“ใส่บิลล์ผมนะ” โจชสั่งบริกรเท่ากับเป็การบอกให้เขาไปได้
“แต่ฉันเป็คนเชิญนะคะ”
แอนเนทท์ท้วงขณะที่เครกถอยออกไปไม่้าจะรอหน้าอยู่โดยเฉพาะเมื่อเธอถกเถียงกับเ้าของโรงแรม
“ต้องให้ฉันเลี้ยงสิคะ”
“ผมลืมไปแล้วละ” เขาปด
“เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน”
“ก็ได้ค่ะ”
เธอยอมคล้อยตามคำเสนอแนะแม้จะรู้ว่าเขามิได้หมายความตามที่พูดว่าจะมีคราวหน้าอีกยกถ้วยกาแฟร้อนขึ้นจิบ
“จะรังเกียจไหนถ้าฉันจะถามว่าแล้วคุณล่ะอายุเท่าไหร่?”
“ไม่รังเกียจหรอกผม 33 แล้ว”เมื่อเห็นเธอหัวเราะเขาก็ขมดคิ้วมุ่น
“เอ๊ะ ผมพูดอะไรตลกงั้นหรือ?”
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ” แอนเนทท์บอกเขา
“คือคำแนะนำที่คุณพูดกับฉันเมื่อครู่นี้น่ะมันคล้ายกับที่พ่อชอบพูดทั้งที่คุณก็ไม่แก่เท่าพ่อ”
เธอเล่นหูเล่นตากับเขา
“คุณน่ะแก่กว่าฉันไม่เท่าไหร่หรอกนะคะ”
“ก็มากพอดูละแอนเนทท์”
โจชเถียงแต่ก็อดมองเธอไม่ได้ซึ่งแอนเนทท์ก็รู้ว่าเขาไม่ถึงกับจะไม่แยแสในรูปลักษณ์ความเป็ผู้หญิงของเธอเสียทีเดียวไม่ว่าอายุจะแตกต่างกันหรือไม่ก็ตาม
“แล้วคุณทำงานอะไรล่ะคะ?” เธอเปลี่ยนเื่สนทนาแสร้งหยิบถ้วยกาแฟขึ้นจิบ
“ก็ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์” ความหมายในคำพูดนี้ออกจะกว้างอยู่
“แล้วคุณพ่อล่ะทำงานอะไร?”
“พ่อน่ะหรือคะทำงานอยู่กับบริษัทน้ำมันตรงไหนเป็จุดสำคัญพ่อจะถูกส่งไปตรงนั้น”
“ฟังดูคล้ายกับว่าต้องเดินทางมากเหมือนกันนะครับ” โจช ออกความเห็น
“ใช่ค่ะ” แอนเนทท์เห็นด้วยทันที
“เพราะฉะนั้นครอบครัวของเราถึงต้องหาเวลาพักผ่อนพร้อมกันเวลาที่พ่อกลับมาบ้านไงคะปีหนึ่งๆเราไม่ค่อยจะได้พบพ่อเท่าไรนักหรอก”
เครกเดินกลับมที่โต๊ะอีกครั้งพร้อมด้วยเหยือกกาแฟแต่โจชเอามือปิดปากถ้วยของตนไว้
“ผมพอแล้ว”
“ฉันก็เหมือนกัน”
แอนเนทท์ปฏิเสธรู้สึกอยู่ว่าโจชตั้งใจจะให้การสนทนาครั้งนี้ยุติลงแล้วและเธอควรจะเป็คนเริ่มขึ้นเองเสียก่อน
“ฉันเห็นจะต้องกลับห้องแล้วละค่ะ เดี๋ยวพ่อจะสงสัยว่าหายไปไหน”
“ผมก็มีนัดเื่งานเหมือนกัน” โจชตอบ เลื่อนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ออก
“ขอให้มีความสุขนะคะ”เธออวยพรให้เขาพร้อมกับยืนขึ้นตั้งท่าจะออกจากที่นั่นเช่นกัน
“เช่นเดียวกัน” เขายิ้มเครียดๆ ก่อนที่จะเดินจากไป
แอนเนทท์ยังรั้งรออยู่ซึมซับประสบการณ์ในครั้งนี้ไว้และมิได้สังเกตเห็นว่าเครกเองก็รีๆ รอๆอยู่ข้างขอบสระจนเมื่อเขาเดินเข้ามาเก็บถ้วยกาแฟแล้วเครกมองตามทิศทางที่โจชลับตัวไปก่อนที่จะหันมามองแอนเนทท์อย่างใคร่รู้
“เมื่อวานนี้คุณคิดว่าเพียงแต่คิดว่าจะจำเขาได้” เครกเอ่ยขึ้นก่อน
‘แต่วันนี้รู้สึกว่าคุณเคยรู้จักเขามาแล้วนี่ครับ”
“เปล่าเลย” เธอสั่นศีรษะเป็เชิงปฏิเสธ
“เราเพิ่งจะเผอิญพบกันเมื่อเช้านี้ตอนที่ออกจ๊อกกิ้งแล้วก็เลยชวนกันกินกาแฟเท่านั้น”
“รู้สึกว่างานของคุณรุดหน้าไปเร็วดีนะครับ”ความริษยาเจืออยู่ในน้ำเสียงแกมเยาะของเครก
แอนเนทท์ยิ้มหวานให้เขา
“ฉันได้ยินว่าคุณก็ไม่เลวเหมือนกันนี่”
เครกยืดร่างขึ้นท่าทางของเขาเหมือนจะไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจผิดหรือเปล่าเพราะยังเชื่อว่าแอนเนทท์ก็สนใจในตัวเขาอยู่สีหน้าเปลี่ยนเป็ยิ้มแย้มทันทีเมื่อกล่าวว่า
“คืนนี้เพื่อนผมเขาจัดปาร์ตี้ขึ้น คุณพอจะว่างไหมครับ?”
