สองปีผ่านไปแล้ว... ผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีคาเอลรู้สึกว่าสองปีมันผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ ตัวเขาที่เติบโตขึ้นมาอีกแล้วถึงสองปีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำหรับตัวเขานั้นคิดว่ามีไม่มาก เขาใช้ชีวิตประจำเหมือนเดิมทุกอย่างของตนเองกิจวัตรการตื่น กิน นอน ไปอ่านหนังสือที่หอหนังสือของตระกูลเป็ประจำ ไปเดินเล่นหรือนอนเล่น ณ ที่ต้นไม้ใหญู่เาแอลฟ์ ทุกอย่างเป็แบบนี้เวียนวนไปมาจนครบถึงสองปี เพียงแต่ว่าสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คงจะเป็... มีตัวน่ารำคาญที่เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งหรือสองสิหรือมากกว่านั้นกระมัง
‘มีคาเอลข้าไม่ใช่ตัวน่ารำคาญนะ!’ (แอลฟ์) นั่นไง.... มีคาเอลเมินเฉยต่อผู้ที่มาแสดงตนว่าไม่ใช่ ัวารีเหมันต์แห่งผืนนภาที่เขาเปรียบได้ว่าเป็ตัวน่ารำคาญอันดับหนึ่งเลยเพราะมันอยู่กับเขาตลอดเวลา ตลอดเวลาจริงๆ ตลอดเวลาจนเกินไปมากๆ ไม่ว่าเขาจะทำหรือคิดอะไรเ้าสัตว์อสูรในพันธะสัญญาของเขามันก็จะพยายามแสดงตนมามีส่วนร่วมมาด้วยตลอดจนเขาอดรำคาญมันมากๆ ไม่ได้จริงๆ แต่ข้อดีมันก็ต้องยอมรับว่าเ้าันี้ก็เป็ทั้งสหายและอาจารย์ให้เขาด้วยนั่นแหละ
ส่วน...
“นายน้อยยยยยยยย นายน้อยขอรับ”
“นายน้อย นายน้อยเ้าคะ”
ส่วนบุคคลน่ารำคาญที่เหลือที่ตามเกาะติดชีวิตเขาอีกก็เป็ใครไม่ได้นอกเสียจากบาสเตียนพ่อบ้านคนสนิทและที่เพิ่มสมทบเข้ามาอีกก็คือไคลี่ย์หญิงสาวเส้นผมสีแดงเพลิงที่ตอนนี้นางได้เข้ามาเป็ข้ารับใช้ดูแลเขาอีกคน ในวันแรกที่เขาพบนางเขาคิดว่านางนั้นอาจจะเป็ผู้ที่เย่อหยิ่งและรักสงบเพียงดูแลเขาแค่ความปลอดภัยภายนอกจากคำสั่งของท่านเท่านั้นแต่เสมือนความคิดนั้นของเขานั้นผิดมหันต์เลยตอนนี้เขาแทบอยากที่จะให้นางกลับคืนท่านพ่อไปเพราะนางนั้นก็มิต่างอะไรกับบาสเตียนเลยแท้ๆ ช่างน่ารำคาญใจยิ่งและมันเป็เช่นนี้เสมอ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นก็แลดูเป็ผู้ที่หาเทียบเคียงความสามารถได้ยากทั้งคู่แต่เมื่ออยู่กับเขาแล้วเหตุใดกันถึงทำตนน่ารำคาญเช่นนี้!
“นายน้อยท่านอยู่แห่งหนใดเ้าคะ”
“เพราะเ้านั่นแหละไคลี่ย์ที่ทำให้นายน้อยหายตัวไป... เพราะนายน้อยรำคาญเ้า!”
“บาสเตียนเ้าจะเอ่ยเช่นนี้ก็มิได้ เ้าต่างหากเล่าที่ทำให้นายน้อยนั่นช่างรำคาญใจยิ่งกว่าจนแทบมิอยากจะเอ่ยสนทนาวาจาด้วยจนต้องหนีหายไปเป็ประจำ... เพราะนายน้อยรำคาญเ้า!”
