราชินีคอมพาเนียน ตัวแทนทูตของเผ่าขอกล่าวขอบคุณพวกท่านจากใจจริง”

    ฉันโค้งตัวต่ำโดยไม่สนว่าสถานะของตัวเองคือราชินีของเผ่า

    เราจะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับใครได้ ถ้าหากเราไม่เป็นฝ่ายเข้าหาอีกฝ่ายก่อน

    เราจะไม่สามารถสร้างมิตรที่ดีกับใครได้ หากไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไว้วางใจ

    ยิ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง ย่อมมีความระแวงสงสัยที่มากตาม

    ดังนั้นการก้มหัวของราชินีอย่างฉันจึงมีราคาและความหมายมาก

    อีกหนึ่งสาเหตุที่เลือกสีขาวบริสุทธิ์ก็เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาอีกด้วย

    จงทำตัวให้ดูอ่อนน้อมไร้พิษภัย

    แต่ก็อย่าได้แสดงความอ่อนแอให้อีกฝ่ายดูแคลนได้

    จงดูสง่าและแสดงศักดิ์ศรีที่ถ่อมตนเพื่อสร้างความเชื่อใจในฐานะที่เท่าเทียมกันซะ

    นั่นคือนโยบายทางการทูตของฉัน

    เจ้าภูติที่ไร้สีหน้าได้จ้องมาทางฉันกับคณะทูตด้วยสายตาที่เย็นชา

    ฉันสัมผัสได้ถึงความโกรธที่แทรกมาตามคลื่นสมองจากเหล่ามดทาสที่ตามมาด้วย

    “ (อย่าทำอะไรโง่ ๆ) ”

    ฉันส่งสัญญาณเตือนไปให้เหล่าลูกน้องทุกคน

    เจ้าภูติที่ดูไร้ความเป็นมิตรได้ถอนหายใจยาวทีหนึ่ง ก่อนจะเอยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดออกมา

    “เรามีชื่อว่าเอสเทอ พวกเรายุ่งมาก รีบพูดธุระมาได้แล้วดอง~”

    ช่างยโสโอหังนัก…

    แต่ฉันจะทำให้มันพังเพราะอารมณ์พาไปไม่ได้

    “ตามที่ท่านต้องการ---”

    ฉันลุกขึ้นยืนตัวตรงพร้อมกับโค้งหัวให้เล็กน้อยเป็นมารยาท ก่อนจะจ้องไปในดวงตาของปีศาจแสงที่ชื่อเอสเทอ

    ไม่มีอาการหวั่นไหวเลยนะ

    “พวกฉันมาเพื่อเป้าหมายเดียวกันกับคุณ”

    ว่าแล้วฉันก็สั่งให้ลูกน้องกางแผนที่หนังสัตว์ลงบนพื้นดินตรงหน้า

    มีดเล่มหนึ่งถูกปาลงไปบนแผนที่นั้นด้วยมือของฉัน

    ตำแหน่งที่มันปักลงไปคือเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์

    “พวกเรามาฆ่าเผ่าปีศาจน้อยด้วยกันเถอะ”