ขุนปราบกามสวาท
ตอนที่ 26 | ภารกิจ ณ เวียงเชียงแสน
หลังจากค่ำคืนอันสุดแสนร้อนผ่านในก็ผ่านมาได้ราวๆ หนึ่งสัปดาห์กว่าแล้ว ซึ่งคำแก้วก็ปรับตัวเข้ากับบ้านหลังใหม่ได้เป็อย่างดี รวมไปถึงชีวิตใหม่ที่ได้เปลี่ยนมาใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดาด้วย และเธอกับบุษบาก็เข้ากันได้เป็อย่างดี ซึ่งมันก็ทำให้ทัพวางใจได้ไม่ใช่น้อย ที่เห็นเมียคนสวยทั้งสองคนเข้ากันได้ดีแบบนี้ ตอนนี้ทั้งสามคนกำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียงในห้องนอน โดยที่ทั้งสองสาวนอนขนาบข้างทัพอยู่
"อ่านอะไรอยู่หรอเ้าคะพี่ทัพ" บุษบาถาม เพราะว่านางนั้นเห็นทัพอ่านกระดาษในมือมาั้แ่เมื่อครู่แล้ว คำแก้วที่สงสัยไม่ต่างกันก็มองกระดาษในมือทัพอย่างไม่ละสายตา แต่นางก็ทำได้เพียงแค่มองเท่านั้น เพราะว่านางนั้นอ่านภาษาของมนุษย์ไม่ออก
"จดหมายจากพระยาเดชาน่ะ ดูเหมือนว่าท่านจะมีภารกิจให้พี่ไปทำ" ทัพตอบพลางพับกระดาษแผ่นนั้น แล้วเอามันไปเก็บไว้ที่ตู้ข้างหัวเตียง จดหมายฉบับนี้คนของพระยาเดชาเอามาให้ทัพเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน แต่เขาพึ่งจะได้อ่านมันตอนนี้ เพราะว่าตอนนั้นเขากำลังกินข้าวกับคำแก้ว และบุษบาอยู่
"ภารกิจหรอเ้าคะ" บุษบาถาม พลางทำหน้ากังวลไปด้วย เพราะว่านางพึ่งจะได้อยู่กับทัพเพียงแค่สัปดาห์เดียวเอง และนางก็ไม่อยากให้ทัพไปทำภารกิจที่อันตรายด้วย
"ใช่ ดูเหมือนว่าพี่จะต้องขึ้นเหนือไปเชียงแสน" ทัพตอบ นางทั้งสองที่ได้ฟังเช่นนั้นต่างก็มีสีหน้าที่เศร้าสร้อยขึ้นมาทันที เพราะไม่อยากห่างจากคนที่รักไปไกล ทัพที่เข้าใจนางทั้งคู่เป็อย่างดีก็กระชับอ้อมแขนกอดนางทั้งสองคนให้แน่นขึ้น พลางลูบหัวนางทั้งคู่ไปด้วย
'น้องไม่อยากให้พี่ไปเลย' มันคือประโยคที่ทั้งคู่ได้แต่คิดในใจไม่กล้าพูดออกไป เพราะต่างก็รู้ว่ามันเป็หน้าที่ที่ทัพต้องทำ และการที่ต้องไปถึงอาณาจักรล้านนาแบบนี้ ก็แปลว่ามันส่งผลต่อความสัมพันธ์บ้านเมืองด้วย
"พี่จะไปนานหรือไม่เ้าคะ" ดำแก้วถาม พลางขยับตัวลุกขึ้นมามองหน้าทัพ ทัพที่เห็นแบบนั้นก็เลยขยับตัวลุกขึ้นมานั่งบ้าง ก่อนที่จะขยับมือขึ้นไปจับกรอบใบหน้าสวยของนาง แล้วขยับปลายนิ้วมือมาจับริมฝีปากบางอมชมพูของนางอย่างทะนุถนอม
"ไม่นานหรอก" ก่อนที่จะตอบนาง แล้วมองนางด้วยแววตาอันอบอุ่น
"น้องต้องคิดถึงพี่ทุกคืนเป็แน่" บุษบาพูดด้วยเสียงแ่เบา ก่อนที่นางจะค่อยๆ ขยับร่างบางเข้าไปสวมกอดทัพไว้แน่น ทัพเองก็ขยับแขนอีกข้างกอดนางกลับเช่นเดียวกัน จากนั้นคำแก้วก็ค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาหาทัพ แล้วประกบริมฝีปากลงมาจูบเขาอย่างดูดดื่ม ก่อนที่ทั้งสามคนจะบรรเลงเพลงรักเพลงสวาทกันอย่างเร่าร้อน เพราะว่าทัพจะออกเดินทางในเย็นวันนี้แล้ว