“ชิ!” “เห๊อะ!” ทั้งบาสเตียนและไคลี่ย์มองหน้ากันและหันออกไปคนละทิศทางทันที หากเป็เื่ที่เกี่ยวกับนายน้อยมีคาเอลแล้วล่ะก็ต้องบอกจริงๆ ว่าทั้งสองนั้นไม่มีใครยอมใครจริงๆ ในเื่การปรนนิบัติพัดหวีดูแลต่างๆ นั้นมักจะเป็เช่นนั้นประจำปกติของบาสเตียนอยู่แล้ว แต่สำหรับไคลี่ย์นั่นนางยังคงความเย่อหยิ่งทระนงตนอยู่เสมอจะรับฟังและเคารพอย่างแท้จริงเพียงแค่นายของตนซึ่งก็คือมีคาเอลเท่านั้นมิสนผู้ใดทั้งสิ้น ด้วยความเดิมที่ความแข็งแกร่งของนางก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้วอีกทั้งเป็ผู้ที่ถือครองพลังธาตุอัคคีบริสุทธิ์อีกด้วยคงไม่ต้องให้เอ่ยเลยว่านางนั้นก็มีอำนาจมืดในตัวไม่น้อยเช่นกัน หรือส่วนหนึ่งก็มีบางขุมอำนาจที่เข้ามาชักชวนแลให้ผลประโยชน์นางไม่น้อยเลยเพียงแต่ว่าด้วยความจงรักและภักดีที่นางได้ให้คำสัตย์ไว้จะมีต่อนายน้อยมีคาเอลเพียงผู้เดียวเท่านั้น และหากว่าใครที่คิดจะมารังแกนายน้อยของนางล่ะก็... หึๆ
“วันสำคัญเช่นนี้ข้าจะมิให้นายน้อยหายตัวไปเด็ดขาด!” บาสเตียนเอ่ยอย่างมาดมั่นใจครั้งนี้เขาจะไม่มีทางยอมนายน้อยให้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้นซ้ำรอยอย่างเด็ดขาดแน่นอน
เสียงเอะอะโหวกเหวกจากภายนอกที่ดังไม่ไกลนักจากหอหนังสือของตระกูลซึ่งกลับมาทำลายความสงบของเขาอีกครั้ง ร่างเล็กสมส่วนในวัยเจ็ดขวบเศษนั่งหลับตานิ่งมือเรียวปิดหนังสือเล่มหนาเสมือนภาพเหตุการณ์นี้มันย้อนหวนกลับมาอีกครั้ง มีคาเอลเข้าใจสิ่งที่บาสเตียนเอ่ยนั้นดี
‘นั่นน่ะสิ วันสำคัญเช่นนี้เ้าจะนิ่งใจอ่านหนังสืออยู่เช่นนี้รึมีคาเอล’ (แอลฟ์) ถึงจะเอ่ยออกมาเช่นนี้แต่ัวารีเหมันต์แห่งผืนนภารู้ดีว่าทำไมเหตุใดนายตนถึงได้แสดงความรู้สึกอาการเบื่อหน่ายออกมาเช่นนี้ มีคาเอลลืมตาขึ้นนิ่ง เฮ้อ คงจะหนีไม่พ้นความน่ารำคาญใจเลยสินะ วันนี้วันสำคัญ...
“บาสเตียน”
“เอ๊ะ เสียงนี่มัน.. นายน้อย” และนี่เป็อีกครั้งที่บาสเตียนได้เห็นความสามารถที่เหนือล้ำกว่าวัยของนายน้อยตนการใช้กระแสเสียงเวทครั้งนั้นเมื่อสองปีที่แล้วและนายน้อยก็มิเคยใช้มันอีกเลย เป้าหมายโดยตรงของกระเสียงเวทย์ถูกส่งผ่านมายังบาสเตียนทำให้บาสเตียนรู้ถึงที่อยู่ของมีคาเอลและเดินนำหน้าตรงมาทันทียังที่สถานที่เดิมประจำของนายน้อยตนหอหนังสือของตระกูลแม็กซีวีลอน
“นายน้อยขอรับ” บาสเตียนมุ่งหน้าเดินเข้ามาภายนอกอย่างรู้สึกหวาดหวั่นใจลึกๆ ในครั้งนี้มันช่างคล้ายกับเหตุการณ์ครั้งก่อนเหลือเกิน
