ตอนที่ 13
จำใจยินยอม 2
...หวังว่าธงวิเศษระดับปฐีของข้าจะพอถ่วงเวลาไว้ได้บ้าง
พริบตาที่ธวัชเก้าสำแดงพลังพ่อบ้านอู๋ก็ทะยานไวไปที่ท้ายขบวน ทุกการกระทำล้วนดุดันรุนแรง พริบตาที่มาถึง ก็จู่โจมเข้าใส่สมุนมารที่กำลังไล่ล่าผู้คนไปหนึ่งฝ่าเท้าจนปลิวกระเด็นพ้นทาง
“ทุกท่านสบายใจได้ พ่อบ้านอู๋ มาช่วยแล้ว”เมื่อเห็นพ่อบ้านอู๋จู่โจมสมุนปิดหน้าพ้นทางหลินรั่วซีที่ยืนสมทบรวมกับหยางอี้และบิดา จึงเอ่ยดังด้วยสีหน้ายินดี
แต่พ่อบ้านอู๋กลับมิยิ้มแย้มตอบกลับ แต่เลือกตวาดคำไวพลางกระโจนเข้ามาอุ้มเด็กสาวแนบเอวตนเอาไว้แน่น“คุณหนู พวกเราต้องรีบหนีกันแล้วขอรับ !!!”
“เดี๋ยวนี่มันเื่อะไรกัน” หลินรั่วซีไม่เข้าใจเื่ราว เร่งเอ่ยคำด้วยความใ
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว” พ่อบ้านอู๋ไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่ตัดใจละทิ้งผู้คนแต่ด้วยจิตเมตตา จึงะโลั่นสั่งการไปอีกครา “ทุกท่านศัตรูร้ายกาจเกินไปแต่สองขายากไล่ตามทุกทิศทาง ทุกท่านโปรดแยกย้ายหลบหนีเอาตัวรอดเถอะ” สิ้นคำพ่อบ้านอู๋ก็เรียกกระบี่ไม้เล่นหนึ่งออกมาก่อนจะทะยานเหินขึ้นไปเหยียบ บินเร่งมุ่งหน้าทิศทางย้อนคืนไปยังป่าหินด้านหลัง
หลินรั่วซียังคงไม่ยินยอม เพราะหยางอี้กับบิดาที่าเ็มิได้ติดตามมาด้วยหากปล่อยเอาไว้เชื่อว่าทั้งสองต้องไม่รอดแน่ คิดจะสั่งให้พ่อบ้านอู๋หยุดแล้วกลับไปช่วยทั้งสองหลบหนีไปพร้อมกัน แต่ไม่ทันเอ่ยคำขอ จู่ ๆ พ่อบ้านอู๋ก็หยุดกระบี่บินด้วยตนเองเสียก่อนเพราะด้านหน้าเส้นทางหลบหนี ยามนี้กลับปรากฏเกี้ยวสีดำทมึนหลังใหญ่ รูปร่างทุกประการล้วนเหมือนกับเกี้ยวที่พ่อบ้านอู๋มั่นใจว่าถูกกักอยู่ใน...ค่ายกลธวัชเก้าเมื่อไม่กี่อึดใจก่อน
...รวดเร็วเพียงนี้
พ่อบ้านอู่กลืนน้ำลายหนืดลงคอ หันกลับไปมองยังด้านหลังค่อยพบว่าม่านแสงสีทองกักขังที่ตนสร้างขึ้น โดยใช้สมบัติวิเศษระดับปฐีชั้นต้นได้พังทลายลงไปหมดสิ้น
...คนในเกี้ยวผู้นี้น่ากลัวจนเกินไป หากข้าคาดไม่ผิด นางต้องเป็ผู้าุโของสามสำนักมารเป็แน่
“คุณหนู ครานี้ท่านคงต้องหลบหนีไปด้วยตัวคนเดียวแล้ว”
หลินรั่วซีงุนงง แต่เมื่อเห็นแววตาและท่าทางของพ่อบ้านอู๋ก็ไม่คิดเอ่ยถาม เพียงพยักหน้ารับ
พ่อบ้านอู๋เห็นเด็กสาวเข้าใจ จึงปล่อยเด็กสาวให้ะโลงพื้นส่วนตนเองตั้งใจใช้ชีวิตถ่วงเวลา