เมื่อเวลาย่ำค่ำมาถึง ทั้งสองสาวก็ลงมาส่งทัพที่หน้าเรือน นางทั้งสองต่างสวมกอดทัพเอาไว้แน่น แบบที่ไม่อยากปล่อยอ้อมแขนนั้นออกมา เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า กว่าจะได้กลับมาเจอกันนั้นมันต้องใช้เวลามากมายขนาดไหน ทัพเองก็กอดนางทั้งสองไว้แน่นไม่แพ้กัน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องค่อยๆ คลายอ้อมแขนนั้นออกมา เพราะยังไงเขาก็ต้องไปอยู่ดี
"น้องไปกับพี่ด้วยไม่ได้จริงๆ หรอ" คำแก้วถาม พลางกุมมือทัพไปด้วย เพราะด้วยอาคมของนาง นางสามารถไปกับเขาได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แต่ทัพก็ไม่อยากให้นางไปด้วยอยู่ดี เพราะภารกิจของเขาไม่ครั้งไหนเลยที่มันไม่อันตราย และเขาเองก็ไม่อยากให้นางต้องมาเจ็บตัวด้วย
"น้องอยู่ที่นี่เป็เพื่อนกับบุษบานั่นแหละดีแล้ว หากน้องต้องเป็อันตรายเพราะพี่ พี่คงทำใจไม่ได้" ทัพตอบพร้อมกับจูบลงไปที่หลังฝ่ามือของนาง จากนั้นเขาก็ดึงนางเข้ามากอดอีกครั้ง "ดูแลตัวเองดีๆ นะ" ก่อนที่จะพูดกับนางอย่างอ่อนโยนแล้วคลายอ้อมแขนออกมา
จากนั้นเขาก็เข้าไปสวมกอดบุษบาบ้าง พร้อมกับจูบลงไปที่กลางหน้าผากของนางอย่างทะนุถนอม "เ้าเองก็ดูแลตัวเองดีๆ นะบุษบา" ก่อนที่จะพูดกับนางด้วยน้ำเสียงเดียวกันกับที่พูดกับคำแก้ว จากนั้นเขาก็เดินไปหาเ้าสีนิลที่ยืนรออยู่ เขาที่ยังอยู่กับพวกนางต่อเหมือนกันก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะค่อยๆ หันมาหานางทั้งคู่
"พี่สัญญาว่าจะรีบกลับมา" จากนั้นเขาก็พูดขึ้น ก่อนที่จะขึ้นไปบนหลังเ้าสีนิลแล้วควบมันออกไป ส่วนสองสาวก็ยืนมองเขาจบลับสายตา ก่อนที่จะกลับขึ้นเรือนไป
ภารกิจที่ทัพได้รับในครั้งนี้ คือการไปช่วยเ้าปิ่นแก้ว นางเป็ลูกสาวคนเล็กของเ้าเมืองเวียงเชียงแสน จากเนื้อหาในกระดาษที่พระยาเดชาส่งมาให้ ดูเหมือนว่าเ้าปิ่นแก้วจะถูกยาสั่งจากฝั่งพม่า ที่บุกเข้ามาตีเมือง ซึ่งพระยาเดชาก็เป็ผู้นำทัพในการทำศึกครั้งนี้ สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับภารกิจในนี้ไม่ใช่การแก้ยาสั่งของเ้าปิ่นแก้ว แต่เป็เดินทางขึ้นไปยังเวียงเชียงแสนต่างหาก เพราะตอนนี้ทั้งเมืองน่าจะถูกทัพของพม่าล้อมไว้ทั้งหมดแล้ว
"ย๊า!!!!" ทัพที่ควบเ้าสีนิลออกมาจากเรือนได้แล้ว ก็ร่ายคาถาย่นระยะทางขึ้นมาทันที ซึ่งการที่เขาเดินทางในตอนกลางคืนนั้น ก็เพราะว่าเขา้าจะเลี่ยงการปะทะกับโจรป่า และเ้าสีนิลเองก็จะมีพลังมากกว่าในตอนกลางคืนด้วย ถึงจะเจอภูตพลายอยู่ตามทางบ้าง แต่ถ้าทัพไม่เข้าไปยุ่ง ภูตพลายก็จะไม่เข้ามายุ่งกับเขาเช่นเดียวกัน
"เหนื่อยหน่อยนะเ้าสีนิล เพราะว่ารอบนี้เราต้องขึ้นเหนือกันเลย และก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีเวลาให้พักด้วยสิ" ทัพพูดกับม้าคู่ใจ พร้อมกับขยับเอวควบมันไปด้วย ซึ่งเ้าสีนิลก็ไม่ได้ปัญหาอะไร ไม่ว่าระยะทางมันจะไกลเท่าไหร่ มันก็พร้อมที่จะพาเ้านายอันเป็ที่รักไป
"ฮ่าลาดตระเวน ฮ่าส์" ทัพที่ควบม้ามาทั้งคืน ตอนนี้เขาก็เข้าสู่อาณาจักรล้านนาแล้ว อีกเพียงแม่นานเขาก็จะถึงเวียงเชียงแสนแล้ว แต่ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าเ้าสีนิลจะไม่ไหวแล้ว เขาเองก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เพราะเขาควบมันมาตลอดทั้งคืนเลย การใช้คาถาย่นระยะทางเองก็กินแรงไม่ใช่น้อย