“นายน้อยเรียกหาแต่บาสเตียนข้าชักจะรู้สึกน้อยใจแล้วนะเ้าคะ” ร่างบางของไคลี่ย์หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามเส้นผมยาวสลวยสีแดงเพลิงเป็เอกลักษณ์สาวเท้าก้าวตามหลังบาสเตียนมาอย่างติดๆ พร้อมเอ่ยน้ำเสียงคล้ายน้อยใจนายน้อยของตน ไคลี่ย์แม้จะเพิ่งเข้าตระกูลแม็กซีวีลอนมาได้เพียงแค่สองปีแต่การสังเกตการณ์และปรับตัวต่างๆ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทุกอย่าง ความสนิทสนมหรือคุ้นชินระหว่างมีคาเอลกับไคลี่ย์ก็คงต้องบอกว่าไม่ต่างอะไรบาสเตียนอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้แย่ นอกจากใบหน้าหน่ายรำคาญใจและความนิ่งสงบแล้วไคลี่ย์ก็แทบจะไม่เห็นรอยยิ้มของนายน้อยตนเลยและนางช่างปรารถนาที่จะเห็นมันสักครั้งเหลือเกินเช่นกันกับรอยยิ้มของเทพบุตรน้อยนี้
ส่วนลึกนางเองก็ััได้ว่านายน้อยคนนี้นั้นดูเป็ผู้ที่เปิดใจรับผู้คนได้ยากแต่ก็กลับเป็ผู้ที่เข้าใจผู้อื่นได้ดีและมักจะระวังตนอยู่เสมอแต่ก็ไม่ได้ทิ้งห่างจากผู้อื่นขนาดนั้นอย่างน้อยก็กับผู้เป็ปู่ บิดา บาสเตียนและก็นางล่ะนะ เฮ้อ ทักษะการเข้าสังคมก็ยังน่าห่วงจริงๆ อย่างที่ท่านประมุขของตระกูลนั้นหวงห่วงจ้าวหลานของตนนั่นแล ช่างเป็นายน้อยที่ไม่เข้าสังคมเอาซะเลย
แม้จะเป็ผู้มีความสามารถสติปัญญามากแต่หาได้เปิดเผยไม่ แน่นอนว่านางเลือกคนไม่ผิดจริงๆ ... ช่างดูลึกลับยิ่ง
“เพราะแท้จริงแล้วนายน้อยรำคาญเ้าต่างหากล่ะไคลี่ย์” บาสเตียนยืดอกยกยิ้มเยาะเย้ยแก่ผู้ที่อยู่ในสถานะเดียวกันแม้จะแข็งแกร่งแต่เมื่อเทียบกับ่เวลาที่ได้ดูอยู่กับนายน้อยมาอย่างไรเสียตนก็ชนะเห็นๆ ไม่วัดความแข็งแกร่งเพราะแม้ตนจะมีวัยมากกว่าแต่ก็คงจะเทียบไม่ได้กับผู้ที่มีพลังธาตุอัคคีบริสุทธิ์
“เ้า! บาสเตียนเพราะนายน้อย...”
“พวกเ้าทั้งคู่นั่นแหละเลิกทำให้ข้ารำคาญใจเสียที” มีคาเอลเห็นลางเค้าความน่ารำคาญใจที่กำลังก่อตัวเกิดขึ้นแล้วก็รีบเอ่ยขัดทั้งคู่ นี่ข้าต้องอยู่กับความน่ารำคาญใจแบบนี้ไปจริงหรือ...
‘เ้าจะหลีกหนีความน่ารำคาญนั้นไปใยในเมื่ออย่างไรเสียเ้าก็หลีกหนีมันมิได้ คงจะมีแต่หนีไปบวชกระมังเล่ามีคาเอล หึๆ เอาน่า อย่างน้อยการมีข้ารับใช้ดูแลที่แข็งแกร่งและยังซื่อสัตย์อีกมันดีกว่ามิใช่รึ’ (แอลฟ์) ัวารีเหมันต์แห่งผืนนภาเอ่ยภายในจิตของมีคาเอลอย่างล่วงรู้ความคิดของนายตน ที่จริงแล้วมันค้นพบได้ว่ามีคาเอลมิใช่นายน้อยที่แสนเ็าอย่างนั้นลูกเดียวเลยแต่กลับกันมีคาเอลนั้นช่างแสนเ้าเล่ห์ร้ายลึกมีสติปัญญามาก ด้วยความที่มิใช่คนที่แสดงออกมาจึงไม่มีใครรู้
“ข้าจะไปที่ลานทดสอบ”
มีคาเอลเพียงเอ่ยออกมาพร้อมก้าวเดินออกไปมนทันที ทิ้งไว้เพียงข้ารับใช้ดูแลทั้งสองไว้ข้างหลังที่ยังคงทำหน้าอื้ออึ้งใอยู่
“นั่นหมายความว่า....” ทั้งสองมองหน้ากันอย่างเข้าใจพร้อมรีบตามนายน้อยของตนมุ่งหน้าไป การเอ่ยปากออกมาเช่นนี้นี่คงจะต้องกลายเป็วันดีแน่ๆ ที่นายน้อยของตนได้เข้าและแสดงตนต่อสังคมเป็ครั้งแรก!