“ข้ายังไม่อนุญาตให้เ้าไป” เสียงจากในเกี้ยวยังคงหวานดุจเดิมแต่ครานี้มิใช้เสียงทั่วไป แต่เป็เสียงที่แฝงมาด้วยลมปราณสะกดข่มของวิชาอสูรลวงตาสองเท้าของหลินรั่วซีที่เพิ่งจะแตะถึงพื้นกลับหนักอึ้งราวกับถูกคีบเหล็กคีบหนีบเอาไว้ แม้แต่พ่อบ้านอู๋ที่ฝีมือสูงส่งยังไม่อาจลอยเหินอยู่บนฟ้า กระบี่ไม้เสียสภาวะน่วงตก ร่างกายของพ่อบ้านอู่ ก็หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลาหนักนับหมื่นชั่งแต่ยังฝืนตัวให้ลอยค้างไม่ตกลงมาในทันที
...คงไม่มีหนทางอื่นแล้ว ได้แต่หวังว่าจะมีคนของราชสำนักอยู่ใกล้ ๆรุดมาช่วยเหลือคุณหนูไปได้ก่อน
พ่อบ้านอู่ไม่มีทางเลือกอื่นมันมิยินยอมให้หลินรั่วซีตกไปอยู่ในมือของมารร้าย ยินยอมเปิดเผยความลับ ของพวกพ้องส่งลมปราณจุดพลุไฟสัญญาณพุ่งขึ้นฟ้า พริบตาเบื้องบนค่อยปรากฏ ร่างจำแลงของัเพลิงพวยพุ่งดั้นเมฆอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยแตกะเิสว่างวาบไปทั่วผืนฟ้า ด้วยพลุวิเศษนี้คือ พลุสัญญาณขอความช่วยเหลือระดับสูงสุดที่พ่อบ้านอู๋ได้รับมามันคือการส่งสาส์นไปถึงเหล่าผู้เร้นกายของราชสำนักเทียนถัง ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้เร่งเดินทางมาช่วยเหลือ
“บัดซบ เ้าเป็สายลับของพวกเทียนถัง” ครานี้เสียงจากในเกี้ยวมินุ่มนวลอ่อนหวานเช่นก่อนหน้าพริบตาถัดมาจึงลงมือด้วยเหี้ยมโหด กรงเล็บสีม่วงพลันก่อตัวจากความเวิ้งว้างที่ด้านหน้าเกี้ยวใหญ่ แต่ไม่ทันที่พ่อบ้านอู๋จะจับััได้ มันก็พุ่งทะยานออกมา แต่กลับมิได้พุ่งเข้าจู่โจมพ่อบ้านอู๋จากทางด้านหน้าแต่มันกลับลอยเหินขึ้นเบื้องบน ก่อนจะขยายใหญ่ออกอีกกว่าสิบจั้งก่อเกิดสภาวะกดทับจนผู้คนไม่อาจเคลื่อนไหว ค่อยฟาดทับเข้าใส่ร่างของพ่อบ้านอู๋จนจมมิดธรณี
หลินรั่วซีเห็นพ่อบ้านอู๋ถูกฝ่ามือสีม่วงอ่อนกระแทกจนจมหายไม่รู้เป็หรือตายสติกระเจิงแตกตื่น จนมิอาจควบคุมพลังที่หลับใหลในร่าง จู่ ๆ พันธนาการมารที่ผูกพันก่อนหน้าก็หายไปจึงคิดทะยานกลับไปหาหยางอี้ หลบหนีไปพร้อมกัน