“คิดว่าไม่นะ” แอนเนทท์ปฏิเสธคำเชิญชวนนั้น
“งั้นเอาไว้โอกาสหน้านะครับ” เครกพยายามสร้างความหวังขึ้นใหม่
“โอกาสหน้าดีกว่า”
แอนเนทท์คล้อยตามขณะเดียวกันด้วยความสุจริตใจที่เธอสงสัยว่ามันจะมีโอกาสหน้าจริงละหรือเธอหมุนตัวพร้อมกับเอ่ยลอยๆว่า “แล้วพบกัน” แต่ขณะที่เธอเดินผ่านช่องทางเดินระหว่างตัวอาคารของโรงแรมก็พบเข้ากับพ่อและมารดาเลี้ยง
“สวัสดีลูก”พ่อของเธอเอ่ยทักขึ้นก่อนแล้วจึงได้เลื่อนสายตาไปมองเครก
“รู้สึกว่ายังไม่ทันไรก็ได้เื่แล้วนะแล้วก็ยังมาทำเป็สงสัยอีกว่าทำไมพ่อถึงได้หัวหงอก”เขาล้อแกมเยาะลูกสาว
“ถ้าพ่อหมายถึงเครกละก็หนูไม่ได้สนใจด้วยหรอก”
แอนเนทท์โต้แต่ก็ออกจะโล่งใจอยู่ที่พ่อของเธอมิได้โผล่เข้ามาก่อนหน้านี้ และเห็นเธอกับโจชัวดีนเข้าเพราะจะต้องรู้สึกไม่สบายใจแน่ว่าพ่อจะไม่เห็นด้วยและเมื่อมาถึงเวลานี้ก็คิดว่าเป็การดีแล้วที่พ่อไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรแอนเนทท์แสร้งทำเป็จับตาอยู่ตรงไรผมสีดำตรงขมับของพ่อซึ่งบัดนี้มีสีเงินแซมแล้ว
“เช้าวันนี้พบผมหงอกเส้นใหม่แล้วหรือยังล่ะคะพ่อ”
“ยังไง...แปลกใจนักหรือ?” พ่อของเธอถาม
“เปล่าหรอกค่ะ”
แอนเนทท์หัวเราะออกมาเบาๆเลื่อนสายตาไปมองแคทลีน
“ล็อบบี้ไปไหนเสียล่ะคะ?”
“มาชากำลังช่วยแต่งตัวให้อยู่” แคทลีนตอบถึงเหตุผลที่ลูกชายหายไป
“เรากำลังจะเข้าไปทานอาหารเช้ากันในห้องกาแฟจะไปด้วยไหมล่ะ?”
แอนเนทท์เกือบจะตกปากรับคำชวนของแคทลีนออกไปแล้วแต่ก็นึกขึ้นมาว่าพ่อกับมารดาเลี้ยงไม่ใคร่จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเท่าไรนักจึงเลี่ยงไปว่า
“หนูคิดจะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่าค่ะ”
“แล้วเช้าวันนี้เราจะเลยไป ออร์ตัน แพลนเตชั่นกัน สวมรองเท้าเดินสบายๆหน่อยก็แล้วกัน” พ่อของเธอเตือนขึ้น
“ค่ะ” เธอรับคำพร้อมด้วยรอยยิ้ม ออกเดินไปยังห้องที่อยู่ร่วมกับน้องสาว
ประตูห้องเปิดอยู่ตอนที่เธอไปถึงล็อบบี้นั่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียงที่ยังไม่ได้ทำมาชาคุกเข่าผูกเชือกรองเท้าให้แกอยู่
“หวัดดี พี่แอนเนทท์” ล็อบบี้ร้องทักออกมาดังเมื่อเห็นเธอเดินเข้าไปในห้อง
“สวัสดีจ๊ะ” แอนเนทท์ตอบ
มาชาเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า
“หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนแมวเชสเชียร์เชียวนะ”
“เอ๊ะ...แล้วนั่นมันเป็คำทักท้วงหรือว่าคำอภินันทนาการล่ะ?” พี่สาวถามเจือหัวเราะ
“ฉันเพียงแต่ไม่เข้าใจว่าพี่จะหาวิธีหนีให้พ้นจากเื่ที่ก่อขึ้นนี่ได้ยังไงเท่านั้น”น้องสาวของเธอตอบอุ้ม
ล็อบบี้ลงวางให้ยืนบนพื้นห้อง
“พี่แอนเนทท์หนีอะไรครับ?” ล็อบบี้อยากรู้ขึ้นมาบ้าง
“ไม่ใช่เื่ที่นายจะเอียงหูเข้าฟังด้วยหรอก”มาชาดุให้ก่อนที่จะหันความสนใจไปหาแอนเนทท์