ในวันนี้เป็วันสำคัญอีกหนึ่งเนื่องจากเป็วันที่เหล่าผู้เยาว์ในวัย 7 ขวบเศษได้มารวมกัน ณ ที่ลานทดสอบอีกครั้งเช่นคล้ายเดิมกับเมื่อสองปีที่แล้วเลยแต่วันนี้จะต่างกันก็เพียงแค่ว่าจุดประสงค์ของการทดสอบ นั่นคือการ้าทราบว่าผู้เยาว์นั้นมีและรับรู้ถึงจิติญญาหรือไม่ต่างหากเล่า แน่นอนว่าผลของการทดสอบนั้นก็ตัดสินชะตากรรมของชีวิตต่อไปไม่น้อยเลยเช่นกัน และนายน้อยของเขาจะได้แสดงตนเป็ครั้งแรกกลับกลายเป็ข้ารับใช้ทั้งคู่เองมารู้สึกวิตกกังวลแทนนายน้อยตนมากแต่ก็แฝงไปด้วยความดีใจอยู่
“นายน้อยรอข้าด้วยเ้าค่ะ”
“นายน้อยยยยย ฮือออ ในที่สุดท่านก็ยอมแล้ว”
ระหว่างเส้นทางไปลานทดสอบก็เหมือนกับทิ้ง่เวลาให้มีคาเอลได้คิดอีกครั้งการแสดงตนครั้งแรกนี้มันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้นเป็แน่ สำหรับเหล่าผู้มีความสามารถโดดเด่นั้แ่เยาว์นั้นจะได้รับการดูแลสนับสนุนเป็อย่างดีจากตระกูลนั่นแน่นอนอยู่แล้ว สำหรับผู้มีความสามารถโดดเด่นมากๆ นั้นแค่นั้นคงจะไม่พอการเตรียมอาจารย์ที่เหมาะสมไว้ให้จึงเป็สิ่งสำคัญ นั่นล่ะซึ่งบ่งบอกได้เลยว่าตระกูลแม็กซีวีลอนนั้นให้ความสำคัญกับทุกอย่างที่จะเกี่ยวกับตระกูลเป็หลักมาก เด็กก็เหมือนต้นกล้าในวันนี้ที่เติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ในวันข้างหน้าเพื่อทิ้งร่มเงาให้ผู้อาศัยหรือดูแลต่อไป แล้วจะเลี้ยงดูต้นกล้าที่มาจากคนละกอคนละสายพันธ์นั้นอย่างไรเล่าถึงจะเหมาะสม แต่สำหรับส่วนในความสามารถของเขานั้น... เขาไม่้าอาจารย์
และตลอดการเดินตามมาก็ยังคงมีเสียงเจื้อยแจ้วมากความของข้ารับใช้ดูแลทั้งคู่ที่กล่าวเอ่ยกันอย่างเข้าขากันเป็อย่างดีเสียจนน่ารำคาญใจเสียจริงๆ
“นี่สิค่ะคือสิ่งที่ข้าคาดหวังเหลือเกิน”
“นายน้อยของเราจะเข้าสังคมแล้ว”
และประเด็นทั้งหลายก็คงจะไม่พ้นถึงการที่มีคาเอลนายน้อยผู้ไม่เคยปรากฏตัวออกสู่สังคมเลยออกมาแสดงตนเป็ครั้งแรกด้วยตนเองในวันนี้... อย่างเหนือการคาดหมาย
“เฮ้อ เอาไว้พวกเ้าทั้งคู่ปลงใจแต่งงานกันเมื่อใดแล้วข้าจะเข้าสังคมให้มากกว่านี้ล่ะกันนะบาสเตียนไคลี่ย์”
ร่างเล็กสมวัยกล่าวพร้อมเดินนำหน้าเหล่าข้ารับใช้ดูแลมุ่งหน้าตรง แม้น้ำเสียงนั้นจะราบเรียบเช่นเคยแต่ใบหน้านิ่งสงบกลับปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์เ้ากลเพียงน้อยก่อนที่จะจางหายไป ทั้งบาสเตียนและไคลี่ย์ที่เดินตามถึงกับหยุดชะงึกกึกหันมองหน้ากันราวกับพบเื่เพ้อฝันกับประโยคที่นายน้อยตนเอ่ยมา ‘อะไรกัน... เมื่อกี้นี้นายน้อยเอ่ยหยอกเย้าพวกเขาอยู่อย่างนั้นรึ นายน้อย... นายน้อยมีคาเอล สเวน แม็กซีวีลอน นี่มันใช่นายน้อยของพวกเขาหรือ!’ ช่างเป็เื่ที่น่าใยิ่งนักกับทั้งบาสเตียนและไคลี่ย์ที่มิเคยัักับความดูเย้าทะเล้นและน้ำเสียงคล้ายมีเล่ห์ของนายน้อยตนเลย หรือว่านัยหนึ่งแล้วนี่จะเป็ตัวตนที่แท้จริงของนายน้อยมีคาเอล สเวน แม็กซีวีลอนกัน!