“เป็ไปไม่ได้”หญิงสาวในเกี้ยวรู้ดีว่าวิชาอสูรที่ตนใช้ออกเพื่อสะกดผู้คนก่อนหน้าแม้ผู้ฝึกตนลมปราณเชื่อมฟ้าดินยังยากเคลื่อนไหวแต่เด็กสาวที่ดูภายนอกแล้วอายุไม่เกินสิบสอง กลับสามารถหลุดพ้นจากอำนาจมารสะกดใจของตนได้“หรือว่าเด็กผู้นี้...” เมื่อนึกย้อนไปถึงสายลับของราชสำนักเทียนถังที่เดินทางร่วมกับขบวนสำนักคุ้มภัยทั้งที่กองคาราวานก็มิได้ชูธงของกองทัพแม้สักผืน เมื่อนั้นค่อยนึกถึงบางสิ่งออก“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ครานี้นับว่าเดินทางไกลมาตามล่าวัตถุดิบไม่เสียเที่ยว แม้เสียเวลาครึ่งค่อนวันยังค้นหา...หนอนกะโหลกอสูรที่หลุดออกไปไม่พบ แต่กลับเจอสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าแทน” นางมารร้ายในเกี้ยวมีศีกดิ์ฐานะไม่ธรรมดาตามที่พ่อบ้านอู๋คาดเดา เพราะนางคือรองเ้าสำนัก...บุปผาิญญาอสูรสำนักที่ปกครองโดยอิสตรีงดงาม และมิค่อยยินดีเปิดเผยตัวตน ยามออกมานอกสำนัก ล้วนเพื่อกระทำภารกิจสำคัญเท่านั้นตัวตนแท้จริงของพวกนางทุกคนล้วนเป็ความลับ แต่วันนี้ รองเ้าสำนักบุปผาิญญาอสูร...เจิ้งอี้หรู กลับยินยอมลงจากเกี้ยวทะยานเข้าไปจับตัวหลินรั่วซีด้วยมือตนเอง เห็นได้ชัดว่านางระแคะระคาย ถึงความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของหลินรั่วซีแล้วเวลานี้ร่างของหลินรั่วซีถูกสะกดยกลอยเหนือพื้น มิอาจหลบหนี แต่ยังคงแสดงท่าทีขัดขืน“อย่าได้คิดขัดขืนข้า” ระหว่างคำสนทนา เจิ้งอี้หรูค่อยใช้ลมปราณตรวจสอบเด้กสาวค่อยพบว่าเกิดพลังต่อต้านขึ้นที่ภายในลึกสุด
“ทำไมข้าต้องฟังเ้าด้วย”
...เป็จริงดังที่คาดครานี้นับว่าข้าทำคุณยิ่งใหญ่ตอ่สำนักบุปผาิญญาอสูรอย่างไม่ต้องสงสัย
“เพราะข้าไม่คิดจะทำร้ายเ้า แค่นี้คงพอกระมัง”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้าฆ่าคน ปล้นชิงกองคาราวานสินค้าแต่กลับบอกกับข้าว่าเ้าไม่คิดร้ายเนี่ยนะ”
“ทำไมจะไม่ได้ละ” เจิ้งอี้หรูดูเหมือนจะใจเย็นกับหลินรั่วซีเป็อย่างยิ่ง“พวกเ้าทุกคนหยุดมือแล้วกลับมาหาข้าเดี๋ยวนี้” คำสั่งของเจิ้งอี้หรูดุจประกาศิตพริบตาเหล่าสมุนมารคลุมหน้าทั้งแปด ก็ทะยานกลับมาคุกเข่าที่เบื้องหน้าของนางโดยพร้อมเพรียง
หลินรั่วซีสูดหายใจลึก แม้ถูกยกลอยเหนือพื้นแต่ทั้งร่างยังคงขยับเคลื่อนไหวได้เป็ปกติ เมื่อนั้นจึงเอี้ยวคอ หันกลับไปมองยังทิศทางด้านท้ายขบวนคาราวานส่ายสายตาไว มองหาหยางอี้และบิดา ซึ่งก่อนหน้าหลบซ่อนอยู่ท้ายขบวนเมื่อเห็นว่าทั้งสองยังปลอดภัย จึงค่อยพ่นลมหายใจออกอย่างโล่งอก“เ้า้าอะไรจากข้า”