“ฉันเดาเอาว่าแผนของพี่สำเร็จเรียบร้อยสินะ เจอะเขาเข้าพอดี”
“ถ้าจะว่ากันตามตัวอักษรแล้วฉันก็ให้บังเอิญล้มลงแทบเท้าเขานั่นแหละ”
เธอแสร้งทำเป็เดินกะโผลกะเผลกไปรอบห้องระมัดระวังข้อเท้าข้างที่สมมติว่าเจ็บอยู่
“พี่ไม่ได้ข้อเท้าแพลงจริงๆ สักหน่อย” มาชาต่อว่า
“เปล่าเลยมันก็แค่เจ็บๆ เท่านั้นแต่ก็คุ้มนะที่ได้กินกาแฟมาถ้วยหนึ่ง”น้ำเสียงของสาวน้อยบอกความมีชัยอยู่
“แล้วพี่เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเขาจับได้ว่าพี่เล่นใช้อุบายแบบนั้นน่ะ?”
มาชาสั่นศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย
“ใครครับที่จะจับได้?” ล็อบบี้เงยหน้าขึ้นมองพี่สาว
“พ่อหรือครับ?”
“ไม่ใช่น่าเ้าหนู” แอนเนทท์รับรอง
“มาชากับพี่กำลังพูดกันเื่คนอื่นอยู่ซึ่งถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้วแทบจะรอให้ถึงวันที่เขาจะรู้ความจริงไม่ไหวเลย”มาชาขมวดคิ้วย่น
“เพราะอะไรล่ะ?”
เธอรู้จักพี่สาวของตัวเองดีเกินกว่าจะเชื่อในความเ้าเล่ห์ของแอนเนทท์
“ก็เพราะเขาเชื่อว่าฉันอายุแค่ 17 เท่านั้นน่ะสิ”แอนเนทท์เปิดยิ้มกว้าง
“พี่ไปบอกเขาอย่างนั้นหรือนี่?” มาชาร้องเสียงแหลมมองดูหางลาแบบเด็กๆซึ่งเป็ทรงผมของพี่สาว
“เพราะฉะนั้นพี่เลยทำผมแบบนี้ใช่ไหมล่ะ?”
“ฉันไม่ได้บอกเขาหรอกว่าตัวเองอายุ 17” แอนเนทท์ว่า
“เขาเดาเอาว่าฉันจะต้องอายุแค่นั้น”
“แล้วทำไมพี่ไม่พูดกับเขาไปตามความจริงล่ะ?”
“ก็เพราะเขาจะต้องไม่เชื่อน่ะสิฉันก็เลยไม่พยายามจะให้เขาเชื่อ”แอนเนทท์ยักไหล่
“งั้นใครจะเป็คนบอกเขาล่ะ?” มาชาถาม
“ฉันบอกแล้วนะว่าไม่้ามีส่วนเกี่ยวข้องในเื่นี้”
“ฉันจำได้” แอนเนทท์เดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกชุดที่จะแต่งในวันนี้
“และโปรดอย่าได้ลืมก็แล้วกัน”
มันมิใช่ธรรมชาติของมาชาที่จะรู้สึกผิดหวังกับอะไรนานนักเธอไม่ชอบการโต้แย้งการเป็ปากเป็เสียงอยู่แล้วดังนั้นน้ำเสียงที่พูดในประโยคต่อมา น้ำเสียงจึงอ่อนลง
“ล็อบบี้กับฉันยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลยจะให้เราคอยจนกว่าพี่จะเปลี่ยนผ้าเสร็จก่อนหรือเปล่าล่ะ?”
“ที่ห้องอาหารมีซีรีลชนิดที่ผมชอบหรือเปล่าครับ?” ล็อบบี้ถามขึ้น
“เช้านี้ผมอยากทานซีรีล”
“ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บเดียวเท่านั้นละเราไปพบกันที่ห้องกาแฟดีไหมล่ะ?”
แอนเนทท์เสนอเพราะรู้สึกว่าน้องชายตัวน้อยเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว
“ไปกันเถอะพี่มาชา” ล็อบบี้เร่ง
“ก็ได้เราจะไปคอยที่นั่นนะ” มาชาบอกแอนเนทท์ เอื้อมไปจูงมือ ล็อบบี้ไว้
“ออกไปแล้วปิดประตูเสียด้วย” แอนเนทท์สั่งขณะที่ปลดกางเกงขายาวสีขาวออกจากไว้แขวน