“นายน้อย!”
มิมีหรือมิเคยเลยสักครั้งที่มีคาเอลจะเอ่ยหยอกเย้าเล่นเช่นนี้นอกเสียจากคำความ ‘น่ารำคาญใจ’ และใบหน้านิ่งสงบเ็าแสนเบื่อหน่ายของเ้าตัว มันทำให้ทั้งสองรู้สึกดีและถือว่าเป็เกียรติอยู่บ้างแต่ว่ากับเขาทั้งคู่ที่ให้พูดเลยว่าเกลียดขี้หน้ากันและไม่ชอบใจนักต่อกันเลยแต่ท่านกลับเอ่ยเย้าเช่นนี้... ‘ช่างหยอกเย้าได้ร้ายนักนะขอรับ/เ้าค่ะ’
“ไม่มีวันนั้นหรอกขอรับ/เ้าค่ะ!”
มีคาเอลเดินนำหน้ามุ่งสู่ลานกว้างใหญ่ที่เป็ลานทดสอบที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรุ่นเยาว์คราวเดียวกันในวัย 7 ขวบเศษของตระกูลแม็กซีวีลอนซึ่งจัดแถวเรียงลำดับจากตระกูลหลัก ตระกูลรอง ตระกูลสาขา และตระกูลในอาณัติเป็ลำดับสุดท้าย ตระกูลแม็กซีวีลอนค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับผู้เยาว์เพราะถือว่า... ‘เด็กนั้นถือเป็อนาคตเป็ความรุ่งเรืองต่อไปของตระกูล (สำคัญยิ่งสำหรับเหล่าคุณชายนายน้อยจากตระกูลหลัก) และหมายถึงเด็กนั้นจะเป็กำลังคอยหรือช่วยขับเคลื่อนตระกูลด้วยเช่นกัน (สำคัญยิ่งสำหรับเหล่าคุณชายนายน้อยจากตระกูลรอง ตระกูลสาขา ตระกูลในอาณัติ) ’
วันนี้จึงดูมีความสำคัญเป็อย่างมาก การทดสอบในครั้งนี้จึงคล้ายเพื่อหาผู้เยาว์ที่พร้อมจะเข้ารับการฝึกเบื้องต้นอย่างถูกต้องและเหมาะสม (หรือคือได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหลักด้วยตามความสามารถ) ฉะนั้นจะต้องมีปรากฏหรือรับรู้ถึงจิติญญาเท่านั้นถึงจะเชิดฉายขึ้นได้ในตอนนี้ ยิ่งแล้วหากค้นพบว่าจิติญญานั้นปรากฏเป็พลังธาตุที่แข็งแกร่งแล้วล่ะก็... อืม สมแล้วกับการเป็ตระกูลขุมอำนาจอันดับหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ยิ่งใหญ่ยิ่งจริงๆ เลยตระกูลข้า...
“โฮ้ว นั่นใช่นายน้อยมีคาเอลหรือไม่”
-----------------
โฮ้ว เปิดตัวนายน้อยสู่โลกภายนอกจ้า
ขอกำลังใจหน่อยงับ ม้ะ คนละเมนต์ ^^