"ข้าว่าเราพักกันสักหน่อยเถอะ" ทัพที่เห็นว่าข้างหน้ามีลำธาร ก็พูดกับเ้าสีนิล แล้วสั่งให้มันลดความเร็วลง จากนั้นเขาก็พามันไปดื่มน้ำ ก่อนที่จะลงมาจากหลังของมัน ทัพที่ตักน้ำในลำธารขึ้นมาดื่มได้อึกสองอึก ก็มองตรงไปข้างหน้า ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ขมวดคิ้วขึ้นมา เพราะรับรู้ได้ถึงบางอย่าง
"ดูเหมือนว่าข้างหน้านี้ จะมีทัพของพวกพม่าตั้งอยู่สินะ" จากนั้นเขาก็พึมพำขึ้นมา ก่อนที่จะไปทิ้งตัวนั่งเอนหลังต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ข้างๆ ลำธาร เพราะทัพของพม่านั้นอยู่ห่างออกไปเป็อย่างมาก ถ้าพักตรงนี้สักหน่อย ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร
"เ้าจะไปพักสักหน่อยก็ได้นะสีนิล ข้าเองก็จะพักเหมือนกัน" จากนั้นทัพก็พูดกับม้าคู่ใจ ก่อนที่จะขยับตัวเข้าไปใต้ร่มไม้ แล้วหลับตาลงเพื่อพักสายตา เ้าสีนิลที่ได้ฟังแบบนั้นก็ร้องรับ ก่อนที่มันจะหันหลังให้ลำธารแล้วเดินเข้าไปในป่า เพื่อหาหญ้าเล็ม
ทัพที่นอนพักสายตาอยู่นั้น ก็วางแผนไปด้วยว่าเขาจะเข้าไปยังเวียงเขียงแสนยังไง เพราะถ้าจะเข้าไปด้วยทางที่เร็วที่สุด ยังไงก็ต้องปะทะกับทัพพม่าแน่ๆ หากจะอ้อมไปก็ต้องเพิ่มเวลาอีกอย่างน้อยๆ หนึ่งวัน ซึ่งมันก็อาจจะไม่ทันกาล เพราะเขานั้นไม่รู้ว่ายาสั่งที่เ้าปิ่นแก้วโดนนั้นร้ายแรงขนาดไหน แต่ยังเขาก็ต้องช่วยพระยาเดชาในศึกครั้งนี้อยู่แล้ว เขาก็เลยคิดว่าการฝ่าทัพพม่าเข้าไปนั้นดีที่สุดๆ อย่างน้อยๆ ถ้าจัดการได้สักหนึ่งกอง ก็ช่วยตัดกำลังพวกมันได้ไม่ใช่น้อยเลย
"ทำไมเราต้องเดินลาดตระเวนมาไกลถึงตรงนี้ด้วยนะข้าไม่เข้าใจจริงๆ" แต่ทว่าในระหว่างที่ทัพกำลังนอนพักสายตาอยู่นั้น เขากลับได้ยินเสียงคนพูดคุยกันในภาษาพม่าขึ้นมา และเสียงฝีเท้าคนประมาณ 5 คนกำลังเดินใกล้เข้ามาหาตัวเอง เขาก็เลยลืมตาขึ้นมา ก่อนที่จะใช้คาถากำบังกายซ่อนตัวจากเ้าของเสียงฝีเท้านั้น
"ก็ครั้งนี้พวกสยามมันส่งทหารมาด้วยนะสิ เองคงไม่รู้สินะว่ากองทะลวงฟันของพวกมันน่ากลัวขนาดไหน ถ้ามันลอบเข้ามาในที่ตั้งกองเราได้ละก็ต้องเป็เื่ใหญ่......แน่....แน่" ยังไม่ที่มันจะพูดจบ หัวของมันก็กระเด็นหลุดออกจากบ้า พร้อมกับเืสีแดงสดที่พุ่งออกมาจากคอของมัน และเสียงพูดที่ยังดังอยู่จากหัวที่หลุดออกไป
ทหารลาดตระเวนอีกสี่คนที่เห็นแบบนั้นก็ใเป็อย่างมาก เลยยกอาวุธขึ้นมาตั้งท่าเตรียมต่อสู้ แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสี่คนจะได้เห็นตัวตนของทัพ หัวของพวกมันก็กระเด็นหลุดออกจากบ่าตามเพื่อนของมันไป พร้อมกับร่างอันไร้ิญญาที่ล้มลงไปนอนกองอยู่บนพื้น และทัพที่ยืนอยู่ตรงกลางวงของร่างไร้ิญญานั้น พร้อมกับถือดาบดำที่เปื้อนไปด้วยเืไปด้วย
"ดูเหมือนจะต้องกลับไปใช้วิชาเก่าสินะ" จากนั้นเขาก็พึมพำขึ้นมา พลางมองร่างไร้ิญญาของทหารพม่าไปด้วย
โปรดติดตามตอนต่